ทุกครั้งที่เราคิดหาทางแก้ไขอะไรสักอย่าง เราย่อมหวังว่าปัญหาที่เจอตรงหน้าจะคลี่คลาย หรืออย่างน้อยก็ทุเลาลง แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่การแก้ไขจะได้ผลไปตามคาดคิดเสมอ
หากเราเป็นหัวหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง นั่งกวาดสายตาดูยอดขายที่ต่ำลงทุกเดือน ลองคิดเร็วๆ ดูว่าเราจะกระตุ้นยอดขายยังไงบ้าง ก็แบ่งค่าคอมมิชชั่นให้พนักงานสิ เดี๋ยวพนักงานก็จะกระเตื้องเอง องค์กรที่วัดผลงานพนักงานขายจากจำนวนดีลที่ปิดได้อย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าลูกค้าจะพอใจแค่ไหนในระยะยาว สุดท้ายพนักงานก็จะเร่งปิดดีล ขายพ่วง หรือให้สัญญาเกินจริงกับลูกค้าเพื่อให้ตัวเลขในรายงานสวยงาม ในช่วงแรกบริษัทอาจรู้สึกว่านี่ไง ได้ผลจริงด้วย แต่ในระยะยาวบริษัทอาจเสียลูกค้าประจำไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
เรื่องนี้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ เมื่อบริษัทออกนโยบายมา อยากแก้ปัญหาบางอย่าง แต่พอเวลาผ่านไปสักพัก กลับพบว่าปัญหาเดิมไม่ได้หายไปไหน ปัญหาใหม่โผล่ขึ้นมาแทน แถมบางทีหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ‘Cobra Effect’ ปรากฏการณ์ที่นโยบายหรือมาตรการที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหนึ่ง กลับสร้าง แรงจูงใจที่ผิดเพี้ยน (perverse incentive) ให้คนในระบบหาทางลัดท้าทายระบบ แทนที่จะแก้ได้ปัญหาตามเจตนารมณ์เดิม ผลลัพธ์สุดท้าย ปัญหาไม่หาย หรือบางทีแย่กว่าตอนที่ยังไม่มีนโยบายนี้เสียอีก

สังเกตไหมว่าแพทเทิร์นของเรื่องพวกนี้คล้ายกันหมด คนออกแบบนโยบายมักจะจับตัวชี้วัดที่วัดง่ายมาเป็นเป้าหมาย โดยเชื่อว่ามันสะท้อนผลลัพธ์ที่ต้องการจริงๆ แต่พอมีรางวัลผูกติดกับตัวชี้วัด คนก็เริ่มจะท้าทายระบบเพื่อหาทางลัดที่ให้ผลตอบแทนเร็วและง่ายกว่า แทนที่จะไปแก้ปัญหาต้นตอของนโยบายนี้
เรื่องแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดในบริษัทสมัยใหม่ที่ชอบตั้ง KPI กันเป็นบ้าเป็นหลัง มนุษย์เราชอบท้าทายระบบกันมาแต่ไหนแต่ไร แม้แต่นโยบายรัฐก็หาทางตุกติกมาแล้ว จนสร้างผลกระทบใหญ่โตเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด เรามาสำรวจคำว่า Cobra Effect ที่ใช้เรียกปรากฎการณ์ทำนองนี้ มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่กัน
ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 กรุงเดลี ประเทศอินเดีย สมัยที่ยังอยู่ใต้การปกครองของอังกฤษ งูเห่าในเมืองมีเยอะเกินจะรับมือไหว โผล่มาตามท่อน้ำ ท้องถนน แอบซ่อนตามบ้าน ชาวบ้านก็ร้อนรนอยู่ไม่เป็นสุข เจ้าอาณานิคมก็ต้องแก้ปัญหาไม่ให้ชาวบ้านลุกฮือขึ้นมา ครั้นจะส่งเจ้าหน้าที่ไปไล่จับทีละตัวก็ไม่ทันการ ก็เลยเกิดไอเดียให้เงินรางวัลกับใครก็ตามที่เอาซากงูเห่ามาแลก เหมือนยืมมือชาวบ้านมาช่วยกำจัดงู โดยที่รัฐเองเสียแค่เงินเล็กน้อย แต่ก็แลกกับไม่ต้องลงมือจัดการด้วยตัวเอง
ช่วงแรก ทุกอย่างดูเหมือนจะไปได้สวย คนแห่กันเอางูเห่ามาขึ้นเงินกันเป็นแถว นี่ล่ะ ทางแก้ง่ายนิดเดียว แต่แล้วก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ ทำไมงูเห่าถึงยังดูเหมือนเยอะขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ซากเก่าที่เคยมาแลกเงินไป มันก็เยอะพอจนเหมือนจะกำจัดหมดไปจากเมืองได้แล้ว
มันจะหมดได้ไงล่ะ ในเมื่อมีคนเริ่มเพาะพันธุ์งูเห่าเพื่อเอาไปขึ้นกับรัฐ ยิ่งจ่ายค่าหัวสูงเท่าไหร่ ก็ยิ่งคุ้มที่จะเลี้ยงงูเห่าไว้มากขึ้นเท่านั้น พอรัฐบาลจับได้ว่าโดนต้มก็ตัดสินใจยกเลิกโครงการค่าหัวทันที
ฟังดูเหมือนเรื่องป่วนๆ จะจบลงแค่นี้ แต่นี่เพิ่งเริ่มต่างหาก ชาวบ้านที่เพาะเลี้ยงงูเห่าไว้เต็มฟาร์ม ตอนนี้งูของพวกเขาไม่มีมูลค่าอะไรอีกแล้ว จะฆ่าทิ้งก็ไม่ได้เงิน จะเลี้ยงต่อก็เปลืองค่าใช้จ่าย ทางออกที่ง่ายที่สุดของพวกเขาคือ ปล่อยงูเห่าทั้งหมดกลับสู่ธรรมชาติ
ผลสุดท้ายเมืองเดลีมีจำนวนงูเห่ามากกว่าตอนก่อนเริ่มโครงการเสียอีก รัฐบาลลงทุนจ่ายเงินไปมหาศาล กลับกลายเป็นว่าปัญหาเดิมไม่ถูกแก้และแย่ยิ่งกว่าเดิม
ปี 2001 ฮอร์สต์ ซีเบิร์ต (Horst Siebert) นักเศรษฐศาสตร์ จึงนำเหตุการณ์นี้มานิยามคำว่า Cobra Effect เพื่ออธิบายถึงปรากฎการณ์คล้ายกันนี้
ทว่า เรื่องงูเห่าในเมืองเดลีที่เพิ่งเล่าไปทั้งหมดนั้น ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าเคยเกิดขึ้นจริง
นักวิจัยได้สืบค้นเอกสารทางการของอังกฤษยุคอาณานิคมอย่างจริงจัง รวมถึงกลุ่มอนุรักษ์งูในอินเดียเองที่ทำการบ้านเรื่องนี้มาโดยเฉพาะ พบว่าไม่มีบันทึกใดๆ ที่ยืนยันเหตุการณ์เพาะพันธุ์งูเห่าเพื่อขึ้นเงินรางวัลแบบที่เล่าต่อกันมา มันน่าจะเป็นเพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างที่ฟังดูสมเหตุสมผล จนทุกคนเชื่อและเล่าต่อกันไปเรื่อยๆ

แม้เรื่องงูเห่าจะพิสูจน์ไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า แต่มีกรณีคล้ายกันที่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดขึ้นจริงในประเทศเวียดนามและจีน
ในปี 1902 เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม ตอนนั้นพวกเขาอยู่ใต้อาณานิคมฝรั่งเศส เจ้าอาณานิคมใฝ่ฝันอยากเนรมิตฮานอยให้เป็นปารีสตะวันออก มีถนนกว้างขวาง ตึกรามบ้านช่องสไตล์ยุโรป และระบบท่อระบายน้ำทันสมัย
แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้น ท่อระบายน้ำอันโอ่อ่าในโครงการนั้น กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หนูชั้นเลิศ บวกกับสถานการณ์กาฬโรคระบาดระลอก 3 ที่กำลังระบาดทั่วเอเชียในตอนนั้น ทางการฝรั่งเศสก็ยิ่งร้อนใจ อยากกำจัดหนูให้เร็วที่สุด
ตอนแรกรัฐบาลฝรั่งเศสพยายามส่งเจ้าหน้าที่ลงไปไล่จับหนูในท่อเอง แต่คนงานเวียดนามก็ไม่อยากจะเสี่ยงด้วย เลยพากันนัดหยุดงาน ทางการเลยหันมาใช้วิธีสร้างแรงจูงใจด้วยการจ่ายเงินรางวัล (คุ้นๆ ไหม)
ทางการฝรั่งเศสจ่ายค่าหัวหนู 1 เซ็นต์ให้กับใครก็ตามที่เอาหางหนูมาให้ เหตุที่เลือกเอาแค่หางก็เพราะการจัดการซากทั้งตัวในปริมาณมาก เป็นภาระเกินไปสำหรับเจ้าหน้าที่ที่งานล้นมืออยู่แล้ว และอาจพ่วงมาด้วยเรื่องสุขอนามัยด้วย
ช่วงแรกทุกอย่างดูเหมือนราบรื่นไปได้ด้วยดี (อีกแล้ว) แค่วันที่ 12 มิถุนายน 1902 วันเดียว มีหนูถูกกำจัดไปถึง 20,114 ตัว จำนวนหางหนูที่ได้รับต่อวัน ก็สูงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากนั้น แต่ไม่นานเจ้าหน้าที่ก็เริ่มสังเกตเห็นอะไรแปลกๆ
คนหัวใสเริ่มดักหนู ตัดแค่หางออก แล้วปล่อยตัวหนูกลับลงท่อไปเพื่อให้มันขยายพันธุ์ต่อ กลายเป็นแหล่งผลิตหางหนูรุ่นต่อไปให้พวกเขาเก็บเกี่ยวได้เรื่อยๆ ซ้ำร้ายเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังพบว่ามีฟาร์มหนูผุดขึ้นในย่านชานเมือง
ผลลัพธ์สุดท้ายที่นักประวัติศาสตร์ ไมเคิล จี. แวนน์ (Michael G. Vann) นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนงานวิจัยเรื่องนี้อย่างละเอียดสรุปไว้ว่า ความพยายามกำจัดหนูอย่างสุดความสามารถของทางการ กลับเป็นการเพิ่มจำนวนหนูขึ้นโดยอ้อม ผ่านการส่งเสริมให้เกิดการทำฟาร์มหนูโดยไม่ได้ตั้งใจ พูดง่ายๆ คือยิ่งจ่ายเงินมากเท่าไหร่ คนอยากให้มีหนูเยอะขึ้นเท่านั้น กลายเป็นว่าผลลัพธ์มันตรงข้ามกับเป้าหมายของโครงการนี้โดยสิ้นเชิง

หากจะบอกว่า อย่าให้มีครั้งที่ 2 (ที่เกิดขึ้นจริง) ก็คงไม่ทันแล้ว ในปี 1958 จีนภายใต้การปกครองของ เหมา เจ๋อตง กำลังเดินหน้าโครงการ Great Leap Forward เปลี่ยนประเทศเกษตรกรรมให้กลายเป็นชาติอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เกิดแคมเปญ ‘กำจัดสี่ศัตรูร้าย’
เพื่อกำจัดสัตว์ที่เป็นศัตรูของชาติในตอนนั้น ได้แก่ หนู แมลงวัน ยุง และนกกระจอก 3 อย่างแรกเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะต่างเป็นพาหะแพร่โรค ทั้งโรคมาลาเรีย ไข้รากสาดใหญ่ และกาฬโรค แต่นกกระจอกถูกจับเข้ากลุ่มศัตรูของชาติจากเสียงร้องเรียนของชาวนา ว่านกกระจอกชอบมาจิกกินเมล็ดข้าวในนา
รัฐบาลระดมประชาชนทั่วประเทศให้ร่วมกันกำจัดนกกระจอก ผู้คนตีหม้อตี กระทะ จุดประทัด ทำลายรังและไข่นก จนนกหลายตัวบินหนีจนหมดแรงและร่วงลงมา นกกระจอกหลายร้อยล้านตัวถูกฆ่า จนเกือบสูญพันธุ์ไปจากจีน
นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นบางคนออกมาเตือนว่า นกกระจอกช่วยกินแมลงศัตรูพืชในปริมาณมากด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีระบบควบคุมโดยธรรมชาตินี้ ผลผลิตทางการเกษตรอาจลดลงแทน แต่ผู้คนก็ยังเลือกกำจัดศัตรูในไร่นามากกว่า
หลังจากนั้นไม่นาน สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เตือนไว้ก็เกิดขึ้นจริง นกกระจอกไม่ได้กินแค่เมล็ดข้าว แต่ยังกินตั๊กแตนด้วย และตั๊กแตนก็กินแต่เมล็ดข้าวเป็นหลัก พอนกกระจอกหายไปเกือบหมด ตั๊กแตนก็ระบาดหนักแบบไม่มีอะไรคอยควบคุม ในปี 1959 ตั๊กแตนกินเมล็ดข้าวไปจำนวนมากจนผลผลิตลดลงถึง 15% และในปี 1958 ลดลงต่อเนื่องถึง 70%
ในขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น จีนก็ต้องเผชิญกับทุพภิกขภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตจากความอดอยากประเมินไว้ตั้งแต่ 15 ถึง 55 ล้านคน
ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจฟังธงได้ว่า นกกระจอกสูญพันธ์ุเป็นสาเหตุเดียวของหายนะครั้งนี้ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าวิกฤตในครั้งนั้นเกิดขึ้นจากปัญหาเชิงโครงสร้างมากกว่า โดยเฉพาะนโยบายรวมกลุ่มการเกษตรขนาดใหญ่ แต่การกำจัดนกก็เป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก
ท้ายที่สุดรัฐบาลจีนก็ต้องยอมรับความผิดพลาด ในปี 1960 เหมาตัดสินใจถอดนกกระจอกออกจากรายชื่อ 4 ศัตรูร้าย แล้วแทนที่ด้วยตัวเรือด แต่ถึงตอนนั้น นกกระจอกก็แทบจะสูญพันธุ์ไปจากจีนแล้ว จนต้องนำเข้านกกระจอก 250,000 ตัวจากสหภาพโซเวียตมาเพื่อฟื้นฟูจำนวนประชากรนกกลับคืน

สิ่งหนึ่งที่ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้มีร่วมกันคือวิธีคิดและแก้ปัญหาแบบเส้นตรง มองว่าอะไรคือปัญหา ก็แค่กำจัดสิ่งนั้นเสียให้หมด ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง แต่ปัญหาจริงแทบไม่เคยทำงานเป็นเส้นตรงแบบนั้น มันเป็นระบบนิเวศที่ทุกตัวแปรถักทอกันอยู่ รัฐที่มองปัญหาแบบเส้นตรงจึงมักไม่เห็นว่าตัวเองกำลังดึงเส้นด้ายเส้นไหนออกไปบ้าง จนกว่าจะเห็นว่าชายผ้านั้นหลุดลุ่ยเพียงใด
เรื่องทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนเรื่องผิดพลาดในอดีตที่ไกลตัว เราผ่านบทเรียนเหล่านั้นกันมาแล้วคงไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยหรอกน่า แต่ใครจะรู้ นโยบายที่มีส่วนในชีวิตทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐ ระดับองค์กร หรือแม้แต่กติกาเล็กๆ ที่เราตั้งให้ตัวเอง อาจกำลังเดินซ้ำรอยเดิมนำพาปัญหาใหม่มาในนามของการแก้ปัญหาก็ได้
อ้างอิงจาก