เมื่อปี 2019 มีบทความหนึ่งชื่อ ‘จดจำกันไว้ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด’ ซึ่งก็เขียนโดยผู้เขียนเอง และเผยแพร่ลงใน The MATTER บทความนั้นว่าด้วยการจากลาโลกใบนี้และทิ้งตัวตนในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดไว้ผ่านการเก็บรวบรวมชิ้นส่วนของเราในความทรงจำของผู้คน จนกลายเป็นตัวเราเวอร์ชั่นสุดท้าย ซึ่งก็คือเมื่อเราจากลาไปจากโลกนี้แล้ว ทั้งเศร้าและงดงาม
ด้วยกระแสการพัฒนาตัวเองหลังจากนั้น ซึ่งไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ล้อไปกับกระแสเรื่องการพัฒนาตัวเอง การเติบโตขึ้นซึ่งเป็นกระแสโลก หลังจากนั้นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ แนวคิดสำคัญหนึ่งคือการที่เรามองการเติบโตของเรา มองตัวตนของเราต่อไปว่า เราอยากจะเป็น ‘ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด’ เป็นการที่เรามองหรือวางว่าเราควรจะเป็นอย่างไร จึงจะเป็นเวอร์ชั่นของตัวเองในแบบที่ดีที่สุดได้
ในแนวคิดเรื่องเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดนั้น ความสำคัญอาจอยู่ที่การที่เราสามารถกำหนดความเป็นไปของเราได้ เราอยากเป็นตัวเองในรูปแบบไหน ดีในเงื่อนไขแบบที่เราพึงพอใจ ซึ่งก็ดีเนอะเพราะอย่างน้อยที่สุด ตัวเราเองกำหนดเวอร์ชั่นของตัวเองได้
แต่ว่า การมีภาพของ ‘ตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด-ดีขึ้น’ ในอีกด้านก็อาจเป็นความรู้สึกที่ลึกๆ แล้ว เราเองต้องมีความพยายามที่จะ ‘พัฒนาตัวเอง’ อยู่ตลอดเวลา ยังคงมองชีวิตที่เหมือนเส้นตรง ขีดเส้นจากซ้ายไปขวาโดยที่เราก็คาดหวังว่าเส้นกราฟชีวิตของเราจะขยับเป็นแนวตั้งขึ้นไปในทุกวันทุกวัน
แปลว่าเรามีความจำเป็น มีความคาดหวังในการเติบโตหรือ Growth ขึ้นในทุกๆ วัน เป็นภาพในอุดมคติให้ไขว่คว้าอยู่เสมอ

ในกระแสของการเป็นตัวเองที่ดีที่สุด และยิ่งสองเดือนสุดท้ายปลายปีแบบนี้ การทบทวนว่าเราดีขึ้นบ้างแค่ไหนและเริ่มหม่นหมองใจกับชีวิตที่ผ่านเลยไป The MATTER ชวนย้อนคิดเรื่องความจำเป็นในการเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของเราว่า
จริงๆ เราเองอาจไม่จำเป็นที่จะต้องดีขึ้นหรือดีกว่าเดิม เหมือนเป็นโปรแกรม เป็นระบบปฏิบัติการที่ต้องดีขึ้นกว่าเดิม ใช้งานได้กว่าเดิม ผิดพลาดน้อยกว่าเดิมอยู่เสมอก็ได้ เมื่อจริงๆ แล้วตัวเราอาจจะแค่รับรู้ว่าเราเองกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทุกๆ วัน (change) โดยที่เราไม่จำเป็นต้องโตขึ้น ใหญ่ขึ้น เก่งขึ้น หรือดีขึ้น ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของเรานั้นอาจไม่จำเป็นต้องดีขึ้นในสายตาของใครก็ตาม แม้แต่สายตาของตัวเราเอง
ชีวิตไม่ใช่กราฟ และตัวเราไม่ใช่ผลประกอบการ
ว่ากันว่าโลกใบนี้เดินหน้าด้วยอุปมา เรานิยามชีวิต นิยามสิ่งที่ซับซ้อนเป็นนามธรรม ด้วยอุปมาต่างๆ และอีกด้านก็มีข้อสังเกตว่า เราอยู่ในโลกของทุนนิยม และหนีออกจากโลกของทุนนิยมไม่พ้น เรามองสิ่งต่างๆ ด้วยหลักคิดเงื่อนไขของโลกแห่งการเงิน ของการประกอบการ
ดังนั้นไม่แปลกที่หลายครั้งเราจะนิยามชีวิตด้วยสิ่งที่คุ้นเคยในทุกๆ วัน เรามองชีวิตเป็นเส้นตรง เป็นเหมือนกราฟ เหมือนผลประกอบการ เรามองชีวิตของเราที่วิ่งไปข้างหน้า ลากจากซ้ายไปขวา ซึ่งเราเองคุ้นตากับหุ้น กับผลประกอบการซึ่งโลกใบนี้คาดหวังให้มันขยับขึ้นในทุกๆ วัน ในนามของความก้าวหน้า ไม่ใช่ความถดถอย สิ่งนี้คือ ‘Growth’ และจินตนาการที่เราคิดว่าชีวิตและตัวตนของเราควรจะเป็น คือเติบโตไปข้างหน้าอยู่เสมอ
ทว่า ถ้าเรามองคำว่าการเติบโตที่ไม่ใช่เส้นแบบที่เรามองชีวิตในเชิงเศรษฐกิจ แต่คือการเติบโตที่ว่าด้วยการมีชีวิต ของสิ่งมีชีวิต เรามีเซลที่เกิดและตาย มีใบไม้ที่งอกและร่วงโรย การทั่งมีคาบที่เบ่งบานและเหี่ยวเฉาไปตามฤดูกาล ชีวิตที่เป็นเหมือนเส้นตรงและยืนขยายเติบโตไปเรื่อยๆ อาจไม่ได้ขยายอยู่เสมอไปอย่างไม่มีสิ้นสุด ทว่ามีความเสื่อมสลาย กระทั่งมีเส้นทาง มีรยางค์ใหม่ๆ แตกหน่อ งอกเงย ไม่ใช่เส้นตรงเพียงเส้นเดียว

ซึ่งคำว่า Personal Growth ซึ่งเป็นคำที่เราได้ยินอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มีโคช มีคลาสสอน เป็นเป้าหมาย แท้จริงแล้ว การเติบโตที่ว่า มีงานศึกษาเช่น What is the process of personal growth? Introducing the Personal Growth Process Model เมื่อปี 2023 ก็ระบุเลยว่าเป็นกระบวนการที่เรายังไม่ได้เข้าใจมันเท่าไหร่ และงานศึกษาชี้ให้เห็นกระบวนการเติบโตที่ซับซ้อน ผันผวร เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง ยาวนานและสัมพัทธ์ไปตามบริบทของสังคม
ตัวตนตอนนี้ พรุ่งนี้ วันหน้า (Actual-Ought-Ideal Self)
การมีเป้าหมาย มีตัวเองในอุดมคติ มีมุมมองในการพัฒนา เป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ในบางแง่ก็มีข้อเสนอว่า การที่เรามีภาพตัวตนในหลายระดับ ภาพที่ขัดแย้งกันของตัวเราในวันนี้-ที่เราเห็นและเป็นอยู่ กับตัวตนที่เราคิดว่าควรจะเป็น และตัวตนที่เราวาดหวังว่าจะเป็น ภาพทั้งสามอย่างของตัวตนของเราเอง อาจจะไม่สอดคล้องกันและส่งผลต่อความรู้สุกของเราเอง ในกรอบคิดเรื่อง Self-Discrepancy คือความตึงเครียดขัดแย้งของตัวตนทั้งสามรูปแบบของเรา จากกรอบคิดของ ทอรี ฮิกกินส์ (Tory Higgins)
สิ่งที่ทอรี ฮิกกินส์เสนอคือแจกแจงให้เห็นว่าเรามีตัวตน จริงๆ คือ จินตนาการหรือมุมมองตัวตัวตนของเราในสามระดับได้แก่ ตัวตน ณ ขณะ (Actual Self) ตัวตนที่เราคิดว่าเราควรเป็น (Ought Self) และตัวตนในอุดมคติ(Ideal Self)
สิ่งที่ทอรีเสนอคือตัวตนที่ว่า สัมพันธ์กับมุมมองเราเองที่มีต่อตัวตนของเรา ตัวตน ณ ตอนนี้ คือเรามองว่าเราเป็นอย่างไร เราเป็นคนทำงานคนหนึ่ง ทำงานหนัก พอมีความสามารถ ใช้ชีวิตกลางๆ พอไปได้ ยังไม่ไปสุด ซึ่งก็เป็นมุมมองที่เรารับรู้ตัวตนฝั่งหนึ่ง มุมหนึ่งของเราเอง
ส่วน Ought Self คือตัวตนที่เรามองว่าเราควรจะเป็น เราควรจะเป็นคนมีความรับผิดชอบ มีรายได้มั่นคง รับผิดชอบ ไม่ล้มเหลว ซึ่งค่อนไปทางภาระหน้าที่ สิ่งที่ควรเป็น (Duties-Responsibilities) ส่วน Ideal เป็นชีวิตหรือตัวตนที่เราปรารถนาให้เป็น จะยืนอยู่บนความหวัง ความปรารถนา ความใฝ่ฝัน (Hopes-Aspirations) ทั้งหมดนี้ ย้ำอีกครั้งว่าเป็นมุมมองของเราที่มีต่อตัวเราเองซึ่งมีสามร่าง โดยตัวตนระหว่าง Ought Self จะว่าด้วยสิ่งที่เราจำเป็นต้องเป็น ส่วน Ideal คือสิ่งที่เราอยากเป็นซึ่งก็อาจจะซ้อนทับกันได้

ด้วยกรอบนี้ นอกจากะบอกว่ามันคือมุมมองที่เรามีต่อตัวเราเองแล้ว ตัวตนสามแบบของเรา (ตัวตนที่เราเป็น, ตัวตนที่เราจำเป็นต้องเป็น และตัวตนที่เราอยากเป็น) มักจะไม่ลงรอยกัน หลักๆ คือตัวตนที่เราเป็นขัดแย้งกับตัวตนทั้ง Ought และ Ideal
ถ้าตัวตนที่เราเป็นขัดแย้งกับตัวตนที่เราอยากเป็น หวังให้เป็น (ideal) เราก็จะเกิดความรู้สึกผิดหวัง ขาดสิ่งดีๆ ที่เราคิดว่าเราควรได้รับ เช่นเราคิดว่าทำงานหนักแล้ว ทำดีแล้ว เก่งแล้ว แต่ยังไม่ได้รับผลเท่าที่หวัง ในขณะเดียวกันถ้าตัวตนปัจจุบันเราขัดกับตัวตนที่ควรเป็น เช่น เราควรจะสามารถดูแลรัลผิดชอบครอบครัวได้ ควรจะรักษามาตรฐานการทำงานหรือจริยธรรมบางอย่างได้ เราก็จะเกิดความกังวล รู้สึกว่าเรามีสิ่งที่ไม่ดีกำลังคุกคามเรา
ที่ชี้มาทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีภาพที่เราควรเป็นหรือควรมีความหวังให้กับตัวเองไม่ได้ แต่ด้วยรายละเอียดเชิงจิตวิทยา ทั้งหมดเป็นมุมมองและตัวตนที่เราสร้างขึ้น ทั้งมุมมองต่อเราเองในตอนนี้ ในที่ควรเป็น ในที่อยากเป็น ซึ่งมันสามารถย้อนกลับมากำกับความรู้สึกของเราที่มีต่อการมีชีวิต และการมีหมุดหมายว่าเราต้องดีขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจเป็นเรื่องดีถ้าอยู่ในฝั่ง Ideal self แต่ถ้าเราเริ่มเอามาวางไว้ใน Ought Self คือกลายเป็นข้อบังคับ กำกับชีวิตให้ต้องดีขึ้นเสมอ ก็อาจกลายเป็นแรงผลักเชิงลบได้
สุดท้าย ข้อสำรวจทั้งหมดก็อาจจะกลับมาที่การที่แนวคิดเรื่อง ‘ตัวตนของเราในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด’ จริงๆ คำว่าดีที่สุด กระทั่งดียิ่งๆ ขึ้น ก็อาจจะเป็นสิ่งที่วัดประมาณได้ยาก เข้าใจได้ยาก และกระแสการพัฒนาตัวเอง กำลังกำกับให้เราคิดถึงตัวตนของเราเหมือนกราฟที่ต้องเติบโตไปข้างหน้า งอกเงยอยู่เสมอ ซึ่งความงอกเงยนั้นในฐานะสิ่งมีชีวิตย่อมสลับซับซ้อน แตกแขนก ริดร่วง ตัดทอน กระทั่งอาจจะหยุดอยู่กับที่บ้าง
และที่สำคัญ การนิยามตัวตนของเรา ก็ล้วนสัมพันธ์และสัมพัทธ์ไปตามมุมมองของการตีความตัวตนของเรา จะดีหรือจะโตขึ้น เราจะวาดภาพของเราเองต่อไปอย่างไร เป็นเรื่องของการนิยาม เรื่องของมุมมองด้วย ดังนั้นก็เลยกลับไปที่ประโยคที่เปิดไว้ว่า
ตัวเราที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องโตขึ้น ใหญ่ขึ้น เก่งขึ้น หรือดีขึ้นอยู่เสมอ และไม่จำเป็นต้อง ‘ดีขึ้น’ หรือ ‘ดีที่สุด’ ในสายตาของใครก็ตาม
แม้แต่ในสายตาของตัวเราเอง
อ้างอิงจาก