ถึงน้ำท่วมก็ต้องมาทำงานให้ได้นะ (?)
จริงอยู่ว่าการทำงานคือการรับผิดชอบต่อหน้าที่ และการเป็นหัวหน้าคือการต้องควบคุมให้ทุกคนในทีมสามารถงานของตัวเองให้ดีที่สุด ถึงอย่างนั้นใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นอย่างที่คิดเสมอไป เมื่อบางครั้งก็มีสถานการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุให้คนทำงานทั้งหลายไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ตามปกติ
แม้ว่าจะอยากให้งานเดินหน้ามากแค่ไหน แต่บางสถานการณ์หัวหน้าก็ไม่ได้มีเพียงแค่ทางเลือกเดียว อย่างการใช้อำนาจบังคับคนทำงานเสมอไป เมื่อหนึ่งในทักษะที่สำคัญไม่แพ้กันคือความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนร่วมงาน ที่สามารถนำมาใช้ในสถานการณ์แบบนี้ เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นกับพนักงานทุกคน
ทำไมความเห็นอกเห็นใจของหัวหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ แล้วในสถานการณ์ไม่คาดฝันหัวหน้าจะนำทักษะนี้มาใช้อย่างไร เพื่อให้คนและเป้าหมายงานสามารถเดินหน้าไปพร้อมกัน

ความเห็นอกเห็นใจสำคัญแค่ไหนในที่ทำงาน
ในชีวิตประจำวันเราอาจจจะเห็นความเห็นอกเห็นใจได้บ่อยครั้ง เพราะเป็นอารมณ์ความรู้สึกสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น
แต่สำหรับบริบทการทำงาน บางครั้งความเห็นอกเห็นใจมักถูกให้ความสำคัญรองลงมา แล้วยกให้การบรรลุเป้าหมายคือสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย ความพึงพอใจของลูกค้า หรือผลงานชิ้นใหม่ๆ สถานการณ์เหล่านี้ล้วนบีบบังคับให้หลายคนแสดงศักยภาพของตัวเองออกมา จนเบียดบังพื้นที่ความเห็นอกเห็นใจให้น้อยลง
อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะควรตัดความเห็นอกเห็นใจออกไปจากพื้นที่การทำงาน อันที่จริงแล้วความรู้สึกนี้ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ทักษะอื่นๆ แถมยังสามารถช่วยให้งานประสบความสำเร็จได้มากขึ้นด้วย
ก่อนอื่น เราอยากชวนมารู้จักหน้าตาความเห็นอกเห็นใจในที่ทำงานกันเล็กน้อย จามิล ซากิ (Jamil Zaki) นักจิตวิทยาการวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและผู้เขียนหนังสือ The War for Kindness: Building Empathy in a Fractured World อธิบายว่าการเห็นอกเห็นใจ ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากหลากหลายความรู้สึก โดยหลักแล้วมักเกิดจากการรับรู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย จากนั้นจึงพยายามทำความเข้าใจ สุดท้ายคือการแสดงความห่วงใย และปรารถอยากให้มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น
ส่วนบริบทการทำงาน ความเห็นอกเห็นใจมักมาในรูปแบบของการรับฟังพนักงานหรือเพื่อนร่วมงานเมื่อเกิดปัญหา จากนั้นจึงทำความเข้าใจความยากลำบากของอีกฝ่าย และพยายามหาทางช่วยเหลือให้มากที่สุด อย่างในสถานการณ์ที่เกิดเรื่องไม่คาดฝัน เช่น ภัยพิบัติน้ำท่วม หรือปัญหาส่วนตัวจนไม่สามารถไปทำงานได้ แทนที่เราจะคาดหวังให้พนักงานมาทำงานตามปกติ เราอาจจะเริ่มจากการถามไถ่สถานการณ์ รับฟังว่าอีกฝ่ายติดปัญหาตรงไหน แล้วจึงเสนอทางออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์นี้มากที่สุด
หลายครั้งการแสดงความเห็นอกเห็นใจมักถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ ไม่เหมาะสมกับการทำงานที่ต้องการความชัดเจน อย่างไรก็ตาม การใช้อารมณ์ความรู้สึกในที่ทำงานไม่ได้แปลว่าจะทำให้งานบกพร่องเสมอไป ตรงกันข้าม ความเห็นอกเห็นใจคือทักษะสำคัญที่คนเป็นหัวหน้า ที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนในทีมดีขึ้น และมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นด้วยซ้ำ
จากผลสำรวจของ Accenture บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีระดับโลก เมื่อปี 2023 พบว่าออฟฟิศที่มีความปลอดภัยทางจิตใจสูง จะมีพนักงานที่มีส่วนร่วมมากขึ้น 76% มีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น 50% และมีความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น 29% นอกจากนี้ยังพบว่าสถานที่ทำงานที่ให้ความสำคัญกับความเห็นอกเห็นใจ ช่วยให้ผู้คนแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้อย่างอิสระ โดยปราศจากความกลัว อันเป็นอุปสรรคขัดขวางนวัตกรรมใหม่ๆ
เหตุผลที่ทำให้พนักงานรู้สึกสบายใจมากกว่า นั่นเพราะความเห็นอกเห็นใจมักเกิดขึ้นในออฟฟิศที่มีพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจ ซึ่งในสถานที่ทำงานแบบนี้จะทำให้คนทำงานก็จะรู้สึกปลอดภัย กล้าแสดงความคิดเห็น และรู้สึกมีส่วนร่วมกับงานมากขึ้น
ขณะที่ออฟฟิศที่ขาดความเข้าใจมักมีราคาที่ต้องจ่ายไม่น้อย แม้ในช่วงแรกอาจรีดเร้นความทุ่มเทของพนักงานออกมาได้ แต่ท้ายที่สุดก็อาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ และอัตราลาออกที่เพิ่มสูงขึ้นในท้ายที่สุด

จากรายงานสถานการณ์ความเห็นอกเห็นใจในที่ทำงานของ Businessolver ปี 2025 พบว่าความเห็นอกเห็นใจมักเชื่อมโยงกับบรรยาการทำงานที่เป็นพิษ โดยพนักงานที่มองว่าองค์กรของตัวเองขาดความเข้าใจคนทำงาน มักรู้สึกว่าบรรยากาศการทำงานย่ำแย่กว่าพนักงานทั่วไปถึง 3 เท่า นอกจากนี้ยังมีปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าถึง 1.3 เท่า ผลที่ตามมาคือ คนทำงานมักลา หรือขาดงานบ่อยๆ มาทำงานแต่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งตัดสินใจลาออก
จากรายงานฉบับเดิมพบว่า พนักงาน 27% ที่มองว่าองค์กรขาดความเห็นอกเห็นใจ มักมีแนวโน้มเปลี่ยนงานภายใน 6 เดือน มากกว่าถึง 1.5 เท่า ทั้งการขาดงาน การมาทำงานให้ผ่านไปวันๆ หรือการลาออก ทั้งหมดนี้ล้วนแต่นำไปสู่ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสรรหาพนักงานใหม่ การปฐมนิเทศ การฝึกอบรม รวมถึงความรู้ที่องค์กรสูญเสียไปด้วย
เพิ่มความเห็นอกเห็นใจกันสักนิด
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความเห็นอกเห็นใจจะเป็นใบเบิกทางให้หัวหน้าจำเป็นต้องเข้าใจและทำตามความต้องการของพนักงานทุกอย่าง จนกลายเป็นคนลำเอียงหรือแบกงานไว้กับตัวซะเอง แต่จริงๆ แล้วความเห็นอกเห็นใจก็ถือเป็นทักษะหนึ่ง ที่สามารถฝึกฝน และนำไปใช้พร้อมๆ กับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้เช่นกัน
อดัม เมนด์เลอร์ (Adam Mendler) นักพูด และผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำ ชี้ว่าหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จ มักเริ่มจากการมีความเห็นอกเห็นใจต่อคนทำงาน เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้พนักงานเชื่อใจ และไว้วางใจจากการรับฟังและช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้
สำหรับหัวหน้าที่อยากเริ่มต้นฝึกฝนทักษะนี้ อดัมแนะนำว่าควรเริ่มต้นจากการฟัง เพราะปกติแล้วคนเป็นหัวหน้ามักจะอยากลงมือแก้ไขปัญหา หรือเสนอทางออกทันทีเมื่ออีกฝ่ายเข้ามาพูดคุยด้วย แต่จริงๆ แล้วเราควรเริ่มต้นจากการรับฟังอย่างตั้งใจ เพื่อให้เข้าใจปัญหาอย่างถ่องแท้ว่าพนักงานต้องการอะไรจริงๆ
วิธีนี้จะช่วยให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราอยากสนับสนุนมากกว่าการควบคุมให้ทำตาม ขณะเดียวกันก็ต้องไม่รีบให้กำลังใจ ทำนองว่า ‘เดี๋ยวทุกอย่างก็ผ่านไป’ ซึ่งอาจกลายเป็นการมองโลกในแง่ดีที่เป็นพิษ (Toxic Positivity) แทน เพราะอาจทำให้อีกฝ่ายรู้สึกถูกละเลย และมองว่าหัวหน้าไม่ได้ตั้งใจอยากช่วยเหลือจริงๆ

หลังจากที่รับฟัง และพยายามทำความเข้าใจความยากลำบากของอีกฝ่ายแล้ว สิ่งที่ทำให้ความเห็นอกเห็นใจมีประสิทธิภาพมากที่สุด ก็คือความปรารถนาดี สำหรับคนเป็นหัวหน้าแล้วก็มีวิธีมากมายที่ทำให้คนทำงานสามารถทำงานง่ายขึ้น หนึ่งในนั้นคือการเข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนเกิดปัญหา
อาจจะเริ่มจากลองสังเกตท่าที ถามไถ่เรื่องราวทั่วไปให้บ่อยขึ้น ติดตามข่าวเพื่อรับมือกับสถานการณ์ไม่คาดฝัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนแผนงาน และลดความกดดันของพนักงานลงได้ เช่น หากมีข่าวในอีก 3 วันข้างหน้ามีฝนตกหนัก เสี่ยงน้ำท่วม ก็อาจประชุมเพื่อเลื่อนแผนงาน ขยายกำหนดส่งงานให้เร็วขึ้น หรือช้าลงหากไม่มีผลกระทบร้ายแรง ปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าออฟฟิศ เพื่อให้พนักงานมีเวลาจัดการธุระส่วนตัวไปด้วย
สุดท้ายอย่าลืมติดตามผลหลังสถานการณ์คลี่คลาย หลายครั้งที่หัวหน้ามักเข้ามาช่วยแก้ปัญหาหรือสนับสนุนเมื่อเวลาเกิดปัญหา แต่หลังจากทุกอย่างเป็นปกติแล้วพวกเขากลับเงียบหาย หรือไม่พูดถึงเหตุการณ์นั้นอีก โดยอาจหลงลืมไปว่าอารมณ์ขุ่นมัวหรือความเหนื่อยล้ามักจะยังคงติดอยู่ในใจเราอยู่ แม้ว่าสถานการณ์วิกฤตผ่านพ้นไปแล้ว
ดังนั้น ก็อย่าลืมถามไถ่คนทำงานเพิ่มเติมหลังเกิดเหตุการณ์นั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นคำถามอย่าง ทำงานไหวไหม ติดปัญหาตรงไหนหรือเปล่า เพราะการพูดคุยนี้จะช่วยให้พนักงานสามารถกลับเข้าสู่การทำงานได้ดีขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลวจากการต้องร้องขอความช่วยเหลือตั้งแต่แรก
แม้ดูเหมือนว่าการแสดงความเห็นอกเห็นใจจะเป็นทักษะที่ต้องใช้อารมณ์ที่ละเอียดอ่อน แต่ถึงอย่างนั้นการรับรู้และเชื่อมโยงความรู้สึกของผู้อื่นได้ไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนเปราะบางอย่างที่หลายคนเข้าใจ กลับกันทักษะนี้ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก เพื่อก้าวข้ามความกังวลของตัวเอง และช่วยเหลืออีกฝ่ายตามความต้องการของพวกเขาจริงๆ
เพราะอย่าลืมว่าคนทำงานก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจเหมือนกันกับเรา ที่ต้องการการถูกมองเห็นและรับฟังเช่นกัน
อ้างอิงจาก
378546.fs1.hubspotusercontent-na1.net