ทำไมการเป็นลูกคนแรกถึงรู้สึกถูกเลี้ยงมาอย่างเข้มงวดมากกว่าคนอื่นๆ
พูดถึงลูกคนแรก หลายคนมักนึกถึงคนที่เข้มแข็ง เสียสละความสุขของตัวเอง หรือคนที่ชอบควบคุมให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน แม้ว่านิสัยเหล่านี้จะทำให้ภายนอกพวกเขาดูสมบูรณ์แบบ แต่ด้านหนึ่งก็อาจแลกมาด้วยบาดแผลในวัยเด็ก ที่ต้องแบกรับความคาดหวัง จนไม่สามารถแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น นิสัยเหล่านี้ไม่ได้ติดตัวมาเพียงเพราะเราเป็นลูกคนแรกเท่านั้น แต่บางครั้งยังมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่มือใหม่ ในวันที่พวกเขาเพิ่งมีลูกครั้งแรกด้วย
ใครๆ ก็บอกว่าการทำอะไรครั้งแรกมักเต็มไปด้วยความผิดพลาด ไม่ต่างจากพ่อแม่ พวกเขาก็อาจมีวันที่ไม่กังวลและสับสนเช่นกัน วันนี้เราเลยพามาสำรวจความไม่สมบูรณ์แบบเมื่อผู้ใหญ่คนหนึ่งต้องกลายมาเป็นพ่อแม่ครั้งแรก แล้วสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อลูกคนแรกของพวกเขาอย่างไรบ้าง

จากหนุ่มสาว ต้องกลายเป็นพ่อแม่ครั้งแรก
มุกตลก (ร้าย) ที่ว่า ลูกคนโตเหมือนตัวทดลองหมายเลข 1 ของพ่อแม่ คงจะไม่เกินจริง เพราะตั้งแต่จำความได้ ก็โตมากับความคาดหวังและความสนใจของพ่อแม่แทบตลอดเวลา จนใครหลายคนถึงกับต้องทักว่านี่เราเป็นลูกคนแรกหรือเปล่า เพราะความเจ้าระเบียบ และชอบเอาชนะกว่าใคร
แต่นิสัยเหล่านี้อาจไม่ได้เป็นเพราะลำดับการเกิดเท่านั้น อันที่จริงการเลี้ยงดูของพ่อแม่ก็มีส่วนไม่น้อยที่หล่อหลอมบุคลิกภาพให้เป็นเราในวันนี้ โดยเฉพาะในวันที่พวกเขาเพิ่งกลายเป็นพ่อแม่ครั้งแรก เกรตเทล มาร์ติเนซ (Grettel Martinez) จิตแพทย์ด้านพัฒนาการเด็ก ตั้งข้อสังเกตว่าอาการลูกคนแรก หรือ First-Born Syndrome อาจเป็นผลจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่มือใหม่ มากกว่าลำดับการเกิดก็เป็นได้
เกรตเทลอธิบายว่าวิธีเลี้ยงดูของพ่อแม่มือใหม่ที่เจอบ่อยๆ มักไม่ได้โหดร้าย หรือเป็นพ่อแม่ที่หยิบก้านมะยมมาฟาดลูกทุกครั้งที่ทำผิดเสมอไป กลับกันผู้ปกครองเหล่านี้เต็มไปด้วยความรักและเอาใจใส่ บางทีก็อาจจะมากจนล้นเกิน เพราะไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำยังไง กังวลกลัวว่าจะเลี้ยงได้ไม่ดี พ่อแม่ป้ายแดงจึงมักเข้ามาปลอบทุกครั้งที่ลูกร้อง หรือไม่กล้าให้เด็กๆ มีพื้นที่ให้ผิดพลาด แสดงความรักด้วยการเข้มงวดมากกว่าปกติ เพราะไม่อยากให้ลูกของตัวเองต้องเสียใจ
ใช่ว่าเด็กจะไม่รับรู้ความกังวลของพ่อแม่ พวกเขาได้รับความรู้สึกเหล่านี้อย่างท่วมท้น เมื่อเห็นพ่อแม่อ่อนไหว เป็นกังวลทุกครั้งที่เราทำเรื่องผิดพลาด เหล่าลูกคนแรกเลยพยายามเป็นเด็กดี (แม้ต้องแลกมากับการเก็บความต้องการของตัวเอง) เพื่อให้พ่อแม่ไม่ผิดหวังไปด้วย เด็กเหล่านี้จึงมักมีพฤติกรรมขี้กังวล ระมัดระวัง ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวกับคนแปลกหน้าช้า และค่อยๆ พัฒนาเป็นนิสัยคนที่ชอบเอาชนะ มุ่งมั่น และชอบจัดแจงทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางโดยไม่รู้ตัว

หากการเลี้ยงเด็กคนหนึ่งว่ายากแล้ว การรับมือกับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของตัวเอง โดยเฉพาะคุณแม่ ที่เคยเป็นหญิงสาว หรือลูกสาว ใช้ชีวิตอย่างอิสระ วันหนึ่งพวกเขาต้องก้าวขึ้นมาเป็นแม่ ซึ่งต้องรับผิดชอบชีวิตของเด็กคนหนึ่งที่มาจากเลือดเนื้อของตัวเอง และไม่สามารถผิดพลาดได้เลย บางครั้งก็อาจทำให้พวกเขาทำตัวไม่ถูกไปพักหนึ่ง
กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแม่ หรือ Matrescence คือพัฒนาการที่ผู้หญิงต้องเผชิญเมื่อวันหนึ่งต้องกลายเป็นคุณแม่ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะการมีลูกคนหนึ่งหมายถึงอิสระและการตัดสินใจหลังจากนี้ ต้องยกให้ลูกเป็นอันดับแรก คอรินน์ มาซูร์ (Corinne Masur) นักจิตวิทยาคลินิกจากเพนซิลวาเนีย อธิบายว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านทำให้แม่มือใหม่ต้องปรับบทบาทตัวเอง ค้นหาความหมาย และอัตลักษณ์ของตัวเองใหม่
หากในช่วงนี้คุณแม่ป้ายแดงมีสถานะการเงินไม่มั่นคง ก็จะยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการปรับตัวมากขึ้น เพราะต้องจัดการเรื่องงานและเรื่องครอบครัวไปพร้อมๆ กัน ทำให้ช่วงนี้พวกเขาเผชิญการความเครียดสูงกว่าปกติ อาจรู้สึกว่าชีวิตเป็นเรื่องยาก ลำบาก และดูน่ากลัว จนส่งผลต่อการเลี้ยงดูลูกคนแรกอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ตั้งใจปกป้องลูกอย่างดีเป็นเรื่องผิด หรือความยากลำบากในช่วงเลี้ยงลูกคนแรก จะเป็นใบอนุญาตที่ให้พวกเขาสร้างแผลใจให้กับลูกคนแรกยังไงก็ได้ แต่อย่างน้อยการเข้าใจว่าพวกเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก็อาจช่วยทำให้เราปล่อยวาง และสามารถให้อภัยตัวเองในวัยเด็กได้มากขึ้น
ปลดปล่อยตัวเองจากบทบาทลูกคนแรก
แม้ว่าเราอาจเติบโตมากับความคาดหวังอันสูงลิ่ว แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่สามารถผิดพลาดได้เลย อย่างที่บอกว่าเราเองก็อาจเป็นผลมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่มือใหม่ การเป็นเด็กดีที่สมบูรณ์แบบอาจเคยเป็นสิ่งที่เคยปกป้องเราไว้ในตอนเด็ก แต่เมื่อถึงวันที่เราโตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว เราก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความเชื่อเหล่านั้นอีกต่อไปแล้วก็ได้
อาวิเกล เลฟ (Avigail Lev) นักจิตวิทยาคลินิก และผู้ก่อตั้ง Bay Area CBT Center ศูนย์ดูแลด้านสุขภาพจิต แนะนำวิธีดูแลตัวเองสำหรับลูกคนแรกเอาไว้ว่า สิ่งสำคัญคือการกลับมาเห็นความสำคัญของตัวเองก่อนคนอื่น เพราะที่ผ่านมาเหล่าลูกคนแรกมักแบกรับความคาดหวังและความกดดันจากคนรอบตัวไว้เสมอ

เด็กที่ถูกพ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างเข้มงวด มักชอบความสมบูรณ์แบบ และชอบเอาชนะตลอดเวลา ดังนั้นเวลาเจอปัญหา หรือเรื่องยากๆ แทนที่จะขอความช่วยเหลือ ลูกคนแรกมักเลือกแก้ปัญหานี้เพียงลำพัง แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า บางครั้งการให้เวลาตัวเองหยุดพัก ไม่พยายามเอาชนะทุกเรื่องก็เป็นสิ่งที่ช่วยปลดปล่อยเราจากความเหนื่อยล้าได้เช่นกัน
แม้ว่าผลลัพธ์อาจจะไม่เป็นอย่างที่หวัง แค่เราได้ทำสิ่งต่างๆ อย่างเต็มที่ก็พอแล้ว เราทำได้แค่ปล่อยสิ่งต่างๆ ให้เป็นอย่างที่มันควรจะเป็น ไม่เป็นไรเลยหากครั้งนี้เราจะยอมแพ้หรือแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เพราะมันเป็นขั้นตอนหนึ่งในการเรียนรู้เท่านั้นเอง
ไม่ใช่แค่ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบของตัวเองเท่านั้น แต่เรายังต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยวางอารมณ์ของคนอื่นด้วย เนื่องจากวัยเด็กเราถูกเลี้ยงดูมาให้ต้องคอยสังเกตความรู้สึกของคนรอบข้าง จึงมักทำให้เรากลายเป็นคนวิตกกังวล ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าเราควรกำหนดขอบเขตของตัวเอง ว่าเราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้มากแค่ไหน หากมีคนไม่พอใจกับสิ่งที่เราทำ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา เราไม่จำเป็นต้องลบตัวตนหรือเก็บความต้องการของตัวเอง เพียงเพื่อความสบายใจของใคร แค่เราได้ทำสิ่งที่ต้องการก็พอแล้ว
เพราะที่ผ่านมาเด็กตัวน้อยคนนั้นพยายามมามากแล้ว หลังจากนี้อย่าลืมมีความสุขกับตัวเองเยอะๆ นะ
อ้างอิงจาก