“เราคิดว่าสิ่งที่คุณหมายถึงน่าจะเป็นแบบนี้มากกว่าไหมคะ”
“อันนี้น่าจะผิดหรือเปล่าครับ”
“จริงค่ะตัวเอง เราเข้าใจทุกอย่างที่ตัวเองต้องการจะสื่อหมดเลยค่ะ”
ทุกวันนี้ไถฟีดโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะ X (ทวิตเตอร์) เฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม แล้วเจอโพสต์ไหนที่น่าสนใจ แล้วอยากแสดงความคิดเห็นอะไรสักอย่าง ก็แค่พิมพ์เข้าไปในช่องคอมเมนต์เพื่อโต้ตอบกับอีกฝ่าย เท่านี้ความเห็นเราก็ส่งต่อไปในพื้นที่สาธารณะแล้ว
ต่อให้อยู่มุมไหนของโลก แค่มีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็สามารถแสดงความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ได้อย่างเสรีแล้ว เพราะโลกดิจิทัลช่วยเชื่อมให้ผู้คนจากทุกสารทิศเข้าถึงกันได้ด้วยอินเทอร์เน็ต
แล้วทุกคนเคยคิดหรือเปล่าว่า หากย้อนกลับไปช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในยุคสมัยที่โลกยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ผู้คนมากมายจะแสดงความคิดเห็นหรือส่งต่อความคิดของตัวเองไปสู่สาธารณะกันได้อย่างไร ให้ความคิดเห็นของพวกเขาสดใหม่และไปถึงผู้รับสารได้ทันที
The MATTER ขอพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสำรวจ ‘พื้นที่แสดงความคิดเห็น’ ของมนุษย์กัน เพื่อไปดูกันว่า มนุษย์เราพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันที่ไหนบ้าง

พื้นที่สาธารณะกับการรวมตัวกันเพื่อพูดคุย
อย่างที่ทราบกันดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์จึงต้องมีพื้นที่สำหรับคบค้าสมาคมกับมนุษย์ด้วยกันเอง ฉะนั้นแล้ว ต่อให้ในยุคสมัยที่ไร้อินเทอร์เน็ต สังคมเราก็มีพื้นที่ที่เชื่อมผู้คนเอาไว้ด้วยเช่นกัน
จุดเริ่มต้นของพื้นที่ที่นำพาผู้คนหลากหลายกลุ่มมารวมกันนี้ ย้อนกลับไปในสมัยกรีกโบราณ ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาล ในบริเวณอะโครโพลิส (Acropolis) ป้อมปราการโบราณที่ตั้งอยู่บนโขดหินที่โผล่ขึ้นมาเหนือกรุงเอเธนส์ อันเป็นที่ตั้งของอะกอรา (Agora) พื้นที่สาธารณะกลางเมืองที่ใช้เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมต่างๆ ของประชาชน ที่ไม่ว่าใครหรือทำอาชีพอะไร ก็สามารถเข้ามาใช้งานพื้นได้ ซึ่งอาจมีตั้งแต่ พ่อค้า เจ้าหน้าที่รัฐ หรือกระทั่งนักคิดนักปรัชญา ก็ล้วนมารวมตัวกันที่นี้เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันและกัน
เมื่อพื้นที่มีกลุ่มคนที่หลากหลายเข้ามาใช้งาน ก็ย่อมมีคนเห็นพ้องและเห็นต่างอยู่รวมกัน อะกอราจึงกลายเป็นพื้นที่ขนาดย่อมที่ค่อยๆ บ่มเพาะแนวคิดความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในความคิดของผู้คนที่เข้ามาใช้งาน เจสสิกา พากา (Jessica Paga) นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยวิลเลียมแอนด์แมรี อธิบายว่า สิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยถือกำเนิดขึ้นในกรุงเอเธนส์ มาจากการที่พลเมืองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเกิดขึ้นในอะกอรา จึงเป็นเหตุผลที่สถานที่แห่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวใจทางกายภาพของประชาธิปไตยเอเธนส์ในเวลาต่อมาด้วย
ในอีกฟากของพื้นทวีป สาธารณรัฐโรมันที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้น ก็ได้มีพื้นที่กลางคล้ายกับอะกอราเกิดขึ้นมาด้วยเช่นกัน โดยสิ่งนั้นเรียกว่า โรมันฟอรัม (Roman Forum) หรือ Forum Romanum สถานที่ที่เป็นดั่งศูนย์กลางของกรุงโรม มีลักษณะเป็นพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแห่งนี้ตั้งอยู่บนที่ราบต่ำระหว่างเนินเขาปาลาตินและเนินเขาคาปิโตลีน โดยภายในพื้นที่นี้ก็จะมีทั้ง อาคารวุฒิสภา วิหารและอนุสาวรีย์มากมายตั้งอยู่ด้วย
โรมันฟอรัมจึงทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์กลางกิจกรรมทางศาสนา การเมือง และสังคม โดยโรมันฟอรัมมีผู้คนมาทำกิจกรรมตั้งแต่ เลือกตั้ง กล่าวสุนทรพจน์ พิจารณาคดี ทำธุรกิจ ประชุม รวมถึงประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ทั้งอะกอราและโรมันฟอรัมจึงไม่ใช่พื้นที่สาธารณะที่คนเข้ามาใช้งานตามจุดประสงค์ของแต่ละคนเท่านั้น แต่เมื่อมีคนหลากหลายกลุ่มเข้ามาใช้งาน ย่อมเกิดเป็นพื้นที่คนเหล่านี้ได้แลกเปลี่ยนความคิดหรือองค์ความรู้ที่แต่ละฝ่ายมีไม่เหมือนกัน ไม่ต่างอะไรจากโลกออนไลน์ที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน
ร้านกาแฟที่ไม่ใช่แค่ที่จิบกาแฟ
นับตั้งแต่อารยธรรมโบราณจนถึงยุคกลาง พื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองมีบทบาทสำคัญในการเป็นจุดนัดพบของผู้คน ทว่าการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่อีกต่อไป เมื่อสังคมและวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ขนาดเล็กลงอย่าง ‘ร้านกาแฟ’ ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะสถานที่ที่ผู้คนสามารถมานั่งพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เช่นกัน
จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่พ่อค้าอิสลามได้นำกาแฟจากแอฟริกาข้ามผ่านคาบสมุทรอาหรับมาเผยแพร่ไปทั่วโลกอิสลาม ราวๆ ศตวรรษที่ 16-17 ณ จักรวรรดิออตโตมัน (Ottoman Empire) ซึ่งถือเป็นบ้านหลังใหญ่ของชาวมุสลิมในเวลานั้น ได้รับเอาวัฒนธรรมการดื่มกาแฟเข้ามา จนร้านกาแฟเริ่มกลายเป็นศูนย์กลางของสังคม ผู้คนจากทุกสาขาอาชีพจะมารวมตัวกันเพื่อจิบกาแฟและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน อีกทั้งยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้คนนิยมทำในร้านกาแฟ ไม่ว่าจะ เล่นหมากรุก ฟังดนตรี และอ่านบทกวี
เวลาต่อมา วัฒนธรรมการดื่มกาแฟเริ่มแพร่หลายเข้าสู่ดินแดนยุโรป ผู้คนเริ่มหันมาดื่มกาแฟ พร้อมกับใช้ร้านกาแฟเป็นพื้นที่กลางในการนัดพบผู้คนหรือพูดคุยถกเถียงเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยสิ่งที่ทำให้ร้านกาแฟเป็นเครื่องดื่มที่เป็นที่นิยม คือราคาที่ไม่สูงมาก ทำให้คนตั้งแต่ระดับล่างจนถึงบนสามารถเข้าถึงพื้นที่นี้ได้ง่าย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเกิดขึ้นในอังกฤษช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 หลังจากร้านกาแฟแห่งแรกในกรุงลอนดอนเปิดให้บริการในปี 1652 ร้านกาแฟก็เริ่มแพร่หลายและกลายเป็นแหล่งพบปะของผู้คนจากหลากหลายอาชีพ ภายในร้านมักมีหนังสือพิมพ์และแผ่นพับวางไว้ให้ลูกค้าอ่าน ผู้คนจึงสามารถพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนถกเถียงประเด็นทางการเมือง อย่างการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองของตัวเองได้
เมื่อผู้คนดึงเรื่องการเมืองให้สามารถพูดถึงได้อย่างเสรีผ่านร้านกาแฟ สถานที่แห่งนี้จึงเริ่มกลายเป็นพื้นที่สำคัญแบ่งปันองค์ความรู้และศูนย์รวมทางแนวคิดใหม่ๆ ของสังคม นักคิดนักปรัชญาหลายคนใช้คาเฟ่เป็นสถานที่ถกเถียงพูดคุยกัน เมื่อมีนักคิดเริ่มเผยแพร่แนวคิดของพวกเขาสู่สาธรณะชนวงกว้าง ผู้คนทั่วไปก็เริ่มหยิบเอาแนวคิดเหล่านั้นมาประกอบการใช้ชีวิต ซึ่งนักประวัติศาสตร์หลายคนเรียกช่วงเวลานี้ว่า ยุคแห่งการตื่นรู้ทางปัญญา (Age of Enlightenment) อาทิ คาเฟ่ โปรโคป (Café Procope) ในปารีส คือ สถานที่ที่บุคคลสำคัญอย่าง รุสโซ (Rousseau) ดีเดอโรต์ (Diderot) และโวลแตร์ (Voltaire) มารวมตัวกันเพื่อพัฒนาปรัชญาของตัวเอง
นอกจากนี้ ร้านกาแฟยังเป็นสถานที่สำหรับปลุกระดมและจัดตั้งกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วย อย่างใน ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส กลุ่มสาธารณรัฐก็เกิดขึ้นในร้านกาแฟนี่แหละ เพราะไม่ว่าจะเป็น เสมียน ขุนนางระดับล่าง หรือนักเขียนต่างก็มารวมตัวเพื่อบ่มเพาะแนวคิดการปฏิวัติและอาวุธกันที่ร้านกาแฟ ตัวอย่างเช่น คาเฟ่ เดอ ฟอย (Café de Foy) ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานปลุกระดมให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อบุกโจมตีคุกบาสตีล
ร้านกาแฟ สถานที่ที่ควรจะเป็นแค่พื้นที่ดื่มด่ำกับรสชาติกาแฟสุดเข้มข้น กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ผู้คนเข้ามาใช้งานตามแต่ละจุดประสงค์แตกต่างกันออกไป แต่เป้าหมายสำคัญที่ผู้คนไม่ว่าจะชนชั้นหรืออาชีพไหนเข้ามาใช้งานร้านกาแฟ นั่นคือ การใช้เป็นพื้นที่กลางในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์
เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัล ผู้คนก็เชื่อมถึงกันง่ายขึ้น
จากเดิมทีพื้นที่โลกจริง (Offline Sphere) คือพื้นที่ที่ผู้คนรวมตัวเพื่อพูดคุยกันมาโดยตลอด ทว่าเมื่อโลกเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยดิจิทัลผ่านการเกิดขึ้นมาของอินเทอร์เน็ตในช่วงศตวรรษที่ 20 ผู้คนจึงเริ่มหันหน้าเข้าสู่โลกออนไลน์กันมากขึ้น รวมถึงพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเช่นกัน
ตลอดพัฒนาการของโลกอินเทอร์เน็ตที่ผ่านมา นักคิดและนักประดิษฐ์หลายคนต่างค่อยๆ พัฒนาให้อินเทอร์เน็ตเป็นตัวช่วยในการเชื่อมต่อผู้คนจากพื้นที่ต่างๆ เข้าหากันโดยไม่จำเป็นต้องเห็นหน้าจริงมาโดยตลอด ทว่าหากจะพูดถึงประวัติศาสตร์ของพื้นที่สื่อสารบนโลกออนไลน์ หมุดหมายที่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดสำหรับย้อนดูประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้ ก็คงหนีไม่พ้น Bulletin Board System หรือ BBS อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ค่อยๆ พามนุษย์เข้าใกล้กับคำว่า ‘การสื่อสารไร้พรมแดน’ แบบที่เราคุ้นชินกันในปัจจุบัน

BBS คือการนำแนวคิดเรื่องกระดานข่าวมาไว้บนโลกออนไลน์ ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบผ่านโปรแกรมเทอร์มินัล (โปรแกรมหรืออุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่าย เพื่อรับส่งข้อความและคำสั่ง) เพื่ออัปโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูล รวมถึงใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ อย่าง กระดานข้อความสาธารณะหรือการส่งข้อความส่วนตัวระหว่างผู้ใช้ เป็นต้น โดย BBS พัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกโดย วอร์ด คริสเตนเซน (Ward Christensen) และ แรนดี ซูส (Randy Suess) โดยเริ่มเปิดใช้งานในปี 1978 และอยู่ยาวมาจนถึงกลางทศวรรษที่ 1990 ก่อนที่การสื่อสารออนไลน์รูปแบบอื่นจะเข้ามาแทนที่
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าจะทำให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศสามารถวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงความคิดเห็นต่อบางสิ่งบางอย่างได้แทบจะในทันทีที่เนื้อหาถูกโยนเข้าไว้ในพื้นที่กลาง คงหนีไม่พ้น ‘เว็บบอร์ด’ อันเป็นพื้นที่สาธารณะบนโลกออนไลน์ที่ชาวยุค 90s และ 2000s น่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด ระบบเว็บบอร์ดพัฒนาขึ้นมาจากสิ่งที่เรียกว่า WIT (ย่อมาจาก W3 Interactive Talk) คือเครื่องมือหรือโปรแกรมในยุคแรกๆ ที่ช่วยสร้างกระดานบทสนทนาของระบบอินเทอร์เน็ตขึ้นมา โดยพัฒนาขึ้นโดย World Wide Web Consortium หรือ W3C ในปี 1994 และในระยะเวลาต่อมาก็เริ่มมีซอฟต์แวร์เว็บบอร์ดเกิดขึ้นอีกหลายประเภท เช่น phpBB, Invision, vBulletin และ MyBB
แม้จะไม่ใช่ผู้เริ่มต้นสร้างบทสนทนา แต่หลายคนก็น่าจะเคยใช้งานเว็บบอร์ดผ่านกันมาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้งานในฐานะคนอ่านเนื้อหาหรือแสดงความคิดเห็นตามกระทู้ต่างๆ ตัวอย่างเว็บบอร์ดยอดนิยม อาทิ พันทิป (Pantip) เรดดิต (Reddit) และ โควรา (Quora)
ในช่วงปีเดียวกัน สิ่งที่เรียกว่า เว็บบล็อก (Blog) อีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่หลายคนใช้สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเช่นเดียวกับเว็บบอร์ด ก็ถูกพัฒนาไปพร้อมกันด้วย ถึงอย่างนั้น เว็บไซต์ทั้ง 2 ประเภทก็มีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย โดยบล็อกมักเริ่มต้นจากบุคคลหนึ่งที่เผยแพร่ความคิดหรือเนื้อหาของตัวลงไป ก่อนที่ผู้อ่านจะเข้ามาแสดงความคิดเห็นหรือโต้ตอบกับเจ้าของบล็อก ส่วนเว็บบอร์ด ผู้ใช้จะตั้งกระทู้เพื่อเปิดประเด็นสนทนา จากนั้นสมาชิกคนอื่นเข้ามาแสดงความคิดเห็น ตอบคำถาม หรือโต้แย้งกันภายใต้กระทู้นั้นๆ
หลังจากนั้น ราวๆ ต้นทศวรรษ 2000 สิ่งที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย (Social Media) ก็เริ่มพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผ่านการเอาเรื่องการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนมาเป็นเป้าหมายสำคัญของการสื่อสารแทน หัวข้อสนทนาหรือเนื้อหา อย่างในเว็บบอร์ดหรือเว็บบล็อก ทำให้เริ่มมีโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น Friendster, Myspace และ เฟซบุ๊ก ซึ่งเปิดให้ผู้ใช้งานสร้างโปรไฟล์ สร้างเนื้อหา ตลอดจนแสดงความคิดเห็นต่อเนื้อหาที่พบเห็นบนแพลตฟอร์มได้ทันทีทันใด
เมื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตแพร่หลายมากขึ้น พื้นที่เหล่านี้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การพูดคุยกับเพื่อน การติดตามข่าวสาร ไปจนถึงการแสดงจุดยืนต่อประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่ต่างอะไรจากพื้นที่สาธารณะในยุคโบราณหรือร้านกาแฟในช่วงศตวรรษที่ 16-17
เห็นได้ว่า พื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย ผ่านวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คน จากเดิมที่พื้นที่โลกจริงอาจรวมคนได้แค่ละแวกใกล้เคียง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นโลกออนไลน์ แพลตฟอร์มต่างๆ ก็สามารถเชื่อมต่อคนจากทั่วทุกมุมโลกให้เข้าหากันได้
ซึ่งการมีพื้นที่ส่วนกลางตรงนี้ ช่วยให้ผู้คนจากหลากหลายสังคมและวัฒนธรรม ได้แลกเปลี่ยนทั้งแนวคิด วิธีการมองโลก ตลอดจนโลกทัศน์บางอย่างที่นำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมในแง่ใดแง่หนึ่งต่อไป
ทั้งนี้ทั้งนั้น พื้นที่ออฟไลน์ก็ไม่ได้หายวับไปไหน เพราะผู้คนก็ยังให้ความสำคัญกับพื้นที่เหล่านี้อยู่ ยิ่งในยุคสมัยที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกับโลกออนไลน์เฉกเช่นยุคนี้ด้วยแล้ว หลายคนก็ยิ่งถวิลหาความเป็นออฟไลน์กันมากขึ้น จนนำไปสู่ คลับต่างๆ ที่เราเห็นผ่านตากันมานั่นเอง
แล้วทุกคนชอบแสดงความคิดเห็นกันไหม ถ้าชอบ…ชอบที่จะพูดคุยกันต่อหน้าหรือบนโลกออนไลน์มากกว่ากัน?
อ้างอิงจาก