“คุณน้องคะ คุณน้องสนใจครีมตัวนี้ไหมคะ ดีมากเลยนะ พี่มีโปรพิเศษเพื่อคุณน้องเลยด้วย เนี่ยตีนกาตรงนี้ชัดมา ต้องใช้แล้ว”
กะจะเดินผ่านไปเงียบๆ แต่พี่พนักงานคนเก่งดันปรี่ตัวมาดักหน้าเรา หนำซ้ำยังเอาครีมอะไรไม่รู้มาป้ายมือ พร้อมขายสรรพคุณของมันสุดฤทธิ์ เชียร์ว่ามันดีอย่างนู้น มันเลิศอย่างนี้ เชียร์ของตัวเองไม่พอ ยังแวะมาติจุดนู้น วิจารณ์จุดนี้ของร่างกายเราอีก พอเห็นเราไม่ฮือไม่อือ ก็ดึงตัวเราไปดูผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อ แถมพาเพื่อนพนักงานมาช่วยโน้มน้าวเราต่ออีก
เข้าใจแหละ ว่าพนักงานเหล่านี้คงตั้งใจทำหน้าที่ของเขาอยู่ แต่บางทีวิธีการขายของเขา ทั้งการเข้ามาประชิดตัว วิจารณ์รูปลักษณ์จนเรารู้สึกแย่ หรือเอาผลิตภัณฑ์มาป้ายตัวเราเลย ก็ทำให้เราอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย แต่จะพูดปฏิเสธไปตรงๆ ก็ดันเอาไม่ค่อยอยู่ จนต้องเสียเวลาฟังอยู่นานนม
ถ้าคุณกำลังประสบปัญหานี้ The MATTER ขอแนะนำวิธีปฏิเสธเหล่าพนักงานนักป้ายยากัน ถ้าการเดินหนีแบบธรรมดามันเอาไม่อยู่ ก็อาจต้องลองวิธีพิสดารนี้ดูสักหน่อย
หนูขอปรึกษาทีมก่อนนะพี่

“ตัวเองสนใจไหม รับไปกี่ชิ้นดี ตัวนี้จัดโปรถึงแค่วันนี้นะ”
พอพี่พนักงานพูดมาได้สักพักก็ขมวดจบถามเราทันที แถมเสนอเงื่อนไขสินค้าชักชวนให้รีบตัดสินใจอีก รอบไหนไปกับเพื่อน ยังมีคนคอยช่วยดึงออกได้ แต่รอบไหนที่มาคนเดียวนี่สิ คงต้องงัดไม้เด็ด ขอเวลาพี่พนักงานปรึกษาทีม (ทิพย์) สักแป๊บ แล้วหันไปคุยกับพ่อซื้อแม่ซื้อข้างกาย ให้อีกฝั่งงง ว่าเรากำลังคุยกับใคร บอกเลยว่าคุยคนเดียวเก่งขนาดนี้ พี่จะยังกล้าคุยกับหนูอีกหรอ
รำฉุยฉายโชว์สักแมตช์

พยายามตอบบ่ายเบี่ยงก็แล้ว ทำสีหน้าท่าทางว่าไม่สนใจก็แล้ว พี่พนักงานก็ยังรั้งตัวเราเอาไว้ไม่หยุด ก็อาจต้องลองจัดการแสดงชุดใหญ่ ด้วยการรำฉุยฉายให้พวกเขาชมกันสักแมตช์ เสียงดนตรีไม่ต้อง เวทีไม่ต้อง ขอแค่พื้นที่พอได้ตั้งวง ก็สามารถเริ่มการแสดงได้แล้ว และถ้าทำกันขนาดนี้ พวกพี่ยังไม่ปล่อยหนูไว้คนเดียว รอบหน้าก็คงต้องโชว์เซิ้งหมอลำให้ดูแล้วล่ะ
ฟังสาวกระโปรงเหี่ยนค่ะพี่

เมื่อถึงเวลาเดินเจอบูธสินค้า ก็ต้องมือไว ใจเร็ว รีบหยิบหูฟังขึ้นมาใส่ระหว่างเดินผ่าน พอพนักงานเข้ามาขายของแบบระยะประชิด และเริ่มร่ายสรรพคุณต่างๆ เราก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน หยิบหูฟังออกแล้วบอกว่าฟังสาวกระโปรงเหี่ยนค่ะพี่ พร้อมยิ้มหวานหนึ่งที ทำเหมือนถูกถ่ายคอนเทนต์แถวสยามว่ากำลังฟังเพลงอะไรอยู่ รับรองวิธีนี้อย่างน้อยก็ต้องได้กลับมาสักอึ้งหนึ่งแหละ
พี่ขายเหรอ หนูขอขายด้วย

ในเมื่อพี่พนักงานเขายังสามารถขายสินค้าให้เราได้ แล้วทำไมเราจะขายกลับบ้างไม่ได้ เพราะนี้มันปี 2026 เสรีแอปฟิลิเอตอยู่แล้ว ระหว่างที่พี่เขากำลังพูด ให้รีบขอคั้นกลางคัน แล้วพูดว่า “หนูมีสินค้ามาขายพี่เหมือนกันค่ะ” พร้อมหยิบของอะไรสักอย่างออกมา ลองประชันกันสักตั้ง ถ้าเธอขาย ฉันก็ขาย ดูสิคนไหนจะปิดดีลได้ก่อนกัน!
“ขอโทษทีเถอะ แต่พอดีฉันรีบ”

ตอนแรกก็ไม่ได้รีบร้อนอะไรหรอก แต่พอพี่พนักงานทั้งหลายกรูกันเข้ามาขายของเท่านั้นแหละ ก็รู้สึกอยากจะรีบขึ้นมาทันที เพราะจะให้มายืนฟังพวกพี่พูดเป็นชั่วโมง เห็นทีก็คงไม่ไหว แต่จะพูดปฏิเสธออกไป ก็กลัวอีกฝ่ายจะรั้งเราไว้ต่ออีก
ดังนั้นเราขอแนะนำให้ทุกคน เอาสินค้าที่อีกฝ่ายยื่นมาส่งคืนกลับไปอย่างสุภาพ พร้อมบอกไปสั้นๆ ว่า “ขอโทษทีเถอะ แต่พอดีฉันรีบ” รับรอง คนไหนรู้ก็รู้กันไปเลยกับประโยคในตำนานนี้ จริงมั้ยล่ะคะท่านนายก
ปฏิเสธออกไปตรงๆ อย่างหนักแน่น

ติดเล่นกันมาเยอะ คงต้องถึงเวลาจริงจังกันบ้างแล้ว เอาเข้าจริง หากใครกำลังรู้สึกว่าวิธีการขายแบบฮาร์ดเซลล์ของพนักงาน กำลังทำให้เรารู้สึกอึดอัดหรือลำบากใจ ทางออกที่ดีที่สุดอาจเป็นการปฏิเสธออกไปอย่างตรงไปตรงมา เพราะถ้าเรารู้สึกไม่สนใจในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นจริงๆ การยืนฟังต่อไปจนจบ ก็อาจเป็นการเสียเวลาของทั้งเราและพนักงานขาย โดยที่ไม่มีใครได้อะไรเลย
หรือถ้าใครที่รู้สึกว่าการปฏิเสธไปตรงๆ นั้นยากแสนยาก ก็อาจลองยกเหตุผลอื่นๆ มาพูดปัดความสนใจก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์แบบนี้ใช้ประจำอยู่แล้ว คิดว่ายังไม่ค่อยถูกใจกับราคาเท่าไหร่ หรือเป็นคนค่อนข้างแพ้ง่าย ขอกลับไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อน แล้วถ้าโอเคจะกลับมาใหม่
คราวหน้าเวลาเดินห้างแล้วเจอคุณพี่พนักงานขายเข้ามาฮาร์ดเซลล์เราอีก ก็อาจลองเอาวิธีเหล่านี้ไปลองดูก็ได้นะ (ถ้าทุกคนกล้าทำอ่ะนะ 😏)