แฟนก็เลิกกันไปแล้ว แต่ทริปนี้ยังไงก็ล่มไม่ได้
ตอนรักกันเราก็ทำทุกอย่างเต็มที่ ไม่ได้เผื่อใจว่าความรักจะหมดอายุกันวันไหน วางแผนด้วยกันไปตั้งมากมาย รวมถึงทริปท่องเที่ยวกระชับความสัมพันธ์ ตั๋วเครื่องบิน หรือที่พักก็แพลนล่วงหน้าไว้ทั้งหมด กะว่าจะต้องเป็นทริปแห่งความทรงจำของเรา 2 คนแน่นอน
แต่เรื่องของอนาคตก็ไม่มีใครสามารถทำนายได้จริงๆ นี่นา วันดีคืนดีเกิดอุบัติเหตุทางความรัก เราและแฟนมีเหตุให้ต้องเลิกรากันไปซะก่อน แม้เรื่องอนาคตของเราจะไม่เกิดขึ้นจริง แต่แพลนท่องเที่ยวของเรายังอยู่ แถมยังใกล้วันเข้ามาทุกที จนไม่รู้ว่าเราอะไรน่าเสียใจกว่ากันระหว่างต้องไปกับคนเก่า หรืออยู่จมอยู่กับความเศร้าที่ห้องเดิม
อันที่จริงถ้าหากว่ามีทางเลือกว่าไม่ต้องไปด้วยกันก็คงดี แต่ตั๋วก็คืนเงินไม่ได้ คนไปแทนก็ไม่มี จะทิ้งเงินไปเฉยๆ ก็เสียดาย สุดท้ายลูกเต๋าก็เหลือแต่ทางเลือกที่บอกว่ามีแต่ต้องไปทริปนี้เท่านั้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าต้องอึดอัดแน่ๆ
เมื่อทริปนี้อาจไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เราจะไปเที่ยวกับแฟนเก่ายังไงไม่ให้กลายเป็นทริปที่เลวร้ายเกินไปได้บ้างนะ

เมื่อเลิกกันแล้วแต่ยังต้องเจอหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย
ก่อนจะไปถึงวิธีเอาตัวรอดในทริปนี้ เราชวนมาสำรวจความรู้สึกกันก่อนว่าหลังจากเลิกรากันไป เรากำลังเสียใจอยู่ในขั้นไหน เพื่อให้เราเตรียมใจรับมือกับความเศร้าที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทริปได้ดีขึ้น
แน่นอนว่าการอกหักเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดอย่างที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ คนที่เคยคิดว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป อยู่ๆ ก็เปลี่ยนไปเป็นอีกคน เป็นใครก็ต้องรู้สึกใจสลายกันทั้งนั้น คลาริสซา ซิลวา (Clarissa Silva) นักวิทยาศาสตร์พฤติกรรมและโค้ชด้านความสัมพันธ์ อธิบายว่าความรู้สึกหลังเลิกราเหมือนรถไฟเหาะ หลากหลายอารมณ์สลับเปลี่ยนวนเวียนกันเกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยหลักๆ แล้วแบ่งได้ออกเป็น 7 ระยะ คล้ายกับวงจรของความโศกเศร้า
ระยะแรก หลังเลิกกันใหม่ๆ สมองและหัวใจเรายังไม่สามารถรับมือได้ทัน อาจเกิดความรู้สึกลังเล ไม่แน่ใจเราอาจคิดว่าการเลิกกันเป็นสิ่งที่ถูกต้องไหม คิดวนเวียนว่าเราทำอะไรผิดพลาดตรงไหนหรือเปล่า หลังจากประมวลผลเรียบร้อย เข้าสู่ระยะที่ 2 เราอาจรู้สึกปฏิเสธและช็อก ไม่เชื่อว่าเราจะต้องเลิกกันจริงๆ ยังพยายามทำตัวเหมือนเดิมไม่มีอะไรเกิดขึ้น จนระยะที่ 3 ความผิดหวังค่อยๆ รุนแรงขึ้น จนเรารู้สึกถึงความโกรธเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เริ่มโทษตัวเอง โทษอีกฝ่าย หรือโทษสิ่งรอบตัว ไม่อยากให้เขาพบเจอกับความสุข
แต่เมื่อความรู้สึกรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด สุดท้ายทุกอย่างก็จะค่อยๆ คลี่คลายออกมา ในระยะที่ 4 เข้าสู่การต่อรอง เมื่อความจริงทำให้เราเจ็บปวด และความโกรธทำให้เราเป็นทุกข์ เราจะเริ่มหาทางคืนดี อยากเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ แม้ว่าจะต้องแลกกับคุณค่าของตัวเอง แต่สิ่งนี้ก็ไม่สำคัญอีกแล้วละในตอนนี้ จนกระทั่งระยะที่ 5 เมื่อทำทุกอย่างแล้วยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ในระยะนี้เราอาจรู้สึกซึมเศร้า อยากร้องไห้ตลอดเวลา เก็บตัว หรืออาจคิดว่าตัวเองอาจจะต้องอยู่คนเดียวตลอดไป

เมื่อพายุแห่งความโกรธและความเศร้าค่อยๆ จางไป เราจะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 6 หรือการยอมรับและเยียวยา ช่วงนี้เราอาจเริ่มยอมรับได้แล้วทุกอย่างเป็นความจริง แม้การเลิกราจะส่งผลกับจิตใจจนแทบเจียนตาย แต่สุดท้าย เราจะเริ่มเข้าใจเหตุผลของการเลิก อารมณ์กลับมาคงที่อีกครั้ง สามารถปล่อยวางและให้ตัวเองได้ก้าวต่อไป จนระยะที่ 7 ขั้นตอนสุดท้ายที่เราเริ่มรู้สึกว่าตัวเองพร้อมที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าแล้ว ความมั่นใจเริ่มกลับมา และเริ่มเปิดใจกับความสัมพันธ์ใหม่ๆ ได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าแต่ละคนจะใช้เวลาแต่ละระยะเท่ากันทุกคน คีธ เคลมสัน (Keith Clemson) นักจิตบำบัดด้านความสัมพันธ์ อธิบายว่าอาการโศกเศร้าหลังเลิกกับแฟนไม่ได้มีระยะเวลาตายตัว แต่ปกติแล้วความทุกข์จะพุ่งสูงในช่วงสัปดาห์แรกๆ แล้วค่อยๆ ดีขึ้นในเวลาต่อมา โดยขึ้นอยู่กับระยะเวลาในความสัมพันธ์นั้น หรือใครเป็นฝ่ายบอกเลิกก่อน รวมถึงมีใครคอยให้กำลังอยู่ข้างๆ มากน้อยแค่ไหน
เมื่อแผลของแต่ละคนไม่เท่ากัน ระยะเวลาที่ใช้รักษาจึงต่างกันไปด้วย บางคนที่มีความผูกพันกันมากๆ อาจใช้เวลาเยียวนานสักหน่อย แต่หากสามารถยอมรับความจริงได้ มีคนคอยสนับสนุนอยู่ข้างๆ ก็อาจช่วยให้ผ่านระยะเวลาเจ็บปวดได้เร็วขึ้น กลับกันคนเจ็บจากการถูกบอกเลิก ด้วยเหตุผลที่ทำร้ายจิตใจ ไม่สามารถทำใจยอมรับได้ง่ายๆ ก็อาจใช้เวลาเยียวยานานกว่าปกติ ส่งผลไปถึงอารมณ์เปราะบางที่อาจได้รับการกระทบกระเทือนใจได้มากกว่าเดิม หากยังต้องเจอหน้าอีกฝ่ายอยู่ทุกวัน
แม้การเลิกราจะเป็นเรื่องเจ็บปวด และอาจสร้างบาดแผลให้เรากับเรา แต่สุดท้ายความเสียใจที่เราเคยเจอวันหนึ่งก็จะค่อยๆ หายดีในที่สุด ดังนั้นการตัดสินใจครั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเราแล้วว่าตัวเองพร้อมแค่ไหน ที่จะกลับไปใช้เวลากับคนรักเก่า เพราะแต่ละคนก็มีวิธีรับมือกับความเจ็บปวดได้ไม่เหมือนกันนี่นา
เปลี่ยนทริปไปเที่ยวกับแฟนเก่าให้เป็นทริปเยียวยาใจ
อันที่จริงถ้าหากมีทางเลือกอื่นที่ทำให้เราไม่ต้องไปทริปนี้กับแฟนเก่าเลย เช่น สามารถขอเงินคืนได้ หรือมีคนไปแทนเราแล้ว เราก็ควรเลือกทางนั้นนะ ยิ่งโดยเฉพาะกับคนที่เพิ่งมีแผลสดๆ ยังอยู่ในระยะแรกของการเลิกรา การเลี่ยงไม่เจอหน้าจะช่วยเซฟจิตใจไม่ให้บอบช้ำ และเข้าสู่ขั้นตอนการก้าวต่อไปได้ไวขึ้น
แต่ถ้าต่อต้านไม่ได้ มีแต่ต้องเข้าร่วม ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม เช่น เสียดายเงินค่าตั๋ว หรือเป็นประเทศในฝันที่เราอยากไปสุดๆ ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ และไม่ผิดแต่อย่างใดหากเราจะรักษาสิทธิ์ของตัวเอง ดังนั้นถ้าตัดสินใจเลือกทางนี้แล้ว เรามาดูกันดีกว่าว่าเราจะทำยังไงได้บ้าง เพื่อไม่ให้กลายเป็นทริปจมน้ำตา
คำแนะนำจากทาชา เอมี่ (Tasha Amy) นักแบ็กแพ็กเกอร์ตัวยงทีเคยผ่านประสบการณ์นี้มาด้วยตัวเอง ได้ให้คำแนะนำไว้สำหรับคนที่กำลังเจอเหตุการณ์นี้เหมือนกันเอาไว้ สิ่งสำคัญคือการขีดเส้นความสัมพันธ์ให้ชัดเจนในทริปนี้ และหันกลับมาโฟกัสที่ตัวเอง
ก่อนที่จะลากกระเป๋าขึ้นเครื่อง อย่าลืมคุยกติกาพื้นฐานกันให้เข้าใจกันก่อนว่าเราไปในฐานะเพื่อนเท่านั้น ไม่ใช่ทริปเคลียร์ใจเพื่อคืนดีกัน วิธีนี้จะช่วยปรับความคาดหวังของแต่ละฝ่ายให้ตรงกัน เพราะการใช้เวลาในช่วงเวลาที่อารมณ์ยังไม่แน่นอนอาจเสี่ยงให้ทริปนี้กลายเป็นทริปดราม่าฝังใจ เมื่อตกลงจะไปในฐานะเพื่อนหรือคนรู้จักแล้ว แต่ละคนต้องดูแลตัวไม่พึ่งพาอีกฝ่ายเหมือนอย่างเคย ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องการเงินด้วยนะ

ในระหว่างทริป ควรตั้งต้นด้วยการมองว่าไปเที่ยวแบบเพื่อน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรหาทางอยู่ร่วมกันให้ได้ กิจกรรมหรือแพลนไหนที่ต้องทำด้วยกัน ก็ทำตามแผนเดิมได้ เพราะถึงยังไงนี่ก็เป็นคนที่เราเคยรู้จัก ไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องตัวติดกับอีกฝ่ายตลอดเวลา ยิ่งตอนนี้ไม่ได้เป็นอะไรกันแล้ว เราเองก็มีสิทธิจะไปเที่ยวที่เราอยากไป จากเดิมที่เคยถูกลบออกไปจากแผนเพราะเห็นไม่ตรงกัน ตอนนี้เราสามารถตกลงกันได้ว่าแต่ละคนสามารถออกไปทำสิ่งที่ตัวเองต้องการ โดยแยกกันไปได้เลย
ที่สำคัญ ต่อให้เราเลิกกันด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม อย่าลืมเคารพพื้นที่ของกันละกัน ในทริปนี้อาจจะต้องตกลงกันว่าเราจะไม่พูดเรื่องเก่าๆ ไม่พูดจาทำร้ายจิตใจ หรือมองหาคนใหม่ระหว่างทริปนี้ทันที หากรู้สึกอยากระบายสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วหาที่สงบสติอารมณ์ จำไว้ว่าเดี๋ยวเรื่องเหล่านี้ก็ผ่านไป
แม้ว่าการเห็นหน้าอีกฝ่ายจะทำให้เราเจ็บปวด แต่ระหว่างนี้พยายามจดจ่ออยู่กับประสบการณ์ใหม่ๆ มีความสุข สนุก และหัวเราะไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นดีกว่านะ อย่าเก็บทุกอย่างมาใส่ใจ หรือพยายามหาเรื่องทะเลาะ เพื่อให้ทริปนี้เป็นทริปที่มีแต่ความทรงจำดีๆ และไม่ทำให้ตัวเองเสียใจภายหลังเมื่อนึกย้อนกลับมา
สุดท้ายกฎเหล็กข้อห้ามที่เราต้องจำให้ขึ้นใจคือ ‘อย่าดื่มเบียร์’ และ ‘ไม่จบลงที่เตียงเดียวกัน’ เหตุผลเพราะเบียร์อาจทำให้เราคุมสติได้ยากขึ้น จนอาจพูดความอัดอั้นใจลงไป และการมีเซ็กส์ในช่วงอารมณ์ไม่มั่นคงก็อาจทำให้เรารู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปก็ได้นะ ดังนั้นหากเราอยากจากกันด้วยความรู้สึกดีๆ การซึมซับและสัมผัสประสบการณ์ในทริปนี้ด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วนคือทางที่ดีที่สุดแล้ว
ไหนๆ ก็จ่ายเงินกับทริปนี้ไปตั้งเยอะ ถึงจะไม่ใช่ทริปอย่างที่ฝัน แต่อย่างน้อยก็ใช้ทริปนี้มาเป็นทริปเพื่อเยียวยาตัวเองแล้วสนุกให้เต็มที่ดีกว่านะ
อ้างอิงจาก