“อยากขอไอจีคนนั้นจังเลย”
เวลาไปเที่ยวตามคาเฟ่ แล้วดันเจอคนที่ใช่ ตรงสเปคทุกข้อ อยากเดินเข้าไปขอช่องทางโซเชียลมีเดียของอีกฝ่าย เพราะอยากรู้จักเพิ่มเติม เผื่อจะมีโอกาสได้สานต่อความสัมพันธ์กัน ทว่าอีกใจก็กลัวแสนกลัว ว่าเขาจะมองเราเป็น ‘คนเสร่อ’
ทุกวันนี้หน้าฟีดโซเชียลมักจะมีคอนเทนต์ออกมาบอกเล่าเรื่องราวถูกคนแปลกหน้าเข้ามาจีบหรือเข้ามาทำพฤติกรรมที่พวกเขามองว่าเสร่อให้เห็นอยู่บ่อยๆ พอได้ยินมากเข้า เราเองก็เริ่มกลัวว่าสิ่งที่ตัวเองทำดูจะเข้าข่ายเสร่อในสายตาคนอื่น จนรู้สึกกลัวที่จะกล้าเข้าหาใครสักคนไม่น้อย
ทั้งนี้ ต้องขอออกตัวก่อนว่า คำว่า ‘เสร่อ’ ในบทความนี้ เรายึดรูปเขียนแบบสแลงที่ผู้คนบนโลกออนไลน์ใช้กัน ในความหมายที่ไม่ได้หมายถึงพฤติกรรมเชิงลบแต่อย่างใด แต่เป็นเสร่อในแง่ความกล้าและความมั่นใจในการลงมือทำอะไรสักอย่าง เช่น เข้าไปทักคนแปลกหน้าหรือขอโซเชียลมีเดียคนที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก อะไรทำนองนี้เท่านั้นนะ
เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องความสัมพันธ์ เมื่อพิจารณาดูแล้ว หลายครั้งความรักก็มักเกิดจากความเสร่อของคนเราเองนี่แหละ แต่การเสร่อจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคนเราได้อย่างไร The MATTER จะพาไปสำรวจคำตอบนั้นเอง

ทำไมเราถึงไม่ควรกลัวที่จะเสร่อ?
“ถ้าไม่ทัก แล้วรักจะเกิดได้ยังไง”
ทุกคนเคยได้ยินประโยคนี้กันบ้างไหม ประโยคเชิงโรแมนติกสุดคลาสสิกที่เอาไว้ใช้เป็นข้ออ้างเดินตรงเข้าไปทักใครสักคนเพื่อสานสัมพันธ์ แล้วเคยสงสัยกันไหม ว่ามันจริงแท้แค่ไหนที่หากเราไม่เริ่มทัก ความรักก็จะไม่เกิดขึ้นมา?
ประโยคที่ยกมานี้อาจจะจริง เพราะหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการเริ่มต้นสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคน คือ ‘ความกล้า’ ซึ่งความกล้าในที่นี้หมายถึง กล้าที่จะเป็นฝ่ายสร้างบทสนทนาก่อน กล้าที่จะเปิดเผยตัวเอง และกล้าที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ถึงผลลัพธ์ที่จะออกมา เพราะทุกความสัมพันธ์ล้วนเริ่มต้นจากความไม่แน่นอน
แล้วทำไมหลายคนถึงไม่กล้าที่จะเข้าไปทักใครก่อนกันล่ะ?
มาร์กี้ วาเรลล์ (Margie Warrell) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และภาวะผู้นำ อธิบายว่า สิ่งสำคัญที่ขัดขวางมนุษย์จากการสร้างความสัมพันธ์คือ ‘ความกลัว’ ไม่ว่าจะเป็น กลัวถูกปฏิเสธ กลัวเขาไม่รัก หรือกระทั่งกลัวว่าจะดูเป็นคนเสร่อในสายตาอีกฝ่าย เมื่อมนุษย์รู้สึกกลัวต่ออะไรบางอย่าง มันก็พร้อมเข้าขัดขว้างไม่ให้เราสามารถสร้างความสัมพันธ์ได้
นอกจากนี้ การที่เรากลัวว่าจะดูเสร่ออาจเกี่ยวข้องกับความเปราะบางทางอารมณ์ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความกลัวกำลังก่อตัวขึ้นในใจเรา โดย เบรเน บราวน์ (Brené Brown) นักวิจัยด้านความสัมพันธ์และเจ้าของ TED Talk The Power of Vulnerability อธิบายว่า ความเปราะบางประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความไม่แน่นอน การยอมรับความเสี่ยง และการเปิดเผยตัวตนทางอารมณ์ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร
ลองนึกภาพว่า บางคนที่กลัวตัวเองทำตัวเสร่อเวลาเจอคนที่ใช่หรือใครที่ชอบ ก็อาจแสดงท่าทีด้วยการไม่กล้าเข้าไปขอช่องทางติดต่อหรือไม่กล้าแม้แต่จะเข้าไปทัก เพราะอาจมัวแต่คิดไปล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายอาจไม่ได้สนใจหรือปฏิเสธเรา จนสุดท้ายจึงเลือกอยู่กับที่ แล้วปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป ทั้งที่ยังไม่ทันรู้เลยว่า เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร
ความกล้าที่จะเสร่อจึงเป็นเหมือนการยอมรับความรู้สึกมากมายภายในจิตใจ ทั้งความเขินอาย ความประหม่า ความไม่มั่นใจ หรือแม้แต่ความกลัวถูกปฏิเสธ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดประตูให้ตัวเองได้ทำความรู้จักใครสักคน ฉะนั้นแล้ว โอกาสที่รักจะเกิดคงจะน้อยลง ถ้าเรายังไม่กล้าพอที่จะเริ่มเข้าหาใครสักคน

อยากลองทัก เพราะอยากมีรัก ทำอย่างไรดี?
ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะมีความมั่นใจและความกล้าเป็นของตัวเอง แถมยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นยิ่งเป็นเรื่องยากคูณสอง
หลายคนจึงไม่กล้าเข้าไปทักหรือแสดงความสนใจต่อใครสักคนแบบต่อหน้า ทาคิรา วิคตอริน (Takira Victorin) นักบำบัดคู่รัก จึงอยากมาแนะนำวิธีที่จะช่วยเสริมความมั่นและเพิ่มความกล้าในการเริ่มต้นทักใครสักคน เพื่อสานสัมพันธ์ต่อ ดังนี้
จับความคิดตัวเองให้ทัน ก่อนจะคิดไปไกล
ขณะที่เรากำลังตัดสินใจว่าจะเข้าไปทักเขาดีไหม ระหว่างนั้นในหัวเราก็อาจคิดไปไกล ราวกับเป็นผู้หยั่งรู้อนาคตไปแล้วว่าเดี่ยวเขาจะต้องปฏิเสธ ต้องมองว่าเราเสร่อ หรือกระทั่งมองเราในเชิงลบแน่นอน เราในฐานะเจ้าของความคิดก็จึงต้องเรียนรู้ที่จะจับความคิดตัวเองให้ทัน ไม่ปล่อยให้คิดเกินเลย อาจลองตอบกลับเสียงในหัวตัวเองดู เช่น หากเราคิดว่าเขาไม่สนใจเราแน่ๆ ก็ลองถามตัวเองว่าเรารู้ได้อย่างไรว่าเขาจะไม่สนใจ
ฝึกที่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนา
สำหรับบางคนที่ไม่กล้าเอ่ยปากทักคนอื่น อาจเพราะไม่เคยทำมาก่อนก็ได้ เราจึงอาจลองฝึกเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนาดูก็ไม่เสียหาย ลองเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ที่จะได้พูดคุยกับคนอื่นๆ มากขึ้น เช่น นั่งในร้านกาแฟหรือสวนสาธารณะ แล้วลองเริ่มคุยกับคนที่มานั่งใกล้ๆ พูดชมเสื้อผ้าหน้าผมอีกฝ่าย พอถึงเวลาที่เราดันเจอใครที่ใช่จริงๆ เราก็จะกล้าที่จะเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทสนทนามากขึ้น
เตรียมใจที่จะถูกปฏิเสธ
การถูกปฏิเสธเป็นสิ่งที่หลักเลี่ยงไม่ได้เลยในความสัมพันธ์ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้คือเตรียมใจและหาวิธีรับมือกับมันให้ได้ เช่น ถ้าเราโดนปฏิเสธตอนเข้าไปขอช่องทางติดต่อจากใครสักคน เราอาจเตือนตัวเองว่า การที่อีกฝ่ายไม่สนใจไม่ได้หมายความว่าเรามีข้อบกพร่องอะไร แต่อาจเป็นเพียงเพราะเขาไม่ได้รู้สึกแบบเดียวกัน หรือยังไม่ต้องการเริ่มต้นความสัมพันธ์ในเวลานั้น
สร้างความมั่นใจจากคุณค่าของตัวเอง
บางทีพอโดนปฏิเสธ เราก็อาจนำความรู้สึกนี้ไปผูกโยงกับคุณค่าตัวเอง จนเผลอมองว่าที่เขาปฏิเสธเพราะเราไม่ดีพอ ฉะนั้น เราอาจต้องปรับทัศนคติที่มีต่อตัวเองใหม่ด้วยการมองว่า ต่อให้เขาจะปฏิเสธหรือไม่สนใจเรา ไม่ได้แปลว่าคุณค่าในตัวเราลดลง เพราะคนเราก็มีเหตุผลอีกมากมายในการจะเลือกหรือไม่เลือกใครสักคนเช่นกัน
แต่ในทุกครั้ง ที่เราจะเริ่มต้นทักใครหใม่ก็ควรระมัดระวังเรื่องการคุกคามคนอื่นด้วยเช่นกัน เพราะเหตุผลหนึ่งที่หลายคนมองว่าพฤติกรรมต่างๆ นี้เป็นความเสร่อ ก็เพราะเขาอาจถูกรู้สึกคุกคามอยู่ ดังนั้น หากอีกฝ่ายไม่สนใจหรือแสดงท่าทีไม่พอใจแล้ว เราก็ไม่ควรจะเซ้าซี้ต่อ เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนโดนคุกคามอยู่นั่นเอง
ท้ายสุดแล้ว คงไม่มีใครอยากดูเสร่อในสายตาคนอื่นเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าอยากมีความสัมพันธ์กับใครสักคนจริงๆ แล้วไม่อยากให้รอจังหวะและเวลาเป็นผู้ผลักเขาหรือเธอมาหาเรา ก็คงต้องกล้าที่จะเสร่อดูก่อนก็ไม่เสียหายนะ
เพราะแค่เรากล้าที่จะทักใครสักคนก่อน ก็อาจเพิ่มโอกาสในความสมหวังให้เราไม่มากก็น้อยแล้ว
อ้างอิงจาก