ริมฝีปากประทับลง ออกแรงขบเม้ม ดูดดึงสักหน่อย รอยคล้ายกลีบกุหลาบสีแดงจางๆ ก็ปรากฏขึ้นบนผิวกาย
หลายคนเรียกสิ่งนี้ว่า รอยแห่งรัก เป็นการฝากฝังความใคร่ ความหลงใหล ความรักผ่านร่องรอยที่เราสร้างไว้บนตัวอีกฝ่าย ปรากฏทั้งในและนอกร่มผ้า จนทำให้หลายคนก็มองว่ารอยสีแดงนี้ไม่สุภาพ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่ควรป่าวประกาศ บ้างก็มองว่าไม่ใช่เรื่องผิดแผกอะไร เพราะเป็นหนึ่งในรสนิยม และการแสดงออกทางภาษากาย
เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ วันที่คู่รักหลายคนใช้แสดงความรักแก่กัน The MATTER เลยขอชวนทุกคนไปดูว่า เบื้องหลังการจูบจนเกิดรอยคืออะไร และร่องรอยเหล่านี้บนร่างกายบอกอะไรเราได้บ้าง
รอยกัด (Love bite) หรือ รอยดูด (Hickey) คือการกระทำเร้าอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะมีเซ็กซ์หรือไม่ก็ตาม โดยปรากฏขึ้นได้บนส่วนต่างๆ ของร่างกาย เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เพียงแค่ลากริมฝีปากพาดผ่าน แต่ออกแรงขบ ดูดเม้ม เส้นเลือดฝอยที่อยู่ใต้ผิวหนังในบางบริเวณจึงแตกและเกิดเป็นรอยช้ำ
ส่วนใหญ่รอยจูบหรือรอยดูด มักมีสีสันที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะสีแดงจาง สีแดงช้ำ หรือสีม่วง ตามแต่ระดับความรุนแรงที่เกิดขึ้นขณะออกแรงขบ อย่างไรก็ตาม ร่องรอยเหล่านี้สามารถจางลงและหายไปได้ตามธรรมชาติ ในเว็บไซต์ Helloคุณหมอ พบว่า ระยะเวลาอาจแตกต่างกันออกไปตามอายุและสภาพผิว คนอายุน้อยมีโอกาสที่ร่องรอยเหล่านี้จะจางลงได้เร็วกว่า รวมถึงผิวของผู้หญิงที่มีโอกาสเกิดรอยฟกช้ำ อย่างรอยจูบ ได้ง่ายกว่าผู้ชาย

รอยรักกับการครอบครอง
หลังจากรู้แล้วว่ารอยจูบที่ว่านั้นคืออะไร งั้นเรามาย้อนดูที่มาของพฤติกรรมนี้ต่อกัน
ในงานศึกษา Studies in the Psychology of Sex, Volume 3 ของ เฮฟล็อก เอลลิส (Havelock Ellis) ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า มนุษย์เราอาจได้รับอิทธิพลมาจากพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็นสิงโต หรือหมาป่า ซึ่งสัตว์เหล่านี้จะแสดงพฤติกรรมการเกี้ยวพาราสี หรือแสดงความต้องการผ่านการกัดกันเบาๆ ขณะผสมพันธุ์
และการกัดจนเกิดรอยนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องทางกายเท่านั้น เพราะในโลกของสัตว์เองก็มีการสื่อสาร เพื่อบ่งบอกความเป็นเจ้าของ คู่ครอง หรือบอกอาณาเขต ด้วยการทิ้งกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นฟีโรโมน ปัสสาวะ รวมไปถึงร่องรอย อย่างการกัด การดูดเลียเอาไว้กับคู่ของตัวเอง
การจูบโดยทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกาย นอกจากจะเป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาทางร่างกาย หรือการหยอกล้อเพื่อแสดงความใกล้ชิดแล้ว มนุษย์เราที่ได้รับอิทธิพลนี้มาจากสัตว์ก็มองเช่นเดียวกันว่า การฝากฝังรอยกุหลาบบนร่างกายอีกฝ่ายเป็นการแสดงความเป็นเจ้าของโดยไม่ต้องใช้คำพูด ผู้คนส่วนใหญ่ที่พบเห็นสามารถเข้าใจได้ว่า คนที่มีรอยกุหลาบเหล่านี้บนร่างกายอาจกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ ซึ่งใกล้เคียงกับการแสดงออกผ่านการสวมแหวนที่นิ้วนางข้างซ้าย
พฤติกรรมการแสดงความเป็นเจ้าของผ่านการสร้างอาณาเขตนี้ ถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์ และอาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว เพราะการได้เป็นเจ้าของอาจเชื่อมโยงไปถึงตัวตน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยในความสัมพันธ์
ทั้งนี้ ในงานศึกษาการแสดงออกทางอำนาจเหนือคนรักผ่านรอยจูบ ช่วงศตวรรษที่ 19 ของเอลลิส ยังพบว่า การจูบกัดเบาๆ นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นทางเพศแล้ว ในอีกแง่หนึ่งยังเป็นวิธีพิสูจน์อำนาจของผู้ชายบางคนที่เชื่อว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุม ส่วนในมุมฝ่ายหญิงที่ได้ประทับรอยจูบไว้บนร่างกายอีกฝ่าย ก็เชื่อว่าร่องรอยเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความเหนือกว่าของความสัมพันธ์ในฐานะผู้หญิงเช่นกัน

รอยรักในความสัมพันธ์
ในทางชีววิทยาเอง การสัมผัสอย่างการกอด จูบ ลูบ หรือกัด อาจสัมพันธ์กับทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ช่วยสร้างความใกล้ชิดผูกพันและความรู้สึกปลอดภัย โดยไม่จำเป็นต้องมีเซ็กซ์ เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ให้แนบแน่นขึ้นได้
แน่นอนว่ามนุษย์เรามีวิธีมากมายในการกระตุ้นและตอบสนองความต้องการทางเพศ การกดจูบลงบนผิวหนังในบริเวณที่มีความบอบบาง หรือจุดรวมเส้นประสาท เช่น ลำคอ หน้าอก ติ่งหู และอื่นๆ ตามแต่รสนิยม ก็เป็นอีกวิธีที่หลายคนใช้เพื่อเร้าอารมณ์และสร้างความพึงพอใจ
การแสดงออกผ่านการใช้ริมฝีปากประทับจูบลงบนส่วนที่ไวต่อความรู้สึกบนร่างกายนี่แหละ ทำให้สมองของเราหลั่งฮอร์โมนและสารสื่อประสาทต่างๆ อย่าง ออกซิโทซิน โดปามีน หรือเซโรโทนินออกมา จนเรามีความสุขและรู้สึกถึงความพึงพอใจ
รอยรักในที่ทางของสังคม
ไม่ว่าพฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นตามสัญชาตญาณ หรือเพื่อสร้างความสุขในความสัมพันธ์ แต่มุมมองของมนุษย์เราต่อรอยกุหลาบที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะ ยังคงแตกต่างกันไปตามแต่ละยุคสมัย ที่มีปัจจัยอื่นๆ อย่างความเชื่อ ศาสนา และอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในยุคกลาง ยุคที่ศาสนามีอิทธิพลสูง เซ็กซ์หรือกระทั่งร่องรอยเหล่านี้ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและต้องปกปิด หรือวัฒนธรรมเอเชียเราเอง ช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 การแสดงออกทางความรักอย่างโจ่งแจ้ง ความอิสระและเปิดกว้างเรื่องเพศอาจยังไม่มากนัก การปรากฏตัวของรอยจูบสีจางๆ บนร่างกายนอกร่มผ้า จึงเป็นสัญลักษณ์ที่คนนอกมักมองว่าไม่สมควร
ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 21 เมื่อโลกปัจจุบันของเราเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น รอยจูบ รอยกัด หรือรอยดูดที่เคยมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวนั้น ได้กลายเป็นภาพแทนของความรัก ความโรแมนติก หรือความเยาว์ ผ่านสื่อต่างๆ อย่างหนังหรือเพลงมากขึ้น
รอยจ้ำสีแดงที่เกิดขึ้นจากการยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ที่หลายคนเลือกแสดงออกให้สาธารณะรับรู้ จากการทิ้งร่องรอยไว้ในร่มผ้า ก็เริ่มปรากฏให้เห็นนอกร่มผ้ามากขึ้น เพื่อใช้บ่งชี้สถานะความสัมพันธ์ภายใต้นัยแฝงของการครอบครองและที่ทางในสังคม
เมื่อมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การมีตัวตนหรือที่ทางในสังคมนั้นก็เป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสำคัญ โดยในงานศึกษา The Presentation of self in everyday life ของนักสังคมวิทยา เออร์วิง กอฟมัน (Erving Goffman) ชี้ให้เห็นว่า มนุษย์เราต่างใช้ชีวิตในสังคมด้วยการแสดงละคร เรามีทั้งตัวตนที่อยากซ่อนไว้ไม่ให้ผู้อื่นรับรู้ ขณะเดียวกันก็มีตัวตนที่เราอยากจะเป็น หรืออยากนำเสนอให้สังคมได้รับรู้ ซึ่งสามารถแสดงออกได้ทั้งคำพูด ภาษากาย รวมถึงข้าวของเครื่องใช้
การมีอยู่ของความสัมพันธ์และคนรักเอง อาจนับว่าเป็นสิ่งที่หลายคนเลือกหยิบใช้ เพื่อแสดงตัวตน สถานะ และอำนาจที่ตัวเองมี เรื่องเซ็กซ์หรือความสัมพันธ์ที่แม้จะเปิดกว้างแล้วในปัจจุบัน แต่เมื่อถูกครอบไว้ด้วยบทบาทและหน้าที่อาจทำให้การแสดงออกผ่านคำพูดเป็นไปได้ยาก ดังนั้น รอยกลีบกุหลาบบนร่างกายของคนรัก หรือคนที่เรามีสัมพันธ์ด้วย จึงกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่หลายคนเลือกใช้ในการแสดงให้สังคมรับรู้
การมองเบื้องหลังรอยจูบสีกุหลาบ หรือที่หลายคนเรียกว่ารอยดูดแห่งรักนี้เอง ทำให้เราเห็นความหมายแฝง ที่เหนือไปกว่าร่องรอยที่ถูกทิ้งไว้บนร่างกายตามอารมณ์ แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงสัญชาตญาณ ความมั่นคงทางจิตใจในความสัมพันธ์ และความมั่นคงทางอำนาจในสังคมด้วย
ในแง่หนึ่ง การจูบจนทิ้งร่องรอยเหล่านี้ อาจช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์และสร้างความสุขระหว่างคู่ได้ ขณะเดียวกันเราเองก็ต้องไม่ลืมว่า การกระทำดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้ความยินยอม ให้เกียรติกันและกัน รวมไปถึงความปลอดภัยด้านสุขภาพ และการเคารพในสิทธิทางร่างกายระหว่างกันเสมอ เพื่อไม่ให้รอยแห่งรักเหล่านี้ล้ำเส้นไปเป็นความรุนแรง
อ้างอิงจาก
