ขอโทษแล้วไง จะเอาอะไรอีก
เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งทำผิด จนเรารู้สึกเสียใจ คำขอโทษย่อมเป็นคำแรกที่เราอยากได้ยินมากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าการพูดคำนี้จะช่วยบรรเทาได้ทุกบาดแผลเสมอไป เพราะหากปราศจากความจริงใจ ความรู้สึกผิด และความตั้งใจแก้ไขสิ่งผิด คำขอโทษก็อาจเป็นเพียงลมปากที่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น
เพราะคำขอโทษเป็นเหมือนพลังวิเศษ หลายคนจึงใช้เป็นเหมือนเกราะกำบังความผิดพลาด ที่เมื่อพูดไปแล้วก็หวังว่าอีกฝ่ายต้องหายโกรธทันที ทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะคิดว่าตัวเองได้ทำสิ่งที่ควรทำไปแล้วนี่นา
ถ้าใครเคยเจอสถานการณ์นี้คงเข้าใจดีว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าเหนื่อยใจไม่น้อย เพราะนอกจากพฤติกรรมนี้จะทำให้เราต้องจมอยู่กับบาดแผลที่ยังไม่ถูกเยียวยาแล้ว ยังรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของเรา จนพูดออกคำว่าขอโทษออกมาง่ายๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีอยู่ฝ่ายเดียว
ทำไมการขอโทษส่งๆ จึงกลายเป็นสาเหตุหนึ่งของการบั่นทอนความสัมพันธ์ แล้วเราจะมีวิธีกับคนแบบนี้ยังไงบ้างนะ
เมื่อการขอโทษแต่ไม่แก้ไขคือการล้ำเส้น
ก่อนอื่นเราอยากชวนไปทำความเข้าใจก่อนว่าคำขอโทษช่วยเยียวยาบาดแผลเราได้อย่างไร แม้จะเป็นแค่คำไม่กี่พยางค์ แต่หลายครั้งคำนี้ช่วยซ่อมแซมรอยร้าวในความสัมพันธ์ได้บ้าง เพราะแม้จะไม่ได้ทำให้เราหายเจ็บได้ทันที แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้เรารับรู้ถึงความจริงใจว่า อีกฝ่ายรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไปมากแค่ไหน
มอลลี่ ฮาวส์ (Molly Howes) ศาสตราจารย์และนักจิตวิทยาคลินิก อธิบายว่า การจะขอโทษได้ สิ่งแรกที่ต้องมีก่อนคือความเข้าใจความเจ็บปวดของเรา หรือพูดอีกอย่างคืออีกฝ่ายต้องฟังก่อนว่าเรารู้สึกอย่างไรจึงจะสามารถพูดขอโทษออกมาได้

ดังนั้น การเยียวยาบาดแผลจากการขอโทษ จึงไม่ได้มาจากคำพูดเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย นั่นคือ การยอมรับว่าตัวเองทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด คำพูดขอโทษที่ชัดเจน คำมั่นสัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลง และสุดท้ายคือวิธีแก้ไขเพื่อไม่ให้พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นอีก ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้คำว่าขอโทษมีความหมายขึ้น และทำให้เราสามารถให้อภัย เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดได้
ตรงกันข้าม หากการขอโทษขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งไป มีเพียงคำพูด แต่ขาดความจริงใจและความเข้าใจปัญหาจริงๆ คำว่าขอโทษนี้ก็อาจกลายเป็นอาวุธที่นำมาใช้ควบคุมหรือบงการ (manipulation) เราได้เช่นกัน อย่างคำที่มักได้ยินบ่อยๆ ว่า ‘ขอโทษแล้วยังจะเอาอะไรอีก’ เพื่อตัดจบปัญหา
เราอาจเห็นการขอโทษที่จอมบงการใช้ได้หลายวิธี เช่น
ขอโทษเพื่อลดความรู้สึกผิดของตัวเอง: การขอโทษนี้มักใช้เพื่อบรรเทาความรู้สึกของตัวเองฝ่ายเดียว บางครั้งยังอาจเรียกร้องให้เราเป็นฝ่ายปลอบใจแทนอีก เช่น ‘ขอโทษนะ แต่ทั้งหมดเป็นความผิดของเราเองแหละ’ นอกจากจะไม่ช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาตรงๆ ด้วย
ขอโทษเพื่อให้เรื่องจบ: เป้าหมายของการขอโทษแบบนี้คือการเลี่ยงความไม่สบายใจที่ต้องพูดถึงปัญหาโดยตรง เช่น ขณะที่กำลังทะเลาะกัน อีกฝ่ายอาจพูดขอโทษขึ้นมาดื้อๆ แล้วเดินหนี เปลี่ยนเรื่อง หรือไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก และหากเราหยิบมาพูดอีกครั้ง อีกฝ่ายก็อาจพูดกลับมาว่า ‘หยุดพูดเรื่องนี้กันเถอะ ก็พูดว่าขอโทษไปแล้วไม่ใช่เหรอ’ เพื่อให้เราหยุดพูดถึงเรื่องนี้
ขอโทษเพื่อบีบให้เราขอโทษกลับ: แทนที่จะรับความผิดแล้วพูดขอโทษฝ่ายเดียว เขาอาจจะพยายามพูดให้เราเชื่อว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราทำผิดด้วยกันทั้งคู่ เพื่อหลบเลี่ยงความผิดของตัวเอง และพยายามให้เราพูดขอโทษด้วย แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำผิดก็ตาม
ขอโทษแบบดึงดราม่าให้อีกฝ่ายให้อภัย: การขอโทษแบบนี้มักเกิดจากความกลัวจะสูญเสียการควบคุม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ที่มีอารมณ์รุนแรง อีกฝ่ายจึงพูดขอโทษเพื่อรั้งอีกฝ่ายไว้ ทำนองว่า ขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่ทำไปก็เพราะรักเธอนะ ซึ่งทำให้เรารู้สึกสับสนและรู้สึกผิด จนต้องยอมอยู่ในความสัมพันธ์นี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะมีความคิดจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นเลย

แม้การขอโทษแต่ละแบบจะมีวิธีพูดต่างกัน แต่จุดร่วมสำคัญ คือการหลบเลี่ยงความรับผิดชอบ ส่วนใหญ่แล้วพวกเขามักไม่ได้รู้สึกผิดจริงๆ แต่อยากให้ปัญหานี้คลี่คลายโดยเร็ว โดยไม่สนใจว่าเรารู้สึกอย่างไร หรือตัวเองต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไร เพราะหากทำผิดอีก ครั้งหน้าก็แค่พูดขอโทษอีกครั้งเท่านั้นเอง
ปกติแล้วคำขอโทษแบบนี้มักจบลงโดยที่ยังมีอารมณ์ขุ่นเคืองหลงเหลืออยู่ เพราะเราไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้อง แถมยังทำให้เรารู้สึกสับสน เผชิญอยู่กับเหตุการณ์เดิมๆ ที่เขาทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางครั้งอาจถึงขั้นปั่นหัวให้เราสงสัยตัวเอง
นอกจากนี้การขอโทษแบบไม่จริงใจสร้างบาดแผลในใจเรา งานวิจัยปี 2015 ในนิตยสาร The Counseling Psychologist อธิบายว่า คำขอโทษที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเพิ่มความเครียดและความสับสนและอาจสร้างบาดแผลให้เรา เพราะมันบ่อนทำลายความไว้วางใจของเราไปเรื่อยๆ
จึงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกแย่กับพฤติกรรมนี้ เพราะแง่หนึ่ง คำขอโทษก็อาจกลายเป็นใบอนุญาตรุกล้ำความรู้สึกทางใจได้เช่นกัน หากต้องให้อภัยทุกครั้ง โดยที่อีกฝ่ายยังไม่เข้าใจความเจ็บปวดของเรา
รับมือกับคำขอโทษที่ไม่จริงใจ
หากเราเจอคนที่ขอโทษแบบไม่จริงใจ แล้วยังไม่รู้สึกยินดีที่จะให้อภัยหรือยกโทษให้ เราเองก็มีสิทธิเต็มที่ที่จะไม่รับคำขอโทษนั้นเหมือนกันนะ เพราะการให้อภัยโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้รู้สึกผิด หรือคิดจะปรับปรุงตัว ก็เหมือนเป็นการอนุญาตให้อีกฝ่ายทำพฤติกรรมนั้นซ้ำๆ เป็นวงจรต่อไปเรื่อยๆ
คริสโตเฟอร์ โมซูนิค (Christopher Mosunic) นักจิตวิทยาคลินิกและหัวหน้าฝ่ายคลินิกของ Calm แอปพลิเคชันด้านสุขภาพจิต ได้ให้คำแนะนำสำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เพื่อรับมือกับคำขอโทษที่ไม่จริงใจ

พูดความรู้สึกของตัวเอง: เมื่อเราได้รับคำขอโทษส่งๆ โดยที่รู้ว่าสุดท้ายอีกฝ่ายคงไม่มีทางปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น อย่าลืมที่จะบอกว่าเรารู้สึกอย่างไร เราไม่จำเป็นต้องรีบหายโกรธ หรือพยักหน้าเหมือนว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น แต่เราสามารถอธิบายความรู้สึกนี้ด้วยประโยคที่ขึ้นต้นด้วยว่า ‘ฉันรู้สึก’ เช่น ‘เรารู้สึกเจ็บนะ ที่เธอขอโทษโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกผิดจริงๆ เลย’ เพื่อส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราไม่ยอมรับคำขอโทษนี้
ขอให้เขายอมรับสิ่งที่ทำลงไป: เมื่ออีกฝ่ายพยายามขอโทษเพื่อให้จบเรื่อง โดยที่ยังได้รับฟังความรู้สึกของเรา เราอาจจะขอให้เขาอธิบายให้ชัดขึ้นว่าเขากำลังขอโทษเรื่องอะไรอยู่ เช่น ลองให้เขาระบุเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกเสียใจอย่างเฉพาะเจาะจง เพื่อให้อีกฝ่ายรับรู้ความรู้สึกของเรามากขึ้น และเพื่อให้เขารับผิดชอบการกระทำของตัวเอง
อธิบายให้ชัดเจนว่าควรแก้ไขอย่างไร: การขอโทษแล้วจบเรื่องไป อาจมีแนวโน้มที่จะเกิดพฤติกรรมเดิมๆ ซ้ำอีก หลังจากที่อีกฝ่ายรู้แล้วว่าเรากำลังเสียใจเรื่องอะไร อย่าลืมพูดคุยถึงการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำให้ชัดเจน เช่น คราวหน้าไม่ควรพูดแบบนี้อีก หรือ ถ้าจะต้องทำบางอย่างที่เราอาจรู้สึกไม่ดี จะถามก่อนทุกครั้ง การพูดคุยตกลงกันจะช่วยให้เห็นทางออกของปัญหา และยังเห็นว่าอีกฝ่ายจริงใจต่อการปรับปรุงตัวเองแค่ไหนด้วย
รักษาขอบเขตของตัวเอง: แม้เรากับเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกันแค่ไหน แต่หากอีกฝ่ายยังทำผิด หรือไม่รักษาความรู้สึกเราครั้งแล้วครั้งเล่า ก็อาจถึงเวลาที่เราต้องสร้างขอบเขตให้ตัวเอง ว่าถึงจุดไหนควรพอหรือไปต่อได้ หากว่าเขายอมปรับตัว ก็อาจยังพอซ่อมแซมรอยร้าวในความสัมพันธ์ได้ แต่หากเขายังทำแบบเดิม ไม่ว่าจะคุยเรื่องนี้กี่ทีก็ยังไม่ได้ผล ก็อาจถึงเวลาที่เราต้องยอมถอยออกมา เพื่อรักษาสุขภาพใจของตัวเอง
เพราะก้าวแรกของความสัมพันธ์ที่ดี เริ่มจากการรับฟังและเข้าใจความรู้สึกอีกฝ่าย หากปราศจากสิ่งนี้ก็ยากที่ความสัมพันธ์นี้จะเดินต่อไปได้อย่างราบรื่น
อ้างอิงจาก