เคยได้ยินคำเหล่านี้กันไหม Cottagecore, Fairycore, Kidcore, Goblincore
หากลองสังเกตในโลกโซเชียลตอนนี้ เราอาจจะเห็นหลายคนเริ่มหันมาแต่งตัว หรือมีไลฟ์สไตล์บางอย่าง ที่สามารถแบ่งกลุ่มคนได้ออกเป็นหมวดหมู่เฉพาะเจาะจง เช่น บางคนสวมเดรสผ้าฝ้ายสีขาว ขณะอบขนมปังด้วยตัวเอง บางคนสวมเสื้อผ้าเลเยอร์สีสดใสพร้อมไอเท็มและเครื่องประดับสุดฮิตในยุคต้น 2000 มองไปแล้วให้ความรู้สึกราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ หรือภาพวาดที่เราเคยเห็นอย่างไรอย่างนั้น
สไตล์เหล่านี้มักถูกเรียกว่า Aesthetic core หรือสุนทรียภาพ ซึ่งเป็นความงามที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบต่างๆ รวมกัน แถมยังกลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่หลายคนให้ความสำคัญ หากจะบอกว่าแต่ละคนมักมี core ที่ตัวเองสนใจอยู่คนละอย่าง สองอย่างก็คงไม่เกินจริงนัก
ทุกวันนี้ตัวตนในโลกจริงและออนไลน์ไม่ได้ถูกตัดขาดเหมือนในอดีตที่ผ่านมา แต่กำลังหลอมรวมเป็นภาพเดียวกัน คนรุ่นใหม่หลายคนจึงไม่ได้เลือกหยิบจับเสื้อผ้า หรือข้าวของ เพราะความดูดีบนร่างกายเท่านั้น แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถบอกว่าตัวเองเป็นใคร สนใจเรื่องไหน หรือมีไลฟ์สไตล์อย่างไร โดยไม่ต้องเอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
ไม่ต่างจากคนยุคอื่นๆ ที่ในช่วงวัยรุ่น ต่างก็ต้องการค้นหาสไตล์ของตัวเอง Aesthetic core ก็ถือเป็นสไตล์หนึ่งของคนรุ่นใหม่ ที่พยายามนำเสนอตัวตนของตัวเองอย่างจริงจัง ว่าแต่สิ่งเหล่านี้มีที่มาอย่างไร ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหลงใหลกับความงามเหล่านี้มากขนาดนี้ วันนี้เราชวนไปรู้จัก Aesthetic core ให้มากขึ้น พร้อมไปดูว่าความงามนี้กำลังสะท้อนอะไรบ้าง

เมื่อสุนทรียภาพ คือการสร้างตัวตนของคนรุ่นใหม่
ก่อนอื่นเราอยากชวนทุกคนมาเข้าใจความหมายของคำว่า Aesthetics กันเล็กน้อย โดยคำนี้ตามความหมายของพจนานุกรมอ็อกฟอร์ดหมายถึง รสนิยมหรือการรับรู้ความสวยงาม คำนี้ถูกใช้ครั้งแรกและเป็นที่รู้จักทั่วไปตั้งแต่ศตวรรษ 18 โดย อเล็กซานเดอร์ บอมการ์เทน (Alexander Baumgarten) นักปรัชญาชาวเยอรมัน สำหรับการพูดถึงความงามของงานศิลปะ แต่ต่อมาคำนี้ค่อยๆ ขยายให้ไกลขึ้น ผู้คนหยิบนำมาใช้อธิบายความงามในแบบของตัวเอง ครอบคลุมทั้งภาพวาด ภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม หรือแม้แต่แฟชั่น
กลับมาที่ปัจจุบัน Aesthetics หรือความงามที่หลายคนหยิบมาเป็นสไตล์ของตัวเอง ไม่ได้ถูกมองเฉพาะด้านการแต่งตัวเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิต การวางตัว สื่อทีชอบ อาหารที่ทาน หรือแม้แต่เพลงที่ฟังด้วย เมื่อทุกอย่างประกอบรวมเข้ากันจึงถือว่าเป็น Aesthetics ที่คนรุ่นใหม่ตามหา
นอกจากคำว่า Aesthetics แล้ว อีกคำที่มักตามหลังมาติดๆ คือ ‘-core’ หรือแก่นหลัก จนหลายคนอาจสงสัยว่า 2 คำนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไรนะ? อธิบายง่ายๆ คือ ความงามที่เราเห็นหรือรู้สึก ที่จริงแล้วมันไม่ใช่วัตถุวิสัย หรือข้อเท็จจริง แต่เป็นอัตนัย หรือสิ่งที่ขึ้นอยู่กับบุคคล ของชิ้นเดียวกันบางคนอาจมองว่าสวย ขณะที่อีกคนมองว่าน่าเกลียดก็ได้ เมื่อความงามมีหน้าตาหลากหลายแบบ ดังนั้นหลายคนจึงทำให้เฉพาะเจาะจงขึ้น ด้วยการเติม -core ไว้ด้านหลังชื่อความงามแต่ละประเภท เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ เช่น cottagecore, barbiecore, regencycore หรือ dreamcore
แน่นอนว่าเมื่อความงามเป็นเรื่องเฉพาะส่วนบุคคล หน้าตาความงามจึงมีหลากหลายแบบไปด้วย หากลองเข้าไปดูใน Aesthetics Fandom เว็บไซต์ที่รวบรวมความงามในแต่ละ core เอาไว้ นอกจากเราจะเห็นรายชื่อ core แต่ละประเภทแล้ว ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ช่วยให้เราเห็นภาพองค์ประกอบความงามเหล่านี้มากขึ้นด้วย ตั้งแต่ต้นกำเนิด สไตล์การแต่งตัว แนวเพลงที่ฟัง หรือแม้แต่ภาพกราฟิกที่ให้ความรู้สึกเหล่านี้
คำถามต่อมาคือ แล้วทำไม Aesthetics core ถึงกลายเป็นสิ่งที่คนยุคนี้ให้ความสนใจ? แม้ว่าคำว่า Aesthetics จะไม่ใช่คำใหม่ แต่ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่หลายคนกลับเลือกใช้ชีวิต หรือสร้างภาพลักษณ์โดยยึดโยงกับ Aesthetics core อย่างเคร่งครัด จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมบนโลกอินเตอร์เน็ต ที่หลายคนเริ่มออกมาแชร์วิถีชีวิตประจำวัน หรือการแนะนำพิกัดเสื้อผ้าของตัวเอง

ที่มาของ Aesthetics core ก่อตัวขึ้นมาผ่านโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม ติ๊กต่อก หรือพินเทอเรส แพลตฟอร์มเหล่านี้ค่อยๆ หลอมรวมโลกจริงและโลกออนไลน์เข้าด้วยกัน จนเราสามารถแสดงตัวตนผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ได้ทุกเวลา และเมื่อโลกออนไลน์กลายเป็นหน้าต่างให้คนอื่นๆ มองเห็นตัวเรา ก็เลี่ยงไม่ได้ที่หลายคนจะยึดโยงกับภาพของความงามแบบต่างๆ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง
แนวคิดของ Aesthetics core ในแง่หนึ่งจึงเป็นการสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง ซึ่งแสดงออกได้ง่ายที่สุดด้วยการเลือกสวมใส่เสื้อผ้า มีงานศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Personality and Social Psychology พบว่าแฟชั่นก็สามารถเป็นวิธีการแสดงออกถึงตัวตนได้จริง เช่น บุคคลที่มีบุคลิกภาพแบบเปิดเผย มักชอบเสื้อผ้าที่ไม่เหมือนใคร คนที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น มักชอบสไตล์ที่สวมใส่สบาย หรีอคนที่มีความรอบคอบมักชอบเสื้อผ้าแบบคลาสสิก
นอกจาก Aesthetics core จะช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้เราแล้ว อีกด้านหนึ่งการได้เชื่อมโยงกับแก่นหลัก ยังช่วยให้เราเรียนรู้ความชอบของตัวเองได้ดีขึ้นด้วย มิไค แมคเดอร์มอตต์ (Mikai Mcdermott) ครีเอเตอร์ด้านความงาม อธิบายว่าการที่ผู้หญิงมีแสดงออกผ่าน Aesthetics core ที่ตัวเองชอบเป็นเรื่องที่ดี เพราะหมายความว่าผู้หญิงมีสิทธิ์เลือก และสามารถใช้ ‘core’ เพื่อนำเสนอตัวตนตามแบบของตัวเองของตัวเองได้
เธอยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น ผู้หญิงบางคนเมื่อสวมใส่ชุดกระโปรง อาจถูกมองว่าเป็นผู้หญิงอ่อนแอหรือไม่ทันคน แต่เมื่อพวกเธอเชื่อมโยงกับ ‘cottagecore’ หรือความงามที่ทำให้เรานึกถึงสาวชนบทที่ใช้ชีวิตไม่เร่งรีบท่ามกลางธรรมชาติ การสวมชุดกระโปรงยาว จึงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทางเลือกของผู้สวมใส่มากขึ้น เป็นการแสดงถึงความงามแบบที่ตัวเองต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับภาพลักษณ์หญิงสาวแบบเดิม
สำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว Aesthetics core จึงไม่ใช่แค่ความงามเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดที่ช่วยสร้างความมั่นใจ สร้างการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม หรือแม้แต่การตีความความงามในแบบของตัวเอง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างโลกจริงและโลกออนไลน์กำลังพร่าเลือน เพราะเมื่อสไตล์ของเราถูกจัดเป็นหมวดหมู่ หรือมีชื่อเรียกเฉพาะเจาะจง ก็ช่วยให้เราเป็นที่จดจำและถูกค้นหาได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

แม้จะมีสไตล์แต่ก็ยังห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริง
แม้ว่า Aesthetics core จะเป็นทางหนึ่งที่ช่วยเราค้นหาอัตลักษณ์ตัวเอง หรือเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ ง่ายขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งของเหรียญ การยึดติดอยู่กับ core หนึ่งมากเกินไป ก็อาจทำให้เราหลงไม่สามารถเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงได้
อ้าว ทั้งที่การสวมเสื้อผ้าตามความงามที่เราต้องการแล้วทำไมจึงทำให้เราไม่ได้เป็นตัวเองอีกล่ะ? อันที่จริงปัญหาไม่ได้อยู่ที่การเลือกเสื้อผ้าที่เราสวมใส่หรอก แต่หลายครั้งมันมาจากการที่เราเลือกสไตล์ต่างๆ โดยไม่ได้ยึดโยงกับความชอบของเราจริงๆ ต่างหาก
Essence สื่อด้านไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อธิบายว่า Aesthetic core ทุกวันนี้ไม่เกิดจากการประสบการณ์ส่วนตัวของเรา อย่างการท่องเที่ยว ดนตรี หนังสือ วัฒนธรรมย่อย และงานอดิเรก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยหล่อหลอมมุมมองของเรา จนกลายเป็นสไตล์ส่วนตัว แต่กลับผูกโยงตัวตนเข้ากับ core บางอย่างจากเทรนด์แฟชั่น การใช้ชีวิต หรือเลือกเสื้อผ้าตามอินฟลูเอนเซอร์ จนทำให้ข้าวของในห้องตัวเอง ไม่ได้สะท้อนตัวตนที่แท้จริง หากแต่กำลังสะท้อนว่าอัลกอริทึ่มช่วงนี้กำลังนำเสนออะไรให้เรามากกว่า
เมื่อสิ่งที่เราเลือกแสดงออกมาไม่ได้เกิดจากความชอบของตัวเองจริงๆ กลายเป็นว่ายิ่งเราพยายามจะมีสไตล์หลักมากเท่าไหร่ เรายิ่งห่างไกลจากตัวตนที่แท้จริงเท่านั้น จากเดิมที่อาจเป็นการแสดงออกผ่านเสื้อผ้า นานวันเข้าเราอาจต้องเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง เพื่อให้ตรงกับภาพลักษณ์ที่สร้างขึ้น
ตัวอย่างเช่น ความงามแบบคลีนเกิร์ล ที่ไม่ได้เกิดจากการสวมใส่เสื้อผ้าเรียบๆ สีไม่ฉูดฉาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงไลฟ์สไตล์การดูแลตัวเอง ตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอน การดูแลผิวหน้าหลากหลายขึ้นตอน จนสร้างความกดดันให้ตัวเองแบบไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันก็ยังตอกย้ำค่านิยมของการดูดีแบบไม่พยายาม ทั้งที่จริงสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ต้องแลกมาด้วยเงินและเวลาจำนวนมาก

ขณะเดียวกันการหยิบยืมองค์ประกอบทางวัฒนธรรม หรือยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ แล้วเลือกให้เหลือเพียงแค่เรื่องความงามเท่านั้น โดยปราศจากบริบท สุดท้ายก็อาจถูกทำให้เป็นเพียงสินค้าที่ขายได้เท่านั้น เช่น สไตล์พังก์ สไตล์ฮิปฮอป หรือสไตล์ฮิปปี้ ที่ความหมายของการต่อสู้หรือความขบถต่อสังคมค่อยๆ เลือนหายไป และถูกลดทอนให้เป็นเพียงฟาสต์แฟชั่น ที่ผ่านมาและผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้คนไม่ได้คิดจะสวมใส่มันจากความเชื่อของตัวเองจริงๆ
คงไม่ผิดอะไร หากเราจะมีสไตล์เฉพาะเป็นของตัวเอง แต่คงจะดีกว่าหากสไตล์เหล่านั้นเกิดจากวิถีชีวิตของเราที่ค่อยๆ หล่อหลอมมันขึ้นมา หรือการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
แม้ว่ามันจะไม่เข้ากัน จนไม่หลงเหลือความงามอย่างที่ใครคิด แต่แค่สิ่งเหล่านั้นเชื่อมโยงบางอย่างกับชีวิตเราเองก็น่าจะเพียงพอแล้วนี่นา
อ้างอิงจาก