รูปที่ลง ข้อความที่โพสต์ ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ยังนึกย้อนตะขิดตะขวงใจ รูปสวยหรือยังนะ ข้อความไม่เหมาะสมหรือเปล่า นับประสาอะไรกับเรื่องราวหลายปีที่ผ่านมากันเล่า
On This Day ฟีเจอร์บนโซเชียลมีเดียที่พาเราย้อนกลับไปเจอตัวเราเมื่อหลายปีก่อน เหมือนแฟ้มในลิ้นชักบันทึกเรื่องราวที่เราเองเป็นคนเผยแพร่เอาไว้บนโลกออนไลน์ มีทั้งข้อความเพ้อเจ้อถึงรักข้างเดียว เช็กอินร้านนั่งชิล รูปเซลฟี่ท่าประหลาด จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่มันจะคอยเราอยู่ตรงนั้นเสมอ เผื่อสักวันเรากลับมาค้นพบ และตัดสินใจลบมันไปเพราะรู้สึกว่าตัวเราในตอนนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว (หรือแค่อายตัวเองนั่นแหละนะ)
ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว บัญชีผู้ใช้ยุคเว็บบอร์ด ห้องแชท ประวัติการค้นหา เข้าชมเว็บไซต์ หรือร่องรอยใดๆ ที่เราเคยกระทำไว้บนอินเทอร์เน็ต มันไม่ได้เลือนหายเหมือนรอยเท้าริมชายหาด แม้เราจะหลงลืม ไม่เห็นว่ามันมีอยู่ แต่มันจะทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้เสมอ เราจึงเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ‘Digital Footprint’ มีทั้งร่องรอยที่เรารับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน อย่าง โพสต์ ภาพ อีเมล โซเชียลมีเดีย และร่องรอยที่เราอาจหลงลืมมัน อย่าง IP Address ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ รายการดาวน์โหลด เป็นต้น
บางส่วนมีเพียงเราเท่านั้นที่ค้นหาแล้วมองเห็น และหลายส่วน (ออกจะเป็นส่วนใหญ่) เป็นพื้นที่ที่ผู้อื่นสามารถเข้ามาค้นดูเรื่องราวที่เราทิ้งร่องรอยไว้ได้เช่นกัน บนโซเชียลมีเดียเราจึงได้เห็นปรากฏการณ์ “อดีตลบได้ แต่แคปทัน” นั่นหมายถึง ไม่ว่าเราจะเคยโพสต์อะไรไว้ ถ้ามีใครสักคนพบเจอเข้า แล้วเขาคนนั้นเก็บภาพหน้าจอไว้ได้ทัน ต่อให้เราคิดว่าลบในเวลาอันรวดเร็วเพียงไหนก็ไม่ทันเสียแล้ว

เราที่เคยคิดอ่านอย่างตื้นเขิน อาจเคยบ่นเพื่อนร่วมชั้นอย่างออกรสออกชาติ เราที่เคยภาคภูมิใจกับการทำสิ่งผิดเสียจนต้องเอามาแชร์ เราที่ได้ทิ้งร่องรอยไว้บนโลกอินเทอร์เน็ตเมื่อนับสิบปีก่อน กลับมาหลอกหลอนเราในวันนี้เสมอ แม้ในวันนี้เราจะมั่นใจและรู้สึกว่าเราเติบโตขึ้นแล้ว แต่หลายครั้งเรายังกลัวโดนขุดว่าเคยคิดอะไรพูดอะไรเอาไว้เมื่อในอดีต เพราะ Digital Footprint มันสามารถกลายเป็นอาวุธย้อนกลับมาทิ่มแทงเราในวันนี้ได้
ผู้มีชื่อเสียงบนโลกอินเทอร์เน็ต ดารา นักร้อง นักแสดง อินฟลูเอ็นเซอร์หลายคน ก็เคยถูกอดีตของตัวเองกลับมาหลอกหลอน จนต้องหลบหน้าไปจากวงการก็มี ต้องออกมาขอโทษกับอดีตที่หนีไม่พ้นก็เยอะ
ยิ่งเราเติบโตห่างไกลจากตรงนั้นเท่าไหร่ มันยิ่งฉายชัดว่าเราไม่ได้คิดอ่านแบบเดิมเท่านั้น เราที่เคยเป็นเราในวันก่อน อาจเป็นเราที่ไม่อยากให้ใครรู้จักแม้แต่ตัวเราเองในวันนี้ นั่นหมายความว่าการมีอยู่ของ Digital Footprint มันทำให้เกิดความลั่กลั่นในใจบางอย่าง ว่าเราในวันนี้เป็นคนเดียวกับคนที่เคยทิ้งร่องรอยนั้นไว้ไหม หากเราจะตอบว่าเติบโตจากวันนั้นไปแล้วได้หรือเปล่า ร่วมหาคำตอบในเรื่องนี้ผ่านบทสนทนากับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์คงกฤช ไตรยวงค์ อาจารย์ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

หลักฐานหรืออาวุธทิ่มแทง
เราเลือกเปิดเรื่องด้วยคำถามในแง่ความคิดเห็น เพื่อมองมุมมอง Digital Footprint ผ่านมุมมองของอาจารย์ว่าสิ่งนี้ถือเป็นหลักฐานในตัวตนหรือเป็นภาระผูกพันจากอดีตมากกว่า
อาจารย์ยกตัวอย่าง Digital Footprint ทั้งสองแบบ แบบที่เราเป็นผู้จงใจทิ้งเอาไว้กับแบบที่เราถูกเก็บข้อมูลโดยรู้ตัวบ้างหรือไม่รู้บ้าง ในแบบแรกที่เราตั้งใจทิ้งเอาไว้ อาจารย์ยกถึงการพูดคุยกับเพื่อนฝูง บางคนอาจจะชอบพูดจาส่อเสียด สองแง่สองง่าม หรือประเด็นล่อแหลม อ่อนไหวในหมู่เพื่อน พูดจบก็เพียงหัวเราะขำขัน แล้วก็จบกันไป แต่กลับกัน หากเลือกเปลี่ยนจากการพูดคุยในวงสนทนาแล้วลืมมันไป เป็นการโพสต์สิ่งนี้ลงอินเทอร์เน็ต มันก็จะกลายเป็นสิ่งที่โยงทัศนะคตินั้นเข้ากับตัวเจ้าของโพสต์หรือคอมเมนต์ ในอนาคตเมื่อนึกได้หรืออยากเปลี่ยนท่าที มันก็ยังเป็นหลักฐานอยู่อย่างนั้น
โดยอาจารย์ยกกรณีตัวอย่างถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงกับกวีไทยที่เป็นครูบาอาจารย์ อาจด้วยนึกคะนองแล้วเขียนกลอนเสียดสีนายกหญิงคนแรกของไทยไปในทางเหยียดเพศ ทั้งที่ตัวเองอยู่ในวงการงานเขียนเรื่องเฟมินิสม์ด้วยซ้ำ จึงมีคนเข้ามาเขียนวิจารณ์ และบทวิจารณ์นั้นก็ลงสื่ออนไลน์ไม่มีทางลบออกได้เช่นกัน

ต่อเนื่องมาถึง Digital Footprint แบบที่เราถูกเก็บข้อมูลโดยรู้ตัวบ้างหรือไม่รู้บ้าง อาจารย์เล่าถึงคดีเมื่อปี 2021 ชายชาวกรีก บาบิส อนักโนสโตปูลอส (Babis Anagostopoulos) ก่อคดีฆาตกรรมแฟนสาวชาวอังกฤษ แคโรไลน์ เคราช์ (Caroline Crouch) เขาไปแจ้งความว่าคนรักถูกโจรสามคน สวมหน้ากาก บุกเข้ามาฆ่าตายต่อหน้าลูกน้อยในบ้านที่กรุงเอเธนส์
ตอนนั้นทุกคนคิดว่าเป็นเรื่องเหยียดเชื้อชาติจึงปักใจเชื่อ เขาโพสต์แสดงความโศกเศร้าในโซเชียลมีเดีย ชาวเน็ตก็พากันมาแสดงความเสียใจ และชื่นชมในความรักที่มีให้ผู้ตาย ต่อมามีข้อพิรุธหลายอย่าง ตำรวจสงสัยว่าข้อมูล GPS จากสมาร์ตวอทช์ของแคโรไลน์กับมือถือของเขา ชีพจรของผู้ตายที่ถูกฆาตกรรมหยุดเต้น ขัดกับคำให้การของเขาเรื่องเวลาเสียชีวิต รวมทั้งจากข้อมูลในมือถือระบุตำแหน่งว่าเขาเดินไปมารอบบ้าน ทั้งที่ให้การว่าถูกโจรมัดเอาไว้ สุดท้ายเขายอมจำนนและสารภาพ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตเมื่อปี 2023
จากทั้งสองกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า Digital Footprint เป็นหลักฐานที่โยงตัวเรากับสิ่งที่กระทำได้ เป็นภาระที่เราต้องรับผิดชอบ ในกรณีที่ร่องรอยนั้นบ่งชี้ถึงทัศคติหรือการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายหรือบรรทัดฐานสังคม ขณะเดียวกันก็เป็นหลักฐานของตัวตน เป็นวัตถุแบบดิจิทัล (digital object) ที่เราจะต้องทำความเข้าใจจากมุมมองใหม่

นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องย้อนกลับไปชำระล้างร่องรอยของเรา เลิกสร้างร่องรอยใหม่ ด้วยการใช้ชีวิตแบบออฟไลน์ เพราะร่องรอยเหล่านี้ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นหอกย้อนกลับมาทิ่มแทงเราเสียอย่างเดียว หลายคนก็ใช้ประโยชน์จากร่องรอยเหล่านี้และไม่ได้นับว่ามันเป็นผลกระทบใดๆ อย่างคนรุ่นที่เกิดมาเป็น digital nomad สร้างตัวตนผ่านร่องรอยเหล่านี้ มันไม่ได้มีแฟ้มรูปให้เก็บแบบเดิมอีกแล้ว มีแต่รูปใน Instragram, Facebook หรือ Tiktok ถือเป็นช่องทางสร้างรายได้อีกต่างหาก
“ถ้าพูดแบบปอล ริเกอร์ (Paul Ricouer) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ตัวตนของเรามันโยงอยู่กับเรื่องเล่า (narrative) หรือเป็นเรื่องราวชีวิตของเราที่สัมพันธ์กับคนอื่น ที่เราดูอัลบั้มรูปสมัยก่อนก็เพราะตัวตนเราเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงเวลา แต่สมัยนี้ประสบการณ์แบบนี้อาจจะน้อยลงเรื่อยๆ เราอาจจะไม่ได้มองชีวิตเป็นเรื่องราวชีวิตที่บางช่วงตอนเราอาจจะหลงลืม แล้วอาศัยวัตถุมาช่วยรื้อความทรงจำ แต่มันเป็นไฟล์ดิจิทัลแทน และถูกกำกับด้วยอัลกอริทึมอีกทอดหนึ่ง”
ถึงตรงนี้แล้วเรารู้ว่าสิ่งที่ทำในอดีตบนโลกอินเทอร์เน็ตโดยตัวเรานั้น มันจะติดตัวเราในรูปแบบ Digital Footprint เสมอ ไม่ว่าเราจะตั้งใจหรือไม่ มันอาจกลายมาเป็นหลักฐานทิ่มแทงตัวเรา หรือกลายเป็นผลด้านบวกให้เราเก็บดอกเก็บผลก็ได้
เรื่องติดตัวนั้นรู้แล้วว่าติดแน่ แต่ลองย้อนกลับมาถามถึงตัวเรากันบ้าง การที่เราเคยคิดแบบหนึ่งเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วเปลี่ยนไปอีกแบบในวันนี้ Digital Footprint ตามกลับมาคิดบัญชีเราได้แน่ แต่มันจะเป็นหลักฐานในแง่ไหนกันล่ะ แง่ที่แสดงความลักลั่นทางความคิด ความน่าละอายที่เคยก่อไว้ หรือเป็นหลักฐานว่าเราเติบโตขึ้นแล้วกันแน่

เราในวันนี้ เราในวันนั้น ใครกันคือเราที่แท้
อยากจะยกตัวอย่างถึงผู้มีชื่อเสียงที่โดนขุดถึงความเห็นในอดีต แต่หากจะมองให้ใกล้ตัวถึงตัวเราเองอาจจะช่วยให้เราได้คำตอบที่ซื่อสัตย์กับความรู้สึกมากกว่า เวลาเรากลับไปเห็นโพสต์เก่าๆ ของเราเอง หรือหากเราเป็นคนโดนขุดเสียเอง โดยที่เรามั่นใจว่าเราในวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างวันนั้นแล้ว
ใครคนเก่าคนนั้นจะยังนับว่าคือตัวเราอยู่ไหม แล้วใครคือตัวตนที่แท้จริงของเรากันนะ เราในวันนั้นหรือเราในวันนี้ อาจารย์ตอบเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมยกตัวอย่างโดยละเอียดไว้ว่า
“ตัวตนของเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ริเกอร์มองว่าตัวตนของคนเราเป็นพลวัต เราเป็นคนเดียวคนเดิมกับเมื่อก่อนนั่นแหละ แต่เราเองก็เปลี่ยนแปลงไป ทำไมต้องระบุอัตลักษณ์ (identity) ก็เพราะว่าเราจะทำความเข้าใจตัวเองได้ว่า เราคือใคร เราทำอะไร ทำอย่างนั้นทำไม การกระทำนั้นเราต้องรับผิดชอบหรือเปล่า
ถ้าเรามองว่าเราไม่ใช่คนเดียวคนเดิมจากอดีต เราก็อ้างได้ว่า คนที่เป่านกหวีดเรียกทหารมารัฐประหารมันไม่มีอยู่แล้ว แบบนี้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่เนื่องจากว่าคนเราไม่ใช่สิ่งของ ผมระบุได้ว่ารถ Ford Fieta ที่ผมขับมาสิบกว่าปี เป็นรถคันเดียวกันเดิมกับตอนที่ซื้อมันมาเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพราะมันเป็นสิ่งเดียวสิ่งเดิม (sameness) เรียกเป็นภาษาละตินแบบเท่หน่อยว่า idem แม้ว่าจะเปลี่ยนอะไหล่ไปมากมายแล้วก็ตาม แต่คนเราเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่โครงสร้างกายภาพ เราเปลี่ยนแปลงบุคลิก ลักษณะ ความคิดฝัน การมองตัวเอง เราเรียกสิ่งนี้ว่าตัวตน (self) ภาษาละตินว่า ipse ทีนี้อัตลักษณ์ของเรามันก็เปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องราว และวิธีที่เราเล่าเรื่องราวตัวเอง
พูดแบบซีโมนเดอ โบวัวร์ (Simone de Beauvoir) ในหนังสือ The Ethics of Ambiguity หรือจริยศาสตร์ความคลุมเครือ เธอบอกว่าตัวตนของเราไม่ได้ถูกแช่แข็ง แน่นอนตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงกลายเป็น (becoming) อยู่ตลอดเวลา แต่ในโลกดิจิทัล digital footprint ทำให้เรากลายเป็นวัตถุ เราไม่สามารถเลือกจะเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งๆที่มองในแง่หนึ่ง ความคลุมเครือนี่แหละที่ทำให้เรามีเสรีภาพ สามารถเลือกที่จะเติบโตหรือเป็นอย่างอื่นได้ ทั้งที่ความคลุมเครือนี่แหละให้เสรีภาพแก่เรา
ไม่ใช่แค่นั้นนะ digital footprint แบบที่เราไม่ได้ตั้งใจทิ้งไว้ แต่มันถูกเก็บใน Big Data ก็ส่งผลกระทบตัวตัวตนของเรา อย่างกรณีของจูดี้ โทมัส (Judy Thomas) ผู้อาศัยที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา แต่ฐานข้อมูลดันระบุว่าเธอเป็นบุคคลเดียวกับคนชื่อเดียวกันในฐานข้อมูลเครดิต (credit reprot) ซึ่งอีกคนที่ว่านั้นไม่มีเครดิตในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัย เธอต้องเสียเวลาและเสียเงินมากมายเพื่อที่จะแก้ข้อมูลพวกนี้ ยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีก เช่น คนที่เกิดและโตที่ในย่านคนจน แต่เป็นคนขยัน อยากไต่เต้าเป็นผู้ประกอบการ แต่ดันของสินเชื่อไม่ได้ เหล่านี้เป็นต้น แสดงให้เห็นว่า digital footprint มันกำหนดตัวตนของเราให้กลายเป็นวัตถุ เป็นข้อมูล เป็นตัวเลข ใครสนใจเรื่องพวกนี้ผมแนะนำให้อ่านหนังสือ Weapons of Math Destruction บิ๊กดาต้ามหาประลัย ของ Cathy O’Neil ที่แปลเป็นไทยโดย ทีปกรณ์ วุฒิพิทยามงคล”

การเปลี่ยนแปลงที่ถูกจับตาทุกฝีก้าว
เราในวันนี้และเราในวันนั้นต่างเป็นคนเดียวกัน เราเรียนรู้ เปลี่ยนแปลงไปได้เช่นเดียวกับสิ่งอื่นในโลก ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน แต่การมีหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงเป็นร่องรอยดิจิทัลนั้น อาจทำให้เรากระอักกระอ่วนต่อการเปลี่ยนแปลงของเราเอง อาจด้วยความรู้สึกของการถูกจับจ้องอยู่ตลอดเวลา กระตุ้นเตือนตัวเองเสมอว่าสิ่งนี้จะติดตัวเราไป ท่ามกลางความรู้สึกที่ถูกจับต้องเช่นนี้ เรายังจะสามารถมีเสรีภาพในการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริงไหม
“ย้อนกลับไปที่ซีโมน เดอ โบวัวร์ คนเรามันไม่ใช่ก้อนหิน มันมีความคลุมเครือ ถ้าถูกมอง และถูกกำหนดโดยสายตาคนอื่น เราก็กลายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจาก สลิ่ม นางแบก ด้อมส้ม ดีหน่อยตอนนี้ทุกคนตีกันนุงนังไปหมด พูดง่ายๆ คือเป็นสลิ่มกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทำให้เห็นเลยว่าคนที่ดูหัวก้าวหน้าก็มีความชาตินิยมจัดได้
ในด้านหนึ่ง Digital Footprint มันก็เป็นชะนักติดหลังเรา ในหนังเรื่อง Ex Machina ตัวละครหลักไปตกหลุมรักโรบอตสาวเข้า หน้าตาเย้ายวนชวนค้นหา แต่กลับกลายเป็นถูกหลอกล่อเพราะที่จริงหน้าตาโรบอตสาวนั่นก็มาจาก Digital Footprint ที่เขาเข้าไปดู Pornhub เหมือนดารา AV คนโปรด นี่แหละ สิ่งที่ “ออกมาจากเครื่องจักร” ที่แปลมาจากคำศัพท์การละครอย่าง ex machina
อาจจะไม่ใช่เทพที่จะมาช่วยพระเอกเหมือนในละครกรีกโบราณก็ได้ แต่กลับเป็นสิ่งที่จะแว้งกัดเรา ในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจเหมือนพระเอกในหนังเรื่อง Don’t Look Up! เขาถูก AI คำนวณและทำนายว่าจะต้องตายอย่างโดดเดี่ยว สุดท้ายแล้วมนุษย์ก็มีด้านที่เป็นความเร้นลับที่ไม่อาจคำนวณได้ และสิ่งนี้เองที่ทำให้เราเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีได้ จะเรียกว่าเป็นเสรีภาพก็ได้ เรื่องจบยังไงของให้ไปดูเอาเอง”
เราในวันนี้ต้องโอบรับเราในวันนั้น เพราะเราทั้งสองต่างเป็นเราคนเดียวกันที่เดินทางบนเส้นตรงของกาลเวลา โอบรับเช่นเดียวกับที่เราทำกับความเปลี่ยนแปลงมากมายอื่นๆ บนโลก