กระแสการปลดพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ ‘คำอธิบาย’ ของผู้บริหาร จากเดิมที่มักอ้างว่าเป็นการ ‘ลีน’ เพื่อประสิทธิภาพองค์กร แต่ปัจจุบันเหตุผลหลักกำลังซัดทอดไปที่ AI แทบทั้งหมด โดยส่วนหนึ่งยอมรับว่า AI ได้ให้ผลิตภาพมากขึ้น ขณะที่ใช้คนจำนวนน้อยลง
ในวันที่ AI สามารถเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานระดับ Entry-level ได้ กลายเป็นคำถามสำคัญในบนสนทนาของโลกอินเทอร์เน็ตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ถ้าบริษัทยืนยันที่จะไม่รับเด็กจบใหม่เข้ามาเรียนรู้งานเลย แล้วพวกเขาจะหาประสบการณ์การทำงานได้จากไหน แล้วใครจะเป็นกำลังสำคัญทดแทน Senior ที่จะต้องปลดระวางในอนาคต
ระบบการเรียนรู้ในโลกการทำงานกำลังถูกเร่งรัดตัดตอนไปหรือไม่ แล้วผลิตภาพจาก AI มันใช้การได้จริงไหม ในเมื่อสุดท้ายเรายังต้องการใครสักคนที่หูตาไวพอมาตรวจสอบการทำงานของมัน ตรงกันข้าม AI กลับทำให้เราทื่อลงเรื่อยๆ ท่ามกลางโลกที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
แม้แต่วัยทำงานก็ต้องเรียนรู้
ที่ผ่านมา งานระดับ Entry-level ทำหน้าเป็นคล้ายๆ กับพื้นที่เรียนรู้งานในโลกของการทำงาน เด็กจบใหม่มักเริ่มจากงานจิปาถะ ซึ่งให้ความหมายมากกว่างานเบ็ดเตล็ดทั่วไป แต่เด็กจบใหม่จะได้สะสมประสบการณ์เพื่อเติบโตในสายอาชีพเหล่านั้น รวมถึงการได้ชั่งตวงวัดว่า ตนเองพึงพอใจกับสายงานที่ทำอยู่หรือไม่ หรือมีทักษะคู่ขนานใดอีกบ้างที่ฉันต้องขวนขวายเพิ่ม
วันหนึ่ง AI ก็เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานสู่ยุคใหม่ รายงานของ Bloomberg ชี้ว่า แม้จะมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดงานใหม่ถึง 170 ล้านตำแหน่งในทศวรรษนี้ แต่ AI ก็มีแนวโน้มจะเข้ามาแทนที่งานจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะงานระดับ Entry-level เช่น งานวิเคราะห์ตลาดที่อาจถูกแทนที่ได้มากกว่า 50% หรือพนักงานขายที่อาจถูกแทนที่ได้ถึง 67% ในขณะที่ตำแหน่งระดับผู้จัดการ ระดับบนๆ ได้รับผลกระทบน้อยกว่ามาก
ผลที่ตามมาคือ ประตูเข้าสู่ตลาดแรงงานอาจแคบลง (ก็คือเด็กหางานยากขึ้น) และงานที่เคยต้องใช้ทักษะเฉพาะทางก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้มากขึ้นจากการมี AI ช่วยเหลือ ประเมินกันว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า งานในสหรัฐฯ เกือบ 50 ล้านตำแหน่งอาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มดังกล่าว ซึ่งทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะมีงานพอไหม แต่คือคนรุ่นใหม่จะเริ่มต้นและเรียนรู้ในโลกการทำงานได้อย่างไร
คนกลุ่มแรกที่ขึ้นรถไฟขบวนสุดท้ายไม่ทัน?
การสำรวจของ TDRI ในปี 2567 พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงต้องการประสบการณ์เป็นหลัก โดยตำแหน่งงานส่วนใหญ่ต้องการผู้มีประสบการณ์อย่างน้อย 1-2 ปี (38.3%) และอีกเกือบ 1 ใน 4 ต้องการประสบการณ์ 3 ปีขึ้นไป (24.8%) ขณะที่งานสำหรับคนไม่มีประสบการณ์มีเพียง 22.3% เท่านั้น สะท้อนว่าคนจบใหม่มีโอกาสเข้าสู่ตลาดแรงงานค่อนข้างจำกัด และการแข่งขันสูงขึ้น เพราะนายจ้างส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับการใช้งานได้ทันที มากกว่าการเปิดรับคนใหม่เข้าไปเรียนรู้งาน
สำหรับคนรุ่นก่อนหน้าก็อาจจะนับได้ว่าเป็นรถขบวนสุดท้าย ก่อนที่ AI จะเข้ามาทำให้ตลาดงานปั่นป่วน แต่แล้วสำหรับเด็กจบใหม่ที่ยังน้อยประสบการณ์อยู่ จะเอาตัวรอดกันอย่างไร?
The MATTER พูดคุยกับ ภูมิปรินทร์ มะโน Software Engineer ที่เห็นว่าศักยภาพของ AI กำลังส่งผลโดยตรงต่อคนทำงานในอุตสาหกรรมโปรแกรมเมอร์และซอฟต์แวร์ โครงสร้างการจ้างงานในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปบริษัทจำนวนมากลดการรับเด็กจบใหม่ และตั้งเกณฑ์ประสบการณ์สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมที่องค์กรเคยเป็นพื้นที่ฝึกฝนคนรุ่นใหม่ กลับกลายเป็นการคัดเลือกเฉพาะคนระดับ mid-level หรือ senior เพื่อเน้นใช้งานได้ทันที ส่งผลให้พื้นที่สำหรับการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริงมีน้อยลงเรื่อยๆ
งานที่เคยเป็นพื้นที่ฝึกฝนของเด็กฝึกงานหรือ junior เช่น งานจำพวกการทดลองไอเดีย (proof of concept) หรืองานที่มีความเสี่ยงต่ำ ถูกแทนที่ด้วย AI ทำให้เมื่อคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน นายจ้างก็หวังให้ทำงานที่พร้อมใช้ได้เลย ซึ่งเป็นความคาดหวังที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะทักษะที่เด็กจบใหม่ได้ติดตัวมาจากระบบการศึกษา ก็เป็นทักษะของโลกยุคเก่าไปเสียแล้ว ส่วนเด็กที่อยู่ในระบบ อย่างน้อยก็ยังมีเวลาปรับตัวได้นานกว่า
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ AI แทบจะเสกอะไรขึ้นมาก็ได้นั้น เรากลับต้องเรียนรู้กันให้มากขึ้น เพราะผลผลิตที่ได้จาก AI ผิวเผินดูจะหมดจดไร้ที่ติ แต่มันก็สร้างข้อผิดพลาดที่ซับซ้อนและตรวจจับได้ยากเช่นกัน หลายคนมักใช้งาน AI เขียนและสร้างทุกอย่าง พอเกิดปัญหา กลับไม่สามารถย้อนแก้ไขจุดบกพร่องนั้นได้ เพราะไม่ได้เป็นลงมือเขียนขึ้นด้วยตัวเอง สำหรับภูมิปรินทร์ มองว่านี่เป็นความย้อนแย้งที่เกิดขึ้น คือ เราหวังให้ AI แทนที่งานทักษะพื้นๆ แต่เราก็ปฏิเสธการตรวจสอบการทำงานของมันไม่ได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยทักษะประสบการณ์ในการกำกับควบคุมอยู่ดี
“คุณค่างานซอฟต์แวร์กำลังถูกลดทอนลง ในสายตาคนนอก เครื่องมือ AI ทำให้การสร้างสิ่งต่างๆ ดูง่าย รวดเร็ว และแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม แต่สิ่งนี้อาจทำให้สังคมมองงานเทคโนโลยีเป็นของที่หยิบใช้ได้เลย โดยลืมไปว่า มันมีกระบวนการคิดอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านั้น” ภูมิปรินทร์ มะโน กล่าว
มันจึงกลับมาที่คำถามว่า หากองค์กรลดการรับคนใหม่ และใช้ AI ทดแทนงานพื้นฐาน ระบบการเรียนรู้ในโลกการทำงานจะดำเนินต่อไปได้อย่างไร?
สำหรับภูมิปรินทร์ เชื่อว่า เราจำเป็นต้องสอนงาน และถ่ายทอดความรู้กันให้มากขึ้น เพราะงานการตรวจสอบ AI เป็นงานละเอียด และอาศัย Human Skill ร่วมด้วย การเรียนรู้ด้วยตนเองเพียงลำพังไม่เพียงพอแน่ๆ แต่ในความจริง หลายบริษัทกำลังลดบทบาทการเป็นพื้นที่ฝึกฝนแรงงานลง และผลักภาระให้คนรุ่นใหม่ต้องสร้างประสบการณ์เอง ผ่านการหาทำไปเรื่อยๆ เช่น ทำโปรเจกต์ส่วนตัว รับงานอิสระ ทำอาสาสมัคร ซึ่งฟังก็ดูเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่มีต้นทุนพร้อม
การศึกษาโลกเดิมกับโจทย์โลกยุคใหม่
ผลการสำรวจกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลกในปี 2565 เผยว่า แรงงานและเยาวชนอายุ 15-64 ปีถึง 74% มีทักษะด้านดิจิทัลที่ต่ำกว่าเกณฑ์ หากยกตัวอย่างให้เข้าใจ คือ คนกลุ่มนี้ประสบปัญหาในการใช้อุปกรณ์ชี้ตำแหน่ง (pointing device) และแป้นพิมพ์ (keyboard) บนคอมพิวเตอร์พกพาและไม่สามารถทำงานง่ายๆ เช่น การค้นหาราคาที่ถูกต้องของสินค้าจากเว็บไซต์
ยิ่งกว่านั้นเกือบ 2 ใน 3 ยังมีทักษะการรู้หนังสือที่ต่ำกว่าเกณฑ์ กล่าวคือ คนกลุ่มนี้ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้นๆ เพื่อแก้ปัญหาง่ายๆ เช่น การทำตามฉลากยา เป็นต้น โดยทักษะเหล่านี้ถูกนิยามว่าเป็น ‘ทักษะต้นทุนชีวิต’ ที่เป็นรากฐานของการมีใช้ชีวิตและทำงานในโลกปัจจุบัน แต่ระบบการศึกษากลับไม่สามารถสร้างเยาวชนให้พร้อมต่อการอยู่รอดได้
สำหรับภูมิปรินทร์ มองว่าทั้งระบบการศึกษาและโลกการทำงานยังไม่สามารถรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างเหมาะสม การศึกษายังคงเน้นการถ่ายทอดความรู้ให้มาก ขณะที่ทักษะสำคัญในยุค AI คือการคิดเชิงระบบ หรือการตั้งคำถาม ซึ่งไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเพียงพอ ส่งผลให้แรงงานรุ่นใหม่ขาดฐานคิดที่จำเป็นต่อการต่อยอดด้วยเครื่องมือ AI
ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อยากให้ทุกคนสิ้นหวัง วงการซอฟต์แวร์หรืออาชีพโปรแกรมเมอร์ยังไม่ได้ถึงคราวอวสาน แต่เราจะเข้าสู่ยุคใหม่ เริ่มวางมาตรฐานงานกันใหม่ ชิ้นงานที่บกพร่องในคุณภาพจากการใช้ AI อย่างไม่ระมัดระวังจะเพิ่มขึ้น และท้ายที่สุดจะนำไปสู่ความต้องการแรงงานที่มีทักษะสูงเพื่อเข้ามาแก้ไข สถานการณ์นี้จึงอาจเป็นวัฏจักรที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เพียงแต่วัฏจักรนี้กำลังหมุนเร็วขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ผันผ่านทุกไตรมาส
แต่ถึงโลกจะหมุนเร็วมากขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องวิ่งตามให้ทันอยู่ตลอด การเร่งรัดให้คนมีประสบการณ์เร็วขึ้นเหมือนที่เด็กจบใหม่เผชิญหน้าอยู่อาจไม่ใช่คำตอบ เพราะการเรียนรู้ยังคงต้องอาศัยเวลาและการสะสมประสบการณ์จริง สิ่งที่เราควรขบคิดกันใหม่ คือการหาคำตอบว่าเราจะมีระบบการศึกษาไปเพื่อสิ่งใดแน่? การท่องจำยังคงจำเป็นอยู่หรือไม่? ทักษะแบบใดที่เราควรปลูกฝังให้เยาวชนและคนวัยแรงงาน เพื่อให้เขาสามารถสร้างองค์ความรู้ได้เองตลอดชีวิต
อย่างไรเสีย องค์กรก็ต้องหันกลับมาลงทุนในมนุษย์
หลายคนมองว่า การมาของ AI ย่อมเป็นคุณประโยชน์ หากเราใช้งานมันอย่างที่ควรจะเป็น หลายบริษัทมีการนำเทคโนโลยี AI ไปใช้ทดแทนงานที่ซ้ำซาก จำเจ หรือมีความเสี่ยงสูง และผันแรงของมนุษย์ ไปสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์แทน เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อแรงงานนี้ถือว่า Win-Win กันทั้งสองฝ่าย นายทุนได้งานเร็ว ส่วนแรงงานก็ไม่เสียงานไป และได้ทำงานที่มีความหมายมากขึ้น
สอดคล้องกับความเห็นของ ณภัทร ชัยเจริญสุขเกษม Product Owner ของบริษัทเทคโนโลยีบล็อกเชนแห่งหนึ่ง ที่ร่วมพูดคุยประเด็นนี้กับเรา
ณภัทร เชื่อว่า ในระยะสั้น จะมีกระแสที่หลายบริษัทแห่ใช้งาน AI ทดแทนงานระดับ Entry-level แล้วหันมารับแต่บุคลากรที่พร้อมใช้งาน แต่เมื่อมองเกมยาว องค์กรไม่สามารถพึ่งพาแต่แรงงานที่มีประสบการณ์หรือ AI ได้เพียงอย่างเดียว เพราะแต่ละอุตสาหกรรมก็อาศัยความเข้าใจเชิงลึกที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์จริงของแรงงานในสายงานนั้น ซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในระยะสั้น หรือยัดให้เข้าใจได้ด้วย AI หากองค์กรละเลยการพัฒนาคนใหม่ๆ สุดท้ายก็อาจจะขาดฐานบุคลากรที่เติบโตขึ้นมาเป็นกำลังหลักในอนาคต อย่างบริษัทที่เขาทำอยู่ ก็มักเปรียบคนทำงานเป็นทีมฟุตบอล ถ้าทีมที่ไม่มีระบบปั้นนักเตะใหม่เข้ามาเรียนรู้กับทีม สุดท้ายจะเผชิญปัญหาขาดคนที่เข้าใจเกม พอถึงวันนั้นก็หันมาพัฒนาคนกันใหม่ก็ไม่ทันแล้ว
ไม่ใช่แค่เรื่องขาดคน แต่ AI ก็ไม่สามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ไปได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะงานที่ต้องเชื่อมต่อกับมนุษย์ด้วยกันเอง (เอาจริงๆ งานแทบทุกอย่างบนโลกก็เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองมนุษย์) ซึ่งยังต้องอาศัยมนุษย์เป็นหลัก AI จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือช่วยมากกว่าการแทนที่ทั้งหมด
“AI มันแทนงานบางส่วนได้จริง โดยเฉพาะงานที่เป็นแพตเทิร์นซ้ำ ๆ แต่ในงานที่ต้องตัดสินใจหรือเข้าใจบริบทลึก ๆ ยังไงก็ต้องใช้คนอยู่ดี เพราะสุดท้ายคนคือคนที่รู้ว่าจะให้ AI ทำอะไร และแก้ตรงไหน” ณภัทร ชัยเจริญสุขเกษม กล่าว
ณภัทรสะท้อนว่า เท่าที่รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหารบนเวทีอย่าง World Economic Forum ยอมรับว่า “AI มันจะเข้ามาแทนที่งานบางส่วนแน่นอน” แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มองว่า AI จะทดแทนมนุษย์ได้ทั้งหมด เพราะในงานจริงยังต้องใช้ความเข้าใจบริบทที่ต้องอาศัยประสบการณ์ของคนอยู่เสมอ สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ผู้บริหารจะเดินหน้าลงทุนและผลักดันการใช้ AI มากขึ้น แต่หลายองค์กรก็ยังเห็นความสำคัญของการมีคนในระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากรตั้งแต่ระดับแรกเริ่ม
แทนที่บริษัทจะตัดงานระดับ Entry-level ทิ้งไป อีกทางหนึ่งคือใช้ AI มาเป็นเครื่องมือช่วยสอนงานและปั้นคนรุ่นใหม่ให้โตขึ้นเป็นคนสำคัญขององค์กรในอนาคต โครงสร้างการทำงานแบบเดิมๆ ก็อาจต้องปรับใหม่ เช่น การเลิกยึดติดกับระบบค่าแรงรายชั่วโมง หรือหันมาให้ความสำคัญกับการเรียนรู้งานมากขึ้น
ท่ามกลางโลกที่ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทางออกคงไม่ใช่การเลือกเอาแค่มนุษย์หรือ AI แต่เป็นโจทย์ขององค์กรด้วยเช่นกัน ว่าจะออกแบบระบบที่ให้ทั้งสองส่วนทำงานร่วมกัน โดยยังคงรักษาพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์ได้อย่างไร
อ้างอิงจาก