ในยุคที่การตลาดและบริโภคนิยมล้อมเราไว้ทุกทิศทาง ความสะดวกสบายและอาหารรสจัดจ้านกำลังสปอยล์สมองของเราจนลืมไปว่าอวัยวะภายในกำลังทำงานหนักเกินรับไหว
สถิติคนไทยป่วยด้วยโรค NCDs ทั้งเบาหวาน ความดัน และโรคอ้วน พุ่งสูงขึ้นจนน่าตกใจ เป็นสัญญาณเตือนว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบกำไรวันนี้ แต่ขาดทุนในระยะยาว
สสส. จึงกลับมาพร้อมกับแคมเปญ Thai Health Day Run 2026 กับแนวคิด “แค่ออกวิ่ง อวัยวะก็ออกวิ่งด้วย” ซึ่งไม่ใช่แค่การชวนคนมาเอาเหงื่อออกเพื่อลดน้ำหนักแบบที่คุ้นเคย แต่เป็นการชวนให้เรากลับมามองเพื่อนที่ซื่อสัตย์ที่สุดอย่าง ‘อวัยวะภายใน’ ที่อยากจะลุกขึ้นมาขยับเขยื้อนไปพร้อมกับเรา เพื่อต่อลมหายใจให้ร่างกายในวันที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยสิ่งเร้าที่ทำร้ายสุขภาพ
The MATTER ชวนคุยกับ หมอบอย นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ถึงเบื้องหลังแนวคิดที่อยากเปลี่ยน ‘งานวิ่ง’ ให้กลายเป็น ‘วิถีชีวิต’ และการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ยั่งยืน ตั้งแต่การวิ่งหน้าปากซอยบ้าน ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานงานวิ่งให้ปลอดภัยและสนุกสำหรับทุกคน เพื่อให้การวิ่งไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือวัฒนธรรมใหม่ที่จะช่วยให้คนไทยแข็งแรง

คอนเซ็ปต์งานครั้งนี้ดูน่าสนใจมาก “แค่ออกวิ่ง อวัยวะก็ออกวิ่งด้วย” คำนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
จริงๆ แล้วเราอยากให้คนเห็นภาพว่าอวัยวะภายในเป็นทั้ง ‘ข้าทาสที่ซื่อสัตย์’ และ ‘เพื่อนที่ดีที่สุด’ ที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต แต่ปัญหาคืออวัยวะเหล่านี้เขาจะออกกำลังกายได้ ก็ต้องพึ่งการตัดสินใจของตัวเรา หรือตัวสมองของเราเอง ซึ่งบางทีสมองเราก็มักจะติดกับดักบริโภคนิยมและกิเลส เราอยากกินเยอะ ระบบเผาผลาญเริ่มพัง และความรู้สึกไม่อยากออกกำลังกาย เพราะการนอนเล่นมันสบายกว่า
แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองมาห่วงใยอวัยวะเหล่านี้ เราจะรู้ว่าเขาเองก็อยากออกกำลังกายด้วยเหมือนกัน คำว่า “แค่ออกวิ่ง อวัยวะก็ออกวิ่งด้วย” จึงเป็นการสื่อว่าเมื่อคุณก้าวเท้า คุณกำลังพาเพื่อนคนนี้ไปดูแลตัวเอง เช่น ตับอ่อน ที่ปัจจุบันคนไทยเป็นเบาหวานกันปีละ 80,000 คน ถ้าเราออกกำลังกาย ระบบเผาผลาญจะดีขึ้น พลังงานที่กินไปไม่เหลือตกค้างเกินจำเป็น
ที่สำคัญมากคือ หลอดเลือด การออกกำลังกายหนักปานกลางจะสร้างความยืดหยุ่นให้หลอดเลือดทั่วร่างกาย ไม่ใช่แค่ที่หัวใจหรือสมอง ปกติเมื่อเวลาผ่านไปหลอดเลือดจะแก่และแข็งตัวจนเกิดความดันโลหิตสูง แต่การวิ่งจะช่วยให้หลอดเลือดยังดูหนุ่มสาวอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ กล้ามเนื้อ ที่แข็งแรงขึ้น และ สมอง ที่จะกระปรี้กระเปร่าขึ้น

ทราบมาว่ามีการพูดถึงเรื่อง ‘ต่อมไร้ท่อ’ ด้วย ซึ่งปกติไม่ค่อยมีใครเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการวิ่งเท่าไรนัก
คนไม่ค่อยรู้ว่าการวิ่งส่งผลต่อ ระบบต่อมไร้ท่อ ซึ่งทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนสำคัญ ทั้งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) หรือฮอร์โมนในกลุ่มอะดรีโนคอร์ติคอยด์ (Adrenocorticoid) ที่ควบคุมกลไกน้ำตาลและเมตาบอลิซึมทั้งหมด
เมื่อเราวิ่ง ต่อมเหล่านี้จะหลั่งสารแห่งความสุขอย่างเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา ระบบต่อมไร้ท่อมันทำหน้าที่เหมือน ‘คอนดักเตอร์’ ที่คอยสอดประสานการทำงานของร่างกายทั้งหมด คราวนี้ถ้าอวัยวะทุกส่วนสอดประสานกันแล้วบอกว่า “เรามีความสุขจังเลยที่ได้ออกกำลังกาย” อวัยวะเหล่านั้นก็จะอยู่กับเราไปได้ยาวนาน อายุยืน และที่สำคัญคือไม่ติดเตียงในตอนปลายของชีวิต
ปกติพอพูดถึงการวิ่ง คนมักจะนึกถึงแค่การลดน้ำหนัก แต่พอ สสส. หยิบเรื่องกลไกเชิงลึกอย่างอวัยวะภายในมาสื่อสาร คาดหวังว่าการรับรู้ของคนจะเปลี่ยนไปอย่างไร
เราเชื่อว่า ความรู้ที่ลึกซึ้งจะนำไปสู่การคิดและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เข้มข้น ตอนนี้เรากำลังต่อสู้กับระบบที่ใหญ่กว่าเรามาก คือระบบบริโภคนิยมและการตลาดที่กระตุ้นให้เรากินมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีของหวาน ของมัน ของเค็ม ล่อใจเราตลอดเวลา เราจึงจำเป็นต้องให้คนตระหนักรู้เพื่อชนะใจตัวเองให้ได้
ทุกอย่างไม่ใช่ของฟรี เรามีความสุขกับการเสพวันนี้ สุดท้ายเราอาจต้องชดใช้ด้วยความทุกข์จากโรคเบาหวาน ความดัน หัวใจ หรืออัมพาต ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องแลกความสุขชั่วคราวด้วยความพิการหรือการตายก่อนวัยอันควร ถ้าความรู้เรื่องอวัยวะเพื่อนรักนี้ฝังอยู่ในใจ มันจะเป็นแรงผลักดันที่ยั่งยืนกว่า

แล้วเราจะเปลี่ยนจากคนที่รับแค่ข้อมูล ไปเป็นคนที่ลุกขึ้นมาวิ่งจริงๆ ได้อย่างไร
การเปลี่ยนพฤติกรรมมีหลายเฟส บางคนฟังครั้งแรกอาจจะเฉยๆ แต่พอวันหนึ่งไปตรวจสุขภาพแล้วพบว่าความดันเริ่มสูง หรือเริ่มเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันป่วย เขาจะเริ่มคิดว่า “ถ้าฉันเป็นอะไรไป ลูกที่ยังเล็กหรือพ่อแม่จะอยู่ยังไง” ความตระหนักรู้นี้จะสะสมจนมากพอที่จะตัดสินใจเปลี่ยน
หลายคนมี Pain Point ว่า “กินเสร็จแล้วค่อยไปวิ่งชดใช้กรรม” วิธีคิดแบบการเบิร์นออกตามแคลอรีที่กินเข้าไปนี้ ถือว่าเป็นวิธีที่ถูกต้องไหม
ในเชิงหลักการมันก็กึ่งๆ จะใช้ได้ พลังงานมันเหมือนน้ำ ถ้ามามากแต่เราดูดซับและระบายออกทัน น้ำก็ไม่ท่วม การกินที่ตามใจปากจำเป็นต้องมีการออกกำลังกายมาเผาผลาญเพื่อรักษาสมดุลไม่ให้ระบบเผาผลาญพัง
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่ากินอิ่มมากแล้วไปวิ่งทันที และถ้ากินน้ำตาลเกินไปมาก ถึงจะวิ่งเผาผลาญ แต่อันตรายจากน้ำตาลที่พุ่งสูงก็ยังมีอยู่ ดังนั้นการกินที่สมดุลทั้งน้ำตาล โปรตีน ไขมัน ยังเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่ถ้าเผลอเกินไปบ้างเล็กน้อย เราก็สามารถชดเชยได้ด้วยการออกกำลังกายที่สมดุล ถ้าเราควบคุมสมดุลเข้าและออกได้ เราก็จะมีความสุขกับการกินได้ในระยะยาวและปลอดจากโรค NCDs

มีตัวเลขที่ WHO กำหนดเป้าหมายไว้ แต่ไทยยังไปไม่ถึงจุดนั้น อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรายังสอบตกคืออะไร
ความยากคือสิ่งที่เรียกว่า ระบบพาณิชย์กำหนดสุขภาพ การตลาดและสื่อโซเชียลกระตุ้นให้เรากินเกินขนาดตลอดเวลา จนมันกลายเป็นกระแสที่ไหลพาเราไปสู่โรคโดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เราต้องทำคือการพายเรือทวนน้ำ เราต้องใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์และการตระหนักรู้เพื่อควบคุมจิตใจตัวเอง
พลังของภาครัฐอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้พลังของประชาชนและชุมชนมาสร้างมวลที่แรงพอที่จะสู้กับระบบบริโภคนิยม ถ้าเราทุกคนช่วยกันโพสต์เรื่องราวดีๆ ของการออกกำลังกาย เป็นอินฟลูเอนเซอร์ให้กันและกัน เราจะสามารถสร้างวัฒนธรรมสุขภาพใหม่ที่เอาชนะภาวะเหนื่อยนิ่งได้
นี่จึงเป็นที่มาของ Thai Health Day Run 2026 ที่ตั้งใจสร้างนักวิ่งหน้าใหม่ใช่ไหม
ในงาน Thai Health Day Run 2026 นี้ เราอยากให้นักวิ่งประจำไปชวนนักวิ่งหน้าใหม่ มาลองดูสักครั้ง พอเขาได้ลองวิ่ง 3 หรือ 5 กิโลเมตร แล้วพบว่ามันไม่ได้เหนื่อยอย่างที่คิด ตื่นเช้ามาเจออากาศดี ร่างกายสดชื่นขึ้น เขาจะเริ่มทำซ้ำจนเปลี่ยนจากวินัยที่ต้องบังคับตัวเอง กลายเป็นนิสัยที่ทำได้โดยไม่มีแรงเสียดทาน และในที่สุดเขาก็จะกลายเป็นคนส่งต่อพลังนี้ให้คนอื่นต่อไป
แต่ขณะเดียวกัน งานวิ่งอีเวนต์ใหญ่ๆ มันดีในแง่การสร้างกระแส แต่มันจัดนานๆ ครั้ง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการออกกำลังกายในสวนใกล้บ้าน ถนนในหมู่บ้าน หรือพื้นที่สุขภาวะรอบตัวที่เราทำได้ทุกวัน สสส. จึงเข้าไปสนับสนุน 8 ชุมชนต้นแบบ เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่ม มีการส่งการบ้าน และมีพื้นที่ที่เอื้อต่อการวิ่งจริงๆ เมื่อสิ่งแวดล้อมดี คนก็จะลุกออกมาขยับร่างกายได้ง่ายขึ้น

งานนี้จัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 แล้ว เห็นการเติบโตอย่างไร และมาตรฐาน Safe Fair Fun จะเข้ามาเปลี่ยนวงการวิ่งไทยอย่างไร
ช่วงปีแรกๆ เราทำหน้าที่เป็นผู้กระตุ้น แต่ตอนนี้งานวิ่งในไทยบูมมาก มีปีละกว่า 1,300 งาน บทบาทของ สสส. จึงเปลี่ยนมาเป็นพี่เลี้ยงและผู้วางมาตรฐานคือ
Safe เราต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจราจร ไม่ให้คนที่มาวิ่งเพื่อสุขภาพต้องมาบาดเจ็บ
Fair การจัดงานต้องไม่เน้นหากำไรจนเกินไป ราคาค่าสมัครต้องเหมาะสม มีความยุติธรรมต่อผู้เข้าร่วม
Fun บรรยากาศต้องดี สถานที่สวยงาม และชวนให้คนในครอบครัวมาสนุกร่วมกันได้
เราพยายามทำให้มาตรฐานเหล่านี้เป็นแนวทางให้ท้องถิ่นหรือผู้จัดงานเจ้าอื่นๆ นำไปใช้ เพื่อให้การวิ่งเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่ายและปลอดภัยสำหรับทุกคน โดยเฉพาะนักวิ่งหน้าใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากงาน Thai Health Day Run ในทุกๆ ปี