กลุ่มคนเปราะบางที่ใช้ชีวิตอยู่บนฟุตบาทและพื้นที่สาธารณะหรือ ‘คนไร้บ้าน’
แม้ภาพภายนอกกลุ่มคนเหล่านี้ อาจเป็นภาระทางสังคมที่ต้องร่วมกันอุดหนุนช่วยเหลือ แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยพื้นฐานเพื่อปากท้อง แต่เป็น ‘พื้นที่ปลอดภัย’ หรือที่อยู่อาศัย ที่จะช่วยให้พวกเขากลับมาตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลืออีกต่อไป
นี่คือที่มาของการเปิดตัว ‘บ้านอิ่มใจ’ ณ อาคารการประปาแม้นศรี (เดิม) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่ได้รับการรีโนเวทใหม่ให้กลายเป็นศูนย์พักคนไร้บ้านกรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือของ สสส. กทม. พม. และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม


หากมองผ่านตัวเลขทางสถิติ สถานการณ์คนไร้บ้านในไทยกำลังส่งสัญญาณที่น่ากังวล คุณภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ได้ระบุว่าจากการแจงนับคนไร้บ้านแบบ One-night count ครั้งล่าสุด พบคนไร้บ้านทั่วประเทศ 2,499 คน และในจำนวนนี้กว่าครึ่งหนึ่งหรือประมาณ 1,274 คน กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ สภาพสังคมที่บีบคั้นทำให้คนไร้บ้านหน้าใหม่ (คนที่ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะไม่เกิน 2 ปี) มีสัดส่วนพุ่งสูงถึง 30% ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจ ตกงาน ไร้รายได้ รวมถึงความรุนแรงและความตึงเครียดภายในครอบครัวที่เป็นตัวผลักดันให้คนยอมหันหลังให้บ้านแล้วออกมาเผชิญโชคชะตาข้างถนน

ทางออกที่ สสส. และภาคีเครือข่ายพยายามผลักดันจึงไม่ใช่แค่การมอบสวัสดิการทั่วไป แต่คือแนวคิด Housing First หรือการมองว่า ‘บ้านคือปัจจัยแรก’ ที่จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งทางสังคมและสุขภาพ ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. เน้นย้ำว่า การทำงานกับคนไร้บ้านยุคใหม่ต้องเน้นไปที่กลุ่ม ‘หน้าใหม่’ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขากลายเป็นคนไร้บ้านถาวร ซึ่งจะทำให้การฟื้นฟูทำได้ยากขึ้นเป็นเท่าตัว บ้านอิ่มใจจึงถูกวางตัวให้เป็นที่พักฉุกเฉินและจุดสวัสดิการเพื่อการตั้งหลัก โดยมีระบบติดตามรายบุคคล มีฐานข้อมูลสุขภาพ และมีทีมแพทย์อาสาเข้ามาดูแลตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา


ความน่าสนใจของบ้านอิ่มใจคือการทลายกำแพงความกลัวด้วยหลักการ Low-barrier ที่เข้าถึงง่าย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อนหรือการบังคับตรวจประวัติที่น่าอึดอัดใจ โดยชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวถึงแบ่งการดูแลออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่กลุ่มฉุกเฉินที่ต้องการที่พักเร่งด่วน 7 คืน ไปจนถึงกลุ่มฟื้นฟูศักยภาพที่สมัครใจอยู่ยาว 1-2 เดือนเพื่อฝึกอาชีพ

ที่นี่รองรับได้ 200 คน โดยออกแบบพื้นที่ให้ครอบคลุมทั้งชาย หญิง และกลุ่ม LGBTQIAN+ รวมถึงมีมุมสำหรับครอบครัวในกรณีวิกฤต เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะนิยามทางเพศหรือสถานะทางสังคม
สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้ดูมีความหวังมากกว่าสถานสงเคราะห์ทั่วไป คือการใช้ทีมสหวิชาชีพทำงานร่วมกับ Peer Specialists หรืออดีตคนไร้บ้านที่ผันตัวมาเป็นผู้ดูแลเพื่อนไร้บ้าน เพราะคนที่จะเข้าใจหัวอกและความซับซ้อนของชีวิตข้างถนนได้ดีที่สุด ก็คือคนที่เคยผ่านจุดนั้นมาก่อนนั่นเอง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยทัศนคติเชิงบวกและการฝึกอาชีพที่ทำได้จริง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมา