เมื่อพูดถึง เทศกาลสงกรานต์ ภาพจำของใครหลายคนในอดีตอาจหนีไม่พ้นการสาดน้ำที่มาพร้อมกับการดื่มสังสรรค์ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ค่านิยมและพฤติกรรมของผู้คนก็เริ่มพลิกโฉมหน้าเทศกาลนี้ไปจากเดิม
เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา ณ ลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้มีการจัดงานแถลงข่าวภายใต้ชื่อ ‘สงกรานต์สร้างสรรค์ 3S: SAFE SOFT SPIRIT’ ซึ่งเป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง มูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม, กรุงเทพมหานคร (กทม.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อผลักดันให้สงกรานต์ปี 2569 กลายเป็นเทศกาลที่ปลอดภัย มีคุณค่า และตอบโจทย์คนยุคใหม่
แล้วแนวคิด 3S ที่ว่านี้คืออะไร ทำไมการเล่นน้ำแบบปลอดเหล้า ถึงกลายเป็นเทรนด์ที่คนไทยกว่า 80% โหวตให้ว่า เวิร์กกว่า ชวนมาหาคำตอบผ่านมุมมองของ ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. ไปพร้อมกัน

แนวคิด 3S: เปลี่ยน ‘ความเมา’ ให้เป็น ‘ความหมาย’
ดร.นพ.ไพโรจน์ เล่าถึงที่มาของแนวคิด 3S ไว้ว่าเกิดจากการตีโจทย์ปัญหาเดิมๆ ของเทศกาลสงกรานต์ที่มักผูกติดกับแอลกอฮอล์ นำไปสู่อุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาท “แม้เราจะมี พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อจำกัดเวลาขายและอายุผู้ซื้อ แต่ในทางปฏิบัติมันควบคุมได้ยาก เราจึงต้องเปลี่ยนมาใช้กลไกทางวัฒนธรรมแทน” ดร.นพ.ไพโรจน์ กล่าว
นั่นจึงเป็นที่มาของสมการ 3S ซึ่งประกอบไปด้วย
SAFE: การสร้างพื้นที่เล่นน้ำที่ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์
SOFT: การส่งเสริมการเล่นน้ำอย่างสุภาพ และยกระดับสู่ Soft Power
SPIRIT: สืบสานคุณค่าและจิตวิญญาณของประเพณีไทย ซึ่งเป็นการพัฒนาแนวทางใหม่ที่ผสานทั้งความสนุกและคุณค่าทางวัฒนธรรมประเพณีเข้าด้วยกัน


การเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มต้นจากการเข้าไปทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเปลี่ยนจากการให้บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสปอนเซอร์หลัก มาเป็นการให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพจัดงานตามถนนข้าวต่างๆ โดยเน้นวิถีชีวิตดั้งเดิมและปราศจากแอลกอฮอล์

สถิติชี้ชัด: คนไทยเกิน 80% เห็นด้วยกับสงกรานต์ปลอดเหล้า
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า ถ้าไม่มีเหล้า งานจะกร่อยไหม สสส. ผู้ขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบสงกรานต์ปลอดภัยมาต่อเนื่องถึง 21 ปี และข้อมูลเชิงประจักษ์ก็ให้คำตอบที่ชัดเจนว่า ไม่กร่อย แถมยังดีกว่าเดิมอีกด้วย โดยจากการสำรวจความคิดเห็นประชาชน 5,200 คน จาก 13 พื้นที่ทั่วประเทศในปี 2568 พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
82.13% ชื่นชอบการจัดงานสงกรานต์แบบปลอดเหล้า
86.42% มองว่าช่วยเพิ่มความปลอดภัย
87.27% ยืนยันว่าช่วยลดปัญหาการทะเลาะวิวาท
85.35% เห็นว่าลดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้จริง
61.25% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พึงพอใจกับงานรูปแบบนี้
80% คาดหวังประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีความสุขและปลอดภัย

“หลายคนอาจเคยคิดว่าถ้าห้ามดื่มแอลกอฮอล์คนจะไม่ชอบ แต่สถิติพบว่าคนกว่า 80% กลับชื่นชอบ เพราะรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยและพาลูกหลานมาเที่ยวได้สบายใจ” ดร.นพ.ไพโรจน์ เสริม ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z และ Alpha ที่เริ่มตั้งคำถามกับค่านิยมเดิมๆ และมองว่าความเท่ไม่ได้อยู่ที่การดื่ม พวกเขาหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้นตามเทรนด์โลกอย่าง Sober Curious หรือการสนุกได้โดยไม่ต้องเมา

จากส่วนกลาง สู่ไฮไลต์ท้องถิ่น: สงกรานต์ที่ปลอดภัยเป็นของทุกคน
ในสเกลของเมืองหลวง รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่าปีนี้มีการจัดพื้นที่ไฮไลต์อย่าง ถนนสีลม ในธีม ‘สงกรานต์ อวกาศ’ จัดเต็ม 3 วัน เพื่อยกระดับเป็น Global Destination ส่วนสยามสแควร์-เซ็นทรัลเวิลด์ จะเป็นศูนย์กลางวัยรุ่นภายใต้มาตรการปลอดแป้งและปลอดแอลกอฮอล์ โดย กทม. เน้นย้ำ 4 มาตรการเหล็ก คือ ห้ามใช้แป้ง, ห้ามปืนฉีดน้ำแรงดันสูง, ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกำหนดเวลาเล่นน้ำชัดเจน
ขณะเดียวกัน ในระดับภูมิภาคก็มีการจัด Zoning ที่น่าสนใจและดึงเอาอัตลักษณ์ท้องถิ่นออกมาโชว์ได้อย่างโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น
ขอนแก่น: ‘คลื่นมนุษย์ไร้แอลกอฮอล์ (Human Wave)’ บนถนนศรีจันทร์ พร้อมคอนเสิร์ตปลอดแอลกอฮอล์ 100%
เชียงใหม่: ‘ป๋าเวณีปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ 2569’ ชูวัฒนธรรมล้านนา กำหนดเขต Slow City และคุมเข้มแอลกอฮอล์
จันทบุรี: วัดตะปอน จัดประเพณี ‘แห่รอยพระพุทธบาทและชักเย่อเกวียนผ้าพระบาท’ อายุเก่าแก่กว่า 400 ปี ดึงเด็กและเยาวชนเข้าวัดให้ห่างไหลจากแอลกอฮอล์
ภูเก็ต: ห้างไลม์ไลท์ จัดสงกรานต์โนแอล ภายใต้ธีม Very Thai คุมเข้ม 5 ข้อ (ห้ามคนเมา, ห้ามแอลกอฮอล์/กระท่อม, ห้ามบุหรี่/กัญชา, ห้ามอาวุธ และห้ามแป้ง)
ราชบุรี: ชุมชนมอญนครชุมน์ จัดประเพณีบุญส่งข้าวแช่ รณรงค์แต่งกายนุ่งซิ่นห่มสไบ ใช้วิถีชุมชนสร้างความสงบและปลอดภัย
ด้าน นายวิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม ได้กล่าวย้ำว่า สงกรานต์ไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ตั้งแต่ปี 2566 การผลักดัน 3S จึงเป็นการพัฒนาแนวทางใหม่ที่ผสานความสนุกเข้ากับคุณค่าทางวัฒนธรรม โดยเน้นการสร้าง Zoning ปลอดเหล้า, ตั้งจุดคัดกรอง, รณรงค์ขับไม่ดื่ม และส่งเสริมวัฒนธรรมท้องถิ่น

อนาคตของสงกรานต์ไทย ในวันที่สังคมเปลี่ยนไป
เมื่อถามถึงภาพรวมในอีก 20 ปีข้างหน้า ดร.นพ.ไพโรจน์ มองว่าหากเรายังขับเคลื่อนแนวทางนี้ต่อไป ปัญหาสุขภาพและอุบัติเหตุจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจก็ต้องตื่นตัว “ภาคเอกชนจำเป็นต้องปรับตัว องค์กรต่างๆ จะต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืน และความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น บริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เองก็อาจจะต้องทบทวนบทบาท เพื่อให้สอดคล้องกับค่านิยมของสังคมยุคใหม่” ดร.นพ.ไพโรจน์ วิเคราะห์
ท้ายที่สุด ดร.นพ.ไพโรจน์ ได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายถึงคนรุ่นใหม่ที่เตรียมตัวไปลุยสาดน้ำในปีนี้ว่า “พวกเราสามารถสนุกสนานกับเทศกาลได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาเกี่ยวข้อง การได้ออกไปใช้เวลาทำกิจกรรมดีๆ มองโลกในมุมมองใหม่ๆ คือสิ่งที่ช่วยสร้างสรรค์สังคม อยากให้คนรุ่นใหม่ใช้พลังที่มีขับเคลื่อนสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งผู้ใหญ่เองก็พร้อมเปิดพื้นที่ รับฟัง และสนับสนุน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยต่อไป”