เคยสงสัยไหมว่า ทุกเช้าที่ตอกบัตรเข้าทำงานจนถึงเย็นย่ำที่สแกนนิ้วออก พนักงานหนึ่งคนต้องสูญเสียพลังงานชีวิตไปเท่าไหร่เพื่อแลกกับเงินเดือน
ตัวเลขที่น่าตกใจคือ 74% ของแรงงานไทยกำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มโรค NCDs หรือโรคไม่ติดต่อ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่ความเจ็บป่วยส่วนบุคคล แต่คือวิกฤตที่กำลังกัดกิน ‘ผลิตภาพ’ (Productivity) และบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเงียบๆ เมื่อพนักงานป่วย การขาด ลา มาสายย่อมเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายมหาศาลและประสิทธิภาพการทำงานที่ถดถอย
ที่ผ่านมา องค์กรส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาด้วยการจัดสวัสดิการ อย่างการตรวจสุขภาพประจำปี แต่บ่อยครั้งที่ผลตรวจเหล่านั้น ไม่มีการนำมาบริหารจัดการหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างแท้จริง แนวทางเดิมๆ เหล่านี้ไม่สามารถตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแรงงานในยุคที่ประเทศกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และกำลังเผชิญกับภาวะขาดแคลนแรงงานเกิดใหม่ในอนาคตได้ ล่าสุด สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้สานพลังภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อน MOU ร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานระดับชาติ เพื่อยกระดับการทำ ‘องค์กรสุขภาวะ’ หรือ Happy Workplace ให้เป็นระบบที่มีการวัดผลด้วย Data และเชื่อมโยงกับมาตรฐานความยั่งยืนอย่าง ESG
The MATTER ชวนคุยกับ พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กร สสส. (สำนัก 8) ถึงทางออกที่จะเปลี่ยนลูกจ้างป่วยให้เป็นพลังขององค์กร ท่ามกลางสมการที่บริษัทได้กำไร และพนักงานได้คุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน

ตัวเลข 74% ของแรงงานที่ป่วยเป็นโรค NCDs ทาง สสส. มองความรุนแรงของปัญหานี้อย่างไร
เรามองผลกระทบไปไกลกว่าเรื่องสุขภาพ แต่คือเรื่อง ‘ผลิตภาพ’ ของประเทศ การที่แรงงานมีสุขภาพไม่ดีจะนำมาซึ่งปัญหาการขาด ลา มาสาย ค่าประกันที่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงการทำงานที่ไม่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลต่อการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ สุขภาพนั้นแบ่งได้เป็นสองฝั่ง คือฝั่งสีแดงที่ป่วยแล้วต้องไปรักษา กับฝั่งสีเขียวที่ยังไม่ป่วย
สสส. พยายามผลักดันให้น้ำหนักการทำงานมาอยู่ที่ฝั่งสีเขียวให้มากขึ้น เพื่อรักษาสภาพความไม่ป่วยให้แรงงานทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ เพราะการป้องกันมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าการที่ต้องไปรักษาในภายหลัง นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาลที่สูงแล้ว ประเทศไทยยังต้องสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน และเผชิญปัญหาการป่วยตายก่อนวัยอันควร

หลายองค์กรใหญ่มีสวัสดิการสุขภาพให้พนักงานอยู่แล้ว ทำไมปัญหาเหล่านี้ถึงยังแก้ไม่ตก
เพราะที่ผ่านมาเรามองเรื่องสุขภาพเป็นแค่เรื่องสวัสดิการ หลายองค์กรให้พนักงานตรวจสุขภาพเสร็จแล้ว ผลตรวจก็ไม่ได้นำมาบริหารจัดการต่อ หรือจัดกิจกรรมเต้นแอโรบิก พอมีคนเข้าร่วมถ่ายรูปเสร็จแล้วก็จบไป การจะทำให้สำเร็จได้นั้นต้องมีปัจจัยหลักๆ คือ ผู้บริหารเบอร์หนึ่งต้องร่วมทำเป็นแบบอย่าง ต้องมีการใช้ Data เก็บข้อมูลติดตามผลอย่างชัดเจน และต้องมีการสื่อสารตลอดเวลา
อย่างใน สสส. เอง เรานำผลตรวจมาแบ่งกลุ่มสีเขียว เหลือง แดง และมีโค้ชดูแลเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย เรามีการตั้งเป้าหมายการเดิน จัดทำรายงานเปรียบเทียบข้อมูล และนำผลลัพธ์ขึ้นบอร์ดโชว์ให้เห็นว่าแผนกไหนทำได้ดี สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จน CEO ของเราสามารถลดน้ำหนักได้ 10 กิโลกรัม และพนักงานบางคนลดได้ถึง 20 กิโลกรัม

การสานพลังภาคีเครือข่ายระดับชาติ หรือการทำ MOU ครั้งนี้ สสส. วางเป้าหมายไว้อย่างไร
สสส. วางตำแหน่งตัวเองเป็นคนกลางคอยสานพลังให้หน่วยงานต่างๆ มาทำงานบูรณาการร่วมกัน จากเดิมที่แต่ละกระทรวงต่างคนต่างทำงานในเชิง Operation ของตนเอง หรือทำ MOU กันเฉพาะรายบุคคลซึ่งพอเปลี่ยนคนก็จบ ตอนนี้เราใช้กระทรวงต่างๆ เข้ามาบูรณาการ มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและวางแผนยุทธศาสตร์เป็นระบบ
เราเห็นโมเดลความสำเร็จจากประเทศญี่ปุ่น ที่หน่วยงานรัฐจับมือกันสร้างเกณฑ์ประเมินองค์กร ญี่ปุ่นมีการยกย่องบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่งแรกที่ผ่านเกณฑ์ว่าเป็น ‘White 500’ และให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยเงินกู้ราคาถูก ผลลัพธ์คือญี่ปุ่นสามารถกดอัตราผู้ป่วยเบาหวานลงได้ และหุ้นของบริษัทกลุ่มนี้ก็มีการซื้อขายที่ดีขึ้น เรามองว่าการมีเกณฑ์ประเมินที่เป็นกลางและการทำงานร่วมกันของภาคีเครือข่าย จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการขับเคลื่อนระบบนี้ในไทย

การนำเรื่องสุขภาพไปผูกกับเทรนด์ความยั่งยืนอย่าง ESG จะช่วยจูงใจให้องค์กรเอกชนหันมาลงทุนด้านนี้ได้มากขึ้นรึเปล่า
ESG คือกรอบของความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยง ซึ่งตัว S หรือ Social เป็นมิติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องคนและความปลอดภัย ในปัจจุบันที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย แรงงานเกิดใหม่ลดลง องค์กรจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพแรงงานที่มีอยู่ให้สามารถทำงานต่อไปได้
สสส. ได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อผลักดันให้องค์กรนำเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพเข้าไปอยู่ในยุทธศาสตร์ และนำผลไปใช้ในการรายงานด้านความยั่งยืน องค์กรที่มีคะแนน ESG สูงๆ จะได้รับความสนใจจากบริษัทและนักลงทุน เพราะถือว่าได้บริหารความเสี่ยงเรื่องคนไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น การมีเกณฑ์ประเมินและแรงจูงใจทางสังคม จะใช้เป็นกลไกการตลาดช่วยผลักดันให้การสร้างเสริมสุขภาพเป็นแกนหลักที่ทุกองค์กรต้องทำ
ในแง่การปฏิบัติ เครื่องมือของกรมอนามัยอย่าง ’10 Package Plus’ จะเข้ามาช่วยปรับพฤติกรรมในออฟฟิศได้อย่างไร
แพ็กเกจนี้เป็นการนำแนวคิด Happy Workplace มาพัฒนาต่อยอด โดยมีคีย์เวิร์ดหลักคือการ ‘ลดปัจจัยเสี่ยง เสริมปัจจัยดี’ ครอบคลุมตั้งแต่มิติของบุคคล ครอบครัว และชุมชน เช่น แพ็กเกจหุ่นดีสุขภาพดี, การรับมือกับออฟฟิศซินโดรม, การดูแลแรงงานต่างชาติ ไปจนถึงการทำโรงอาหารปลอดภัย และการปลอดแอลกอฮอล์รวมถึงบุหรี่
ทริคสำคัญในการนำไปปฏิบัติคือ ค่อยๆ เลือกทำทีละประเด็น อย่าโยนทั้ง 10 แพ็กเกจให้พนักงานทำพร้อมกัน เพราะคนเรามักไม่ชอบการถูกเปลี่ยนแปลง เราควรเลือกประเด็นที่สร้างผลลัพธ์ได้เร็ว เช่น การโฟกัสเรื่องการลดน้ำหนักหรือค่า BMI เพียงเรื่องเดียว เมื่อพนักงานเริ่มเห็นผลลัพธ์ว่าดีขึ้น เขาจะเปิดรับและร้องหาการเปลี่ยนแปลงในประเด็นอื่นๆ ตามมาเอง

อยากฝากอะไรถึงฝั่งลูกจ้างและนายจ้าง ในการร่วมกันสร้าง ‘องค์กรสุขภาวะ’
ในมุมของลูกจ้าง คุณคือสินทรัพย์ที่สำคัญขององค์กร การดูแลสุขภาพตัวเองให้ดี ไม่ใช่แค่เพื่อให้เรามีชีวิตทำงานต่อไปได้ แต่เพื่อให้เราสามารถกลับไปดูแลครอบครัวและเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนได้นานที่สุด เวลาบริษัทจัดกิจกรรมก็อยากให้พยายามเข้าร่วม และหมั่นประเมินตนเองว่าสุขภาพดีขึ้นหรือไม่
ส่วนในมุมขององค์กร เรื่องสุขภาพไม่ได้เป็นแค่กิจกรรมสานสัมพันธ์ แต่มันมีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการทำงาน และกำไรขาดทุนของบริษัทในภาพกว้าง ถ้าพนักงานสุขภาพดี การลางานจะน้อยลง ค่ารักษาพยาบาลจะลดลง องค์กรย่อมได้ประโยชน์เต็มๆ จึงอยากให้ตระหนักและดูแลสุขภาพพนักงานอย่างเป็นระบบ มองเรื่องนี้ในเชิงความยั่งยืนระยะยาว
ท้ายนี้ ผมอยากเชิญชวนให้ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน เพราะความสำเร็จนี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากใครเพียงคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน