ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่กำลังใกล้เข้ามา คงไม่พูดแคนดิเดตจาก ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ไม่ได้ เพราะ เจมส์–อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ คนนี้ มีประสบการณ์ด้านการเมืองมาอย่างยาวนาน จนครั้งหนึ่งเขาคิดว่าตัวเองเกือบจะหมดไฟกับเส้นทางนี้ แต่แล้วพรรคประชาธิปัตย์ก็จุดไฟให้เขาใหม่

ก่อนจะทำงานการเมือง
สำหรับประวัติของ อนุชา บูรพชัยศรี เขาเกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2510 ปัจจุบันอายุ 59 ปี โดยในช่วงมัธยมศึกษาตอนต้น เขาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญ รุ่นเดียวกับนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล จากนั้นก็เรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่วิทยาลัยเซเครทฮาร์ท ประเทศออสเตรเลีย
ส่วนการศึกษาระดับอุดมศึกษา เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยอเดเลด ประเทศออสเตรเลีย และปริญญาโท จบคณะวิทยาศาสตร์ สาขาพลังงานและการเผาไหม้ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและการตลาด จากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น อนุชายังเคยทำงานในภาคเอกชน โดยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมโทรเอ็นจิเนียริ่งแอนด์แมชชีนเนอรี่ จำกัด รวมทั้งตำแหน่งกรรมการบริหารของบริษัทในกลุ่มเอ็มอีซี (MEC Group)
เส้นทางการเมือง
อาชีพการเมืองของอนุชา เริ่มต้นเมื่อปี 2550 ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร มาถึง 2 สมัย
ต่อมา อนุชาได้ย้ายมาสังกัดพรรคพลังประชารัฐ โดยเคยทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมืองอีกด้วย
สำหรับการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เขาย้ายมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และในการเลือกตั้งปี 2569 ก็ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในปัจจุบัน อนุชาได้ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้ว
เมืองฟ้าอมร… and more
ในงานข่าวเปิดตัวแคนดิเดต ผู้ว่าฯ กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 16 พฤษภาคม 2569 อนุชากล่าวว่า แม้เขาจะเคยทำงานด้านการเมืองมาหลากหลาย จนคิดว่าตัวเองเกือบจะหมดไฟในเส้นทางนี้ แต่เขาย้ำว่า “ณ วันนี้ผมกลับกลายเป็นว่า ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์จุดไฟให้ผมใหม่”
“ยังมีอะไรหลายอย่างที่ผมยังทำไม่สำเร็จในเรื่องของการเมือง ผมจึงยังไม่คิดว่า ผมเป็นนักการเมืองที่ดี ถ้าผมจะปล่อยผ่านปัญหาที่ผมก็รู้ ในฐานะอดีต สส.กทม. มาถึง 2 สมัย และเป็นบัญชีรายชื่อมา 1 ครั้ง” เขาระบุ
ส่วนนโยบายที่ อนุชาและพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอในการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ เขาได้เปิดตัวเปิดตัวแคมเปญการพัฒนา กทม.ในชื่อ ‘เมืองฟ้าอมร… and more’ โดยมี 5 นโยบายหลัก ได้แก่
- เดินทางสะดวก : ออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด
- เมืองสะอาด : ศูนย์กำจัดขยะหลักจะต้องปรับเป็นระบบปิด 100% เพื่อควบคุมกลิ่นและน้ำเสีย รวมถึงใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน เพื่อลดการฝังกลบ
- ใช้ชีวิตสบาย : เพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ และต่อยอดระบบ Fast Track ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น รวมถึงพัฒนาพื้นที่รกร้างให้เป็นพื้นที่สาธารณะ
- มีรายได้มากขึ้น : เพิ่มรายได้ให้ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง ผ่านการจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โครงการจ้างงานทุกช่วงวัย และยกระดับ กทม. สู่ Smart City
- ตรวจสอบได้หมด : นำแพลตฟอร์ม ‘ส่องรัฐ’ มาประยุกต์ใช้กับ กทม. เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน รวมถึงพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติ ฝุ่น PM 2.5 และการจราจรแบบ Real-time
คงต้องติดตามการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่กำลังจะถึงในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ ว่าอนุชาและพรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับเลือกให้ทำงานเพื่อเมืองฟ้าอมรนี้หรือไม่ และกรุงเทพฯ จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร