เคยสงสัยไหมว่านโยบายของแต่ละพรรคประกาศออกมาสัญญากับประชาชน ถ้าได้เอามาใช้จริงๆ คุณภาพชีวิตของเราจะเป็นแบบไหนบ้าง
แต่ละพรรคต่างก็มีเรื่องที่ให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน บางพรรคอาจเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ บางพรรคอาจเน้นการกระจายอำนาจ หรือบางพรรคอาจเน้นไปที่ชุมชน นโยบายเหล่านี้ก็มีส่วนเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตของเราไปด้วย
วันนี้เราเลยอยากชวนมาดูกันว่า ถ้าหากนโยบายของแต่ละพรรคถ้าทำได้จริง หน้าตาคุณภาพชีวิตของเราจะเป็นยังไงบ้าง โดยเราขอยกตัวอย่างชีวิตในวันหยุดพักผ่อนของ ‘น้องแมท’ สาวโสดที่ใช้ชีวิตในเมืองกับ ‘เจ้าเหมียว’ สัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งในวันนี้มีภารกิจต้องพาเจ้าเหมียวไปคลินิกรักษาสัตว์ แวะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ชานเมือง เดินเล่นแถวบ้าน ก่อนกลับมาที่คอนโดของตัวเอง เพื่อทำงานในเมืองหลวงวันถัดไป
ครั้งนี้เราหยิบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสาวโสดวัยทำงานมาเทียบให้เห็นกัน ทั้ง 5 พรรคการเมือง คือ เพื่อไทย ประชาชน ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และไทยสร้างไทย ตั้งแต่ประเด็นใหญ่ๆ อย่าง ขนส่งสาธารณะ ที่อยู่อาศัย สุขภาพและการเข้าถึงการรักษา ปัญหา PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ สังคมสูงวัยและผู้พิการ การออม จนถึงสวัสดิการอื่นๆ เพื่อให้เห็นภาพว่าน้องแมทในแต่ละรัฐบาลเธอจะเจอกับอะไร และมีคุณภาพชีวิตแบบไหนบ้าง
ขอบอกก่อนว่านี่เป็นแค่ตัวอย่างนโยบายเพียงส่วนเดียว ที่เราอ้างอิงมาจาก Wevis ผู้รวบรวมข้อมูลการเมืองภาคประชาชนเท่านั้นนะ ส่วนใครอยากรู้รายละเอียดเต็มๆ ว่านโยบายแต่ละพรรคมีอะไรบ้าง สามารถอ่านเพิ่มเติม หรือติดตามได้ที่เว็บไซต์ของพรรคการเมืองที่ตัวเองสนใจได้เลย แล้วอย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกพรรคที่ชอบ เพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างหวังไว้กันนะ
พรรคเพื่อไทย: เมืองที่สาวโสดใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ

หากน้องแมทได้อยู่ในรัฐบาลของเพื่อไทย เริ่มต้นวันน้องแมทออกเดินทางจากบ้านเพื่อพาเจ้าเหมียวไปหาหมอ ด้วยการรถเมล์ติดแอร์ ที่เริ่มต้นแค่ 10 บาท ต่อด้วยรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสาย พอถึงคลินิกสัตว์เลี้ยงน้องแมทอาจจะต้องสำรองจ่ายเงินออกเองไปก่อน เพราะยังไม่มีนโยบายรองรับส่วนนี้ แต่ไม่เป็นไร โชคดีที่ไม่ได้เสียเงินจากค่าเดินทางไปเยอะนัก เลยมีเงินพอมาจ่ายค่ารักษาเจ้าเหมียวได้
หลังจากไปหาหมอเรียบร้อย วันหยุดแบบนี้น้องแมทก็แวะกลับไปหาพ่อแม่ที่อยู่ชานเมืองสักหน่อย ถึงน้องแมทจะเพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน แต่ก็ไม่ต้องห่วงว่าพ่อแม่จะอยู่อย่างลำบาก เพราะมีเงินออมจาก ‘สลากดิจิทัล’ ให้พ่อแม่ทั้งได้มีเงินออมสำหรับดูแลตัวเองและลุ้นรางวัล แถมพวกเขายังไปไหนมาไหนเองได้ เพราะมี ‘พ.ร.บ.การออกแบบที่เป็นการสากล (Universal Design)’ ออกแบบพื้นที่ในเมืองให้เหมาะกับทุกคน แม้ว่าจะอายุมากแล้วก็ตาม
แค่นั้นไม่พอ วันหยุดแบบนี้น้องแมทยังสามารถไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องฝุ่น เพราะปัญหา PM 2.5 ถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ ทั้งลดการเผา และการใช้พลังงานสะอาด นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสได้ดูงานสร้างสรรค์ระดับโลก ที่นำมาจัดแสดงให้ได้ดูกันอีกบ่อยๆ ด้วย
พอหมดวันน้องแมทก็ต้องเดินทางกลับคอนโดของตัวเองในเมือง ด้วยเงินผ่อนเริ่มต้น 4,000 บาท/เดือน หากวันไหนเหนื่อยจากงาน หรือเหงาเพราะอยู่กัน 2 คนกับเจ้าเหมียวแบบเหงาๆ ก็ยังมีสายด่วนสุขภาพจิตเป็นที่พึ่ง ที่ปรับเพิ่มจาก 30 คู่สาย เป็น 100 คู่สายแล้ว พอไม่ต้องกังวลน้องแมทเลยสามารถออกไปใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
พรรคประชาธิปัตย์: เมืองที่สาวโสดไม่ต้องห่วงคนข้างหลัง

ถัดมาที่มัลติเวิร์สหนึ่ง ในวันหยุดพักผ่อนที่ต้องพาเจ้าเหมียวไปหาหมอ น้องแมทก็สามารถเริ่มต้นวันด้วยค่าโดยสารราคาสูงสุดไม่เกิน 30 บาท หรือหักจากตั๋วรายเดือน 990 บาทได้เลย พอถึงคลินิกสัตว์เลี้ยง น้องแมทก็สามารถเปิด ‘สมุดสุขภาพดิจิทัล’ ให้คุณหมอดูประวัติของน้องและเข้าถึงสวัสดิการสัตว์เลี้ยง เพราะเคยลงทะเบียนกับโครงการลงทะเบียนสัตว์เลี้ยงไว้แล้ว
ขณะที่แวะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้าน น้องแมทอาจพบว่าบ้านของตัวเองปรับปรุงใหม่ด้วยงบ ‘ปรับปรุงบ้าน 50,000 บาท’ ทั้งราวจับ ลดขั้นบันได หรือปรับปรุงห้องน้ำใหม่เอี่ยมอ่อง ทำให้ไม่ต้องกังวลว่าวันดีคืนดีคนที่บ้านจะหกล้มให้บาดเจ็บ เสียเงินเสียทองไปเข้าโรงพยาบาล แถมพ่อแม่ยังมีเงินออมจาก ‘สลากออมทรัพย์ระดับจังหวัด’ และได้เบี้ยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 1,000 บาทเท่ากันทุกเดือน หรือหากต้องการเงินจริงๆ ก็สามารถขายบ้านให้กับรัฐ โดยที่ยังอาศัยอยู่บ้านหลังเดิมตลอดชีวิต
ส่วนกิจกรรมข้างนอก น้องแมทอาจจะต้องตรวจเช็ค PM 2.5 ก่อนออกจากบ้าน ที่ได้จาก Super Sensor ซึ่งรัฐติดตั้งไว้ทั่วประเทศ เพื่อตรวจจับฝุ่นบ่อยสักหน่อย เพราะยังอาจต้องเจอปัญหานี้อยู่ แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้อินเทอร์เน็ตราคาถูกลงแล้ว ด้วย ‘แพคเกจอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน 100 บาท’ ซึ่งมีความเร็วเพียงพอต่อการใช้งานทั้งเดือน อย่างน้อยก็คงพอสำหรับปัดทินเดอร์นัดเดตครั้งต่อไปละน่า
พรรคภูมิใจไทย: เมืองสำหรับสาวโสดที่มีใจเป็นผู้ประกอบการ

ถ้าหากน้องแมทเลือกพรรคสีน้ำเงิน น้องแมทอาจไม่ได้พาเจ้าเหมียวไปหาหมอด้วยรถเมล์ แต่คงเป็นรถจักรยานไฟฟ้า ที่เพิ่งถอยมาใหม่สดๆ ร้อนๆ จาก ‘โครงการจักรยานไฟฟ้า’ ที่ได้ผ่อนเบาๆ เดือนละ 300 บาท ยาวไป 60 งวด ส่วนเงินค่ารักษาเจ้าเหมียว ก็อาจต้องควักเงินจ่ายเอง เพราะยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงโดยตรง
ถึงจะต้องเสียเงินมากหน่อยตั้งแต่ออกจากบ้าน แต่ก็ใช่ว่าจะน้องแมทต้องกัดก้อนเกลือกินนะ เพราะยุคนี้ ‘นายกฯ’ ก็ประกาศออกมาแล้วจะทำให้ประชาชนคนทุกคนรวยจนต้องบอกว่า “พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว” ดังนั้นไม่ต้องห่วงเลยว่าจะขาดรายได้ ระหว่างที่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ในบ้านชานเมือง พวกเขาอาจจะกำลังทำงานอยู่ก็ได้ เพราะมีนโยบายสนับสนุนให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ (โดยผู้ประกอบการนำมาใช้ลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า) หรือหากทำงานไม่ไหวก็ยังสามารถเข้าไปใช้บริการ ‘ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ’ เจ็บป่วยไม่สบายก็ยังมีพยาบาลคอยดูแล จาก ‘โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา’
ระหว่างวันหยุดถ้าได้ออกไปเดินเล่นช่วงนี้ ก็อาจได้เจอสินค้าเมดอินไทยแลนด์หรือของที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่วางขายมากขึ้น จาก ‘นโยบายเมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัส’ และการเพิ่มมูลค่าสินค้าจากการผลิตที่รักษ์โลก เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการตัวเล็กและเพิ่มการใช้วัสดุธรรมชาติ แถมยังได้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไปในตัว และแน่นอนว่าน้องแมทจะได้จ่ายด้วย ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่ปล่อยให้วันหยุดเสียเปล่า
พอจบวันน้องแมทนอกแมทอาจจะขับจักรยานไฟฟ้า (คันเดิม) กลับห้องเช่าในเมืองอย่างเหงาๆ เพราะยังต้องทำงานในเมืองหลวง และอาจต้องส่งเงินกลับไปจุนเจือที่บ้านด้วยอีกทาง แต่ไม่เป็นไร ก็เศรษฐกิจคึกคักขนาดนี้ มีงานให้ทำก็พอแล้วนี่นา(?)
พรรคประชาชน: เมืองที่สาวโสดได้เป็นตัวของตัวเอง

หากได้พรรคสีส้ม ในมัลติเวิร์สนี้น้องแมทจะได้เห็นการกระจายอำนาจ น้องแมทอาจไม่ได้มีทางเลือกแค่การขนส่งสาธารณะสายหลักเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจได้ใช้บริการขนส่งท้องถิ่นอื่นๆ เพราะรัฐบาลสนับสนุนให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการงบขนส่งสาธารณะ
นอกจากนี้เจ้าเหมียวอาจจะไม่ใช่แมวพันธุ์ที่ไหน แต่เป็น ‘ไอ้ส้ม’ แมวจรจากสถานสงเคราะห์ที่รัฐรับรอง เพราะจะได้รับหักลดหย่อนภาษี 20,000 บาท/ปี รวมไปถึงค่าลดหย่อนค่าใช้จ่ายสัตว์เลี้ยงตามจริงได้ไม่เกิน 10,000 บาท/ปี ด้วย เรียกได้ว่าช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับคนมีสัตว์เลี้ยงไปได้เปราะหนึ่งเลยล่ะ
หลังจากพาแมวไปหาหมอแล้ว น้องแมทก็เดินทางด้วยรถเมลติดแอร์ ที่ผ่านการตรวจการปล่อยมลพิษของรถยนต์เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 ก่อนไปยังบ้านพ่อแม่ในชานเมือง ในยามชราจะได้เบี้ยผู้สูงอายุ 1,000 บาทถ้วนหน้า และสามารถเข้าถึงโรงพยาบาลใกล้บ้าน อย่าง รพ.สต. (โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล) ที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด่านแรกของชุมชน
ส่วนกิจกรรมในวันหยุดน้องแมทก็สามารถใช้พื้นที่สาธารณะได้มากขึ้น ทั้งร้านหนังสือ หรือห้องสมุด เพราะมีแผนงานเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมหนังสือ หรือถ้าอยากออกกำลังกายให้เสียเหงื่อ ก็ไปสนามกีฬาใกล้บ้าน ที่เข้าถึงง่ายๆ ภายในชุมชน
ในมัลติเวิร์สนี้น้องแมทอาจไม่จำเป็นต้องทำงานอยู่ในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังอาจเลือกไปทำงานในจังหวัดอื่นๆ ได้ เพราะรัฐบาลมีแผนกระจายความเจริญด้วยการปั้น ‘15 หัวเมืองให้กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ’ หรือถ้าอยากมีบ้านในเมืองก็สามารถ ‘เช่าซื้อห้องของการเคหะ’ ได้เลย แถมค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนยังถูกลง เพราะได้ผ้าอนามัยได้รับการยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเมื่อค่าใช้จ่ายเบาลง สาวโสดอย่างน้องแมทก็เลยได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ
พรรคไทยสร้างไทย: เมืองที่สาวโสดใกล้ชิดกับชุมชน

ชีวิตสาวโสดในมัลติเวิร์สของพรรคไทยสร้างไทย น้องแมทคงได้เดินทางอย่างสะดวก เพราะการคมนาคมเชื่อมถึงกัน ไม่ว่าจะเป็นทางบก หรือทางน้ำ ในราคาที่ไม่ต่างจากตอนนี้มากนัก แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้ไปถึงคลินิกรักษาสัตว์ได้อย่างราบรื่น
หลังจากเสร็จภารกิจรักษาเจ้าเหมียว น้องแมทก็เริ่มเดินทางเพื่อไปเยี่ยมพ่อแม่ในชานเมือง ที่พอจะมีเงินออมจาก ‘หวยบำเหน็จ หรือสลากการออมแห่งชาติ’ รวมถึงพ่อแม่ยังสามารถทำงานต่อได้แม้วัยเกษียณ เพื่อให้มีเงินเพียงพอ แถมในวันหยุดน้องแมทยังสามารถพาผู้ใหญ่ในบ้านไปท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ (Health & Wellness Tourism) เพื่อให้สุขภาพของพวกเขาแข็งแรงในระยะยาวด้วย
ส่วนปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็คงน้อยลงจากการลดการใช้พลังงานที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ในมัลติเวิร์สนี้น้องแมทจะได้เห็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมากขึ้น หากน้องแมทออกมาเดินเล่นในเมืองก็อาจเจอกับวัฒนธรรมประจำของคนท้องถิ่นที่กลายเป็นแลนด์มาร์กประจำย่าน เพราะรัฐสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับคนในชุมชน นอกจากนี้ในแต่ละเดือนน้องแมทยังได้สนุกกับกิจกรรมหลากหลาย จากกิจกรรม ‘12 เดือน 12 Events ทั่วไทย’ เพื่อโปรโมทเทศกาลสำคัญของไทย ให้ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ
พอหมดวันน้องแมทก็ยังต้องเดินทางกลับห้องเช่าในเมือง แม้จะเป็นสาวโสด แต่หากวันหนึ่งข้างหน้าได้เจอคนที่จริงใจ ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องการฝากครรภ์ เพราะสามารถเลือกโรงพยาบาลที่จะรักษาได้เอง โดยไม่ต้องเสียเวลาเข้าคิวที่โรงพยาบาล แถมยังอุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลทั้งแม่และเด็กในท้องให้มีสุขภาพดีตามที่รัฐบาลชุดนี้ได้บอกเอาไว้
อ้างอิงจาก