‘กรุงเทพฯ… ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’
สำหรับผู้สัญจรบนท้องถนนผ่านเข้าไปในตัวเมืองกรุงเทพฯ ยังไงก็ต้องเคยเห็นป้ายสโลแกน ‘กรุงเทพฯ… ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’ ที่ติดอยู่บนสกายวอร์คอย่างแน่นอน แต่ในฐานะผู้ที่ขับขี่ที่ใช้รถใช้ถนนในเมืองหลวงแห่งนี้แล้ว การจราจร ณ ที่แห่งนี้มันดีและลงตัวจริงๆ ใช่ไหม?
ผลสำรวจจาก TomTom Traffic Index ประจำปี 2025 กรุงเทพมหานครติดอันดับที่ 10 ของเมืองที่มีการจราจรติดขัดที่สุดในโลก โดยเฉลี่ยแล้วคนกรุงเทพได้ทิ้งเวลาชีวิตกว่า 115 ชั่วโมงไว้บนท้องถนน ไม่เพียงเท่านั้น รายงานจากศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ Thai RSC พบว่าในปีนี้แม้จะผ่านมายังไม่ถึงครึ่งปี (ข้อมูลจากวันที่ 18 พฤษภาคม 2025) แต่ก็มีรายงานพบการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในกรุงเทพ 327 คน และบาดเจ็บอีก 63,139 คน
แน่นอนปัญหาการจราจรทั้งรถติดและอุบัติเหตุนั้น เกิดได้จากหลากหลายสาเหตุที่ยึดโยงเกี่ยวพันกันไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ในการขับขี่รถแต่ละวันเราสามารถเจอเรื่องราวได้มากมาย ไม่ว่าเมื่อวันก่อนเราอาจรถติดเพราะการจัดการปล่อยรถที่ไม่ดีมากพอ คนเลยต้องแย่งกันไป ขับรถจี้กันไปมา จนทำให้เราต้องหยุดรถในจุดที่ไม่ควรหยุด หรือวันนี้เราอาจไม่ได้เจอรถติดอะไร แต่ต้องเจอกับอุบัติเหตุเมื่อรถจากเลนข้างๆ ขับผ่านหน้าเราไปเพื่อกลับรถ ไม่พอยังมีมอเตอร์ไซจากอีกฝั่งฝ่าไฟแดงเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ
และเมื่อชีวิตดีๆ ของเรามีชีวิตเดียว การจะเอาชีวิตและเวลาไปทิ้งไว้กับการจราจรที่แสนโกลาหลไม่รู้หน้ารู้หลังของกรุงเทพฯ ก็ดูไม่ใช่ที The MATTER เลยอยากจะชวนไปสำรวจพฤติกรรมการขับขี่แสนท้าทาย(ยมบาลและใบสั่ง)บนท้องถนน เพื่อที่อย่างน้อยๆ หากต้องใช้รถใช้ถนนครั้งต่อไป เราจะได้ระมัดระวังหาทางหลีกเลี่ยงกลุ่มคนเหล่านี้ได้บ้าง

ยอดนักปาด ตัวอยู่ซ้ายใจไปขวา ขอนุญาตข้ามเลนไปตามหัวใจ ตามปกติแล้วเวลาอยู่บนทางแยกต่างๆ บนพื้นถนน หรือป้ายบอกทางต่างๆ จะมีกำหนดไว้อยู่ว่าเลนนี้สำหรับตรงไป เลนนี้สำหรับเลี้ยวซ้าย เลนนี้สำหรับเลี้ยวขวา และเลนนี้สำหรับกลับรถ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด ยอดนักปาดจะปรากฏตัวขึ้นอย่างกระทันหันจากเลนใดเลนหนึ่ง แล้วขับผ่านหน้าเราไปอย่างหน้าตาเฉย
มาตรา 34 (3) ผู้ขับขี่จะต้องเข้าช่องทางให้ถูกต้องเมื่อเข้าบริเวณใกล้ทางร่วมทางแยก
สิงห์นักบิด ไฟแดงไม่กลัว กล้วไม่ได้ไป สำหรับสิงห์นักบิดแล้วจะมีอะไรน่ากลัวกว่าการไม่ได้ไปต่อ ดังนั้นแล้วเมื่อสิงห์นักบิดเจอเข้ากับไฟแดงก็จะไม่มีคำว่าชลอ ไม่ว่าทางข้างหน้ามีรถหรือไม่ก็ไม่หวั่น
มาตรา 22 ผู้ขับขี่ต้องปฏิบัติตามสัญญาณจราจรหรือเครื่องหมายที่ปรากฏข้างหน้า สัญญาณจราจรไฟสีแดง หรือเครื่องหมายจราจรสีแดงที่มีคำว่า “หยุด” ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้หยุด
นักซิ่งทางเท้า ถนนมีไม่พอ ขอขึ้นทางเท้าหน่อย แบ่งๆ กัน ก็รถมันติดจะกลับรถก็ไกลเกินไป ขอขึ้นมาแชร์ทางเท้าด้วยแป๊บเดียว เดี๋ยวก็ลงไปแล้ว
มาตรา 43 (7) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถบนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันสมควร
นักสวน รถมันติด คนมันเยอะ เลนนี้มันว่างก็ขอวิ่งด้วยหน่อยนะ เป็นเรื่องปกติที่ถนนจะแบ่งช่องการจราจรเอาไว้เป็นสองทาง แต่ถ้าจังหวะนั้นรถเกิดติดขึ้นมา ทางข้างหน้าในเลนไม่มีให้ไปต่อ นักสวนมักจะแทรกตัวออกมา เข้าสวนกับรถจากทางเดินรถอีกทางได้เสมอ (ไม่พอบางทีนักสวน ไม่ใส่หมวกกันน็อคอีกตะหาก)
มาตรา 47 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถแซงหรือผ่านขึ้นหน้ารถอื่นล้ำเข้าไปในเส้นกี่งกลางของทางเดินรถที่กำหนดไว้
มาตรา 122 ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และคนโดยสารจักรยานยนต์ ต้องสวมหมวกที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันอันตรายในขณะขับขี่
ชาวโดนจี้ ถอยก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่ถึง ในช่วงเวลาเร่งด่วนจะไม่ไปก็ไม่ได้ เพราะไม่รู้จะได้ไปเมื่อไหร่ แถมคันหลังก็จี้ตูดบีบแตรไล่หลังอยู่เนืองๆ ดีไม่ดีคันข้างๆ ก็พร้อมจะขึ้นมาแซงอยู่ตลอด หลายคนจึงจำต้องพบเจอกับจังหวะไม่ขาดฝันอย่างการหยุดรถบนเส้นห้ามหยุด หรือหยุดรถบนเส้นทางข้าม
มาตรา 55 (5) ห้ามมิให้ผู้ขับขี่หยุดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ
คนขี้ลืม ไฟเลี้ยวอยู่ไหนหาไม่เจอ แต่ต้องเปลี่ยนเลนแล้วขอเปลี่ยนก่อนจ้า พฤติกรรมสุดคลาสสิกพบเจอได้บ่อยครั้งไม่ว่าจะระหว่างทางหรือก่อนถึงจุดเลี้ยวรถต่างๆ คนขี้ลืมมักจะเผลอตัวปล่อยใจขับรถตามความคิด อยากจะเปลี่ยนเลนก็เปลี่ยนเลยไม่บอกไม่กล่าว คนที่ขับรถตามมาข้างหลังก็อาจจะงง(ไม่)นิดหน่อย
มาตรา 38 (2) เมื่อจะเลี้ยวรถ เปลี่ยนช่องเดินรถ หรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น ผู้ขับขี่ต้องให้สัญญาณยกเลี้ยว ในทิศทางที่จะเลี้ยว เปลี่ยนช่องเดินรถ หรือแซงขึ้นหน้ารถคันอื่น
อ้างอิงจาก