นับตั้งแต่โลกเราเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน จากสงครามในตะวันออกกลางที่ยกระดับสูงขึ้น แน่นอนว่าผลกระทบทางตรงที่ใครๆ ก็เห็นได้ชัดคือ ราคาน้ำมันที่แทบจะพุ่งสูงขึ้นทันที เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานน้ำมันของโลกกำลังปั่นป่วน
แต่นอกจากน้ำมันที่แพงขึ้นแล้ว ยังมี ‘ความเสียหายอื่นๆ’ ที่ตามมาจากวิกฤตน้ำมัน ตั้งแต่วัดเผาศพไม่ได้ กู้ภัยชะงัก จนถึงสีทาบ้านแพง ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยกำลังเผชิญอย่างหนัก แต่อาจไม่ได้รับความสนใจมากนัก
แล้วความเสียหายเหล่านั้นมีอะไรบ้าง? The MATTER ช่วยมัดรวมผลกระทบทางอ้อมจากวิกฤตน้ำมันราคาแพงให้ดูกันชัดๆ ว่าตอนนี้คนไทยกำลังเจอกับอะไรบ้าง?

1.วัดไม่มีน้ำมันเผาศพ
กลายเป็นข่าวใหญ่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวัดมหาธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ประกาศงดรับศพและปิดเมรุชั่วคราว เมื่อวันที่ 15 มีนาคม
พระครูสมุห์กิตติชัย สุขวฑฒโน รองเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุพนม และผู้ช่วยเจ้าคณะ จ.นครพนม กล่าวกับมติชนว่า ทางวัดขาดแคลนน้ำสำหรับเตาเผาศพ เพราะปั๊มน้ำมันในพื้นที่ ปฏิเสธที่จะขายน้ำมันบรรจุแกลลอน จนวัดไม่สามารถให้บริการฌาปนกิจได้
ในการเผาศพแต่ละครั้งต้องใช้น้ำมันประมาณ 90 ลิตร ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายราวครั้งละ 3,000 บาท โดยเตาเผาศพของวัดมหาธาตุพนมทำงานด้วยระบบน้ำมันและไฟฟ้าควบคู่กัน ทั้งนี้พระครูสมุห์กิตติชัยระบุว่า ในหนึ่งเดือนทางวัดจะรับเผาศพไร้ญาติไม่น้อยกว่า 10 ศพ จึงอาจส่งผลกระทบต่อผู้ยากไร้และประชาชน หากปัญหานี้ยืดเยื้อต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากข่าวนี้ออกไปได้ไม่นาน เพจประชาสัมพันธ์ วัดมหาธาตุ นครพนมก็ชี้แจงว่า ขณะนี้ทางวัดได้ที่เติมน้ำมันเผาศพแล้ว และเปิดรับเผาศพได้ปกติ เนื่องจากความร่วมมือประสานงานของผู้ว่าราชการ และหน่วยงานราชการของ จ.นครพนม
“ไม่มีเงินไม่ต้องจ่าย เผาฟรี” เพจฯ ระบุเมื่อวันที่ 16 มีนาคม
2. เครื่องจักรขาดน้ำมัน ชาวนาเกี่ยวข้าวไม่ได้
อีกหนึ่งผลพวงจากวิกฤตน้ำมันคือ ‘ผลกระทบต่อเกษตรกรไทย’ ซึ่งที่ผ่านมา การเก็บเกี่ยวข้าวในหลายพื้นที่ต้องหยุดชะงัก เพราะรถเกี่ยวข้าว หรือเครื่องจักรการเกษตรที่สำคัญไม่สามารถทำงานได้ หลังขาดแคลนน้ำมันดีเซล
ด้านนางยุพา อายุ 66 ปี เกษตรชาวนา อ.เมืองลพบุรี กล่าวผ่านเพจสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าวว่า ข้าวในนาของเธอสุกมานานกว่าหนึ่งอาทิตย์แล้ว แต่ยังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ เพราะไม่มีรถเกี่ยวข้าวให้บริการ โดยเธอกังวลว่า หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ข้าวในนาคงแห้งกรอบไม่มีน้ำหนัก จนขายได้ราคาไม่ดี
ไม่เพียงแค่รถเกี่ยวข้าวที่กำลังขาดน้ำมัน แต่เกษตรกรยังต้องพึ่งพาน้ำมันในอีกหลายด้าน ทั้งการสูบน้ำเข้านาให้ต้นกล้าเจริญเติบโต ทั้งใช้กับเครื่องฉีดพ่นยา เครื่องหว่านปุ๋ย จนถึงกระบวนการอีกมากมาย ที่ต่างต้องใช้น้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
3.อาหารในตลาดขึ้นราคา
ปัญหาอาหารแพงคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ใกล้ตัวเราทุกคน ด้วยการขนส่งที่ยากลำบากขึ้น ทำให้ต้นทุนของวัตถุดิบต่างๆ ในมื้ออาหาร จนถึงของใช้ต่างๆ ของเราแพงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ ไทยรัฐรายงานว่า บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคและบริโภครายใหญ่หลายแห่งเริ่มทยอยสั่งหนังสือถึงคู่ค้า เกี่ยวกับราคาสินค้าที่อาจปรับตัวในอนาคต เนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบ
ยกตัวอย่าง เอฟแอนต์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทชั้นนำด้านอาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย ได้ส่งหนังสือแจ้งถึงสถานการณ์ผลิตภัณฑ์ F&N ในภาวะความไม่สงบจากตะวันออกกลาง โดยชี้แจงว่า บริษัทฯ ได้มีการติดตามและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการ Supply สินค้าอย่างใกล้ชิด โดยพบความเสี่ยงด้านการขนส่ง รวมถึงการจัดการสินค้าคงคลัง ที่ F&N ได้เตรียมความพร้อมและจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม แม้ F&N จะมีมาตรการรับมือไว้แล้ว แต่ก็ระบุว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็อาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวในอนาคต จึงขอความร่วมมือจากคู่ค้า ให้ประเมินความต้องการ และสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าให้เพียงพอต่อการขาย เพื่อให้ทางบริษัทฯ สามารถ Supply สินค้าให้ดีที่สุด และตรึงราคาให้ได้ดีที่สุด
นอกจากนี้ยังมีจดหมายจาก ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด หรือบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ ที่ได้แจ้งกับร้านค้าว่า สถานการณ์ในภูตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้บริษัทฯ ต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้คาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป
แม้จะไม่ได้ประกาศขึ้นราคา แต่บริษัทฯ ก็แจ้งให้ร้านค้าพิจารณาจัดเก็บสต๊อกเพิ่มเติมตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ตระหนักดีถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค ในการนี้ จึงยังคงออกมาตรการโปรโมชั่นลดราคาสินค้าต่อไป
4.ราคาปุ๋ยส่อแววขึ้นราคา
บีบีซีไทยรายงานว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งตัวเลขเมื่อปี 2568 ระบุว่า เราต้องนำเข้าปุ๋ย 529,560 ตัน หรือมูลค่าราว 95,152 ล้านบาท โดยประเทศที่นำเข้ามามากที่สุด คือ จีน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย มาเลเซีย และโอมาน ตามลำดับ
แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับ ‘ปัญหาปุ๋ยขึ้นราคา’ อย่างน่ากังวล
“เมื่อเกิดสภาวะสงครามมันทำให้ราคาปุ๋ยมันขยับขึ้น มันทำให้พวกเราอยู่ยากเข้าไปอีก” ธีรสินทร์ ธนชวโชจน์ เลขาธิการสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย บอกกับบีบีซีไทย
เขาเล่าต่อว่า ก่อนหน้านี้ราคาปุ๋ยยูเรีย สามารถซื้อได้ในราคา 800 บาทต่อกระสอบ แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้นราคาของปุ๋ยชนิดดังกล่าวก็เพิ่มเป็น ราคา 900-930 บาท
ด้านปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ก็ระบุกับประชาชาติธุรกิจว่า ที่ผ่านมาปุ๋ยมีสัญญาณของการขึ้นราคา โดยบอกว่า “ล่าสุดพบว่าราคาปุ๋ย โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียปรับขึ้นราคาแล้วกระสอบละ 70 บาท”
เขายังกล่าวถึงเรื่องที่น่ากังวลว่า “ช่วงนี้ยังไม่ใช่ฤดูกาลปลูกข้าวก็อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก” เพราะขณะนี้ข้าวนาปรังกำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปจนถึงช่วงปลูกข้าว หรือนาปีที่มีความต้องการปุ๋ยมาก “รัฐก็ต้องวางแผนเพื่อรองรับด้วย”
5.โรงพยาบาลจำกัดการให้บริการ
ไม่นานมานี้ โรงพยาบาลรามาธิบดีประกาศว่า จะปรับการให้บริการ เนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ต้องประหยัดทรัพยากรในทุกรูปแบบ รวมถึงการให้บริการด้านการรักษาพยาบาล
แนวทางที่โรงพยาบาลจะปรับใช้ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคมเป็นต้นไป ได้แก่
- เพิ่มสัดส่วนของบริการตรวจทางไกล (Telemedicine) โดยผู้รับบริการสามารถแจ้งความประสงค์กับหน่วยบริการของโรงพยาบาล หรือผ่าน RAMA App
- จ่ายยาและเวชภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยนอกทุกสิทธิ์ ไม่เกิน 2 เดือน กรณีผู้ป่วยที่มีนัดมากกว่า 2 เดือนจะออกใบเติมยา โดยรับยาได้ทั้งทางไปรษณีย์หรือมารับที่โรงพยาบาลรามาธิบดี
แม้จะเป็นการปรับการรักษาพยาบาลเพียงชั่วคราว แต่ก็มีความกังวลบางส่วนว่า แนวทางนี้จะจำกัดผู้ป่วยบางกลุ่ม โดนเฉพาะคนที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งจำเป็นต้องใช้ยาแช่เย็น ที่อาจไม่สามารถรับยาทางไปรษณีย์ได้ จึงต้องเดินทางมารับยาที่โรงพยาบาลเอง แต่อาจมีข้อจำกัดเรื่องน้ำมันเช่นกัน
6. รถกู้ภัยน้ำมันหมดกลางทาง
มาต่อกันที่ปัญหาต่อรถฉุกเฉินการแพทย์ โดยเมื่อ 19 มีนาคม ไทยรัฐรายงานกรณีคลิปรถกู้ภัยน้ำมันหมดกลางทาง ที่โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กของรัชนีกร เฉลิมวัฒน์ เจ้าหน้าที่สมาคมกู้ภัยดวงตะวัน อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี
ในคลิปดังกล่าว ปรากฏเหตุการณ์ที่รถกู้ภัยน้ำมันหมดข้างทาง เจ้าหน้าที่จึงต้องโทรศัพท์ขอให้เพื่อนกู้ภัยช่วยหาซื้อน้ำมัน โดยขอแบ่งซื้อจากชาวบ้านคนละเล็กคนละน้อย เพื่อใส่แกลลอนแล้วมาเติมให้รถกู้ภัยคันดังกล่าว จนสามารถส่งผู้ป่วยสูงอายุที่นอนอยู่ในรถ ให้ถึงโรงพยาบาลได้
เจ้าหน้าที่กู้ภัยคนนี้เล่ากับไทยรัฐว่า ผู้ป่วยหนักรอไม่ได้และกู้ภัยหยุดทำงานไม่ได้ ดังนั้นเมื่อได้รับแจ้งให้ไปรับผู้ป่วยฉุกเฉิน ก็มีหน้าที่ต้องไปรับ แต่ช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมัน ทำให้กู้ภัยลำบากมาก เพราะปั๊มน้ำมันบางแห่งจำกัดการเติมน้ำมันรถเพียงคันละ 500 บาท
บางสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าต้องไปรับผู้ป่วยมาส่งโรงพยาบาล ในระยะทางไกลแค่ไหน และบางครั้งก็ต้องรับส่งผู้บาดเจ็บหลายรายทำให้น้ำมันไม่เพียงพอ
ด้านพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สพฉ.มีรถฉุกเฉินการแพทย์ ที่ปฏิบัติการภายใต้ศูนย์รับแจ้งเหตุฯ 1669 จากทั้ง 80 ศูนย์ทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 14,213 คัน โดยที่ผ่านมา มีรถฉุกเฉินจาก 39 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบตั้งแต่หนักไปเบา จากวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน
“รถฉุกเฉินทั่วประเทศขณะนี้มี จำนวน 14,213 คัน มีอัตราการใช้น้ำมันประมาณ 5 ลิตรต่อวันต่อคัน กรณีลำเลียงผู้ป่วย 1 เคสต่อคันต่อวัน เฉลี่ยระยะทางที่ใช้ 30 กิโลเมตรต่อเคส ดังนั้น มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันต่อวันประมาณ 71,065 ลิตรต่อวัน” พิเชษฐ์กล่าวผ่านกรุงเทพธุรกิจ
7.วัสดุก่อสร้างราคาแพง
อีกหนึ่งผลกระทบที่มองข้ามไม่ได้คือ ‘ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากน้ำมัน’ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของวงการรับเหมาก่อสร้างไทย
ไม่นานมานี้ วิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายในรายงานถึงสินค้า 6 กลุ่มสำคัญ ที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ซึ่งก็มีตั้งแต่อาหารสด สินค้าเกษตร อาหารกระป๋อง จนถึง ‘กลุ่มวัสดุก่อสร้าง’ เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กเส้น สีทาบ้าน ท่อพีวีซี และกระเบื้อง
ด้านนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ก็เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างของเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ “สูงขึ้น 0.3%” เมื่อเทียบกับตัวเลขของปีก่อน
เมื่อเปรียบเทียบรายหมวด ผอ.สนค.รายงานราคาวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ดังนี้
- ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้ สูงขึ้น 0.2%
- ซีเมนต์ สูงขึ้น 5.6% สูงขึ้น (ส่วนหนึ่งเพราะราคาปีที่แล้วต่ำ)
- ผลิตภัณฑ์คอนกรีต สูงขึ้น 1.7% เนื่องจากราคาซีเมนต์ หิน ทราย สูงขึ้น
- ส่วนสินค้าหมวดอื่นๆ เช่น เหล็ก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ วัสดุฉาบผิว มีภาพรวมลดลง จากห่วงโซ่อุปทานของสินค้านั้นๆ
ส่วนอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association หรือ HBA) ชี้ว่า ต้นทุนก่อสร้างไทยอาจปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ เนื่องจากธุรกิจรับสร้างบ้านกำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์
นายกสมาคมฯ ประเมินว่า ในไตรมาส 2 ปี 2569 ต้นทุนก่อสร้างอาจเพิ่มขึ้นราว 5-8% ไม่เพียงเท่านั้น เขาชี้ว่าหากสถานการณ์ยังคงเป็นเช่นนี้ ในบางช่วงเวลาต่อจากนี้ วัสดุก่อสร้างบางชนิดอาจเพิ่มราคาถึง 30% และทำให้ต้นทุนก่อสร้างโดยรวมเพิ่มขึ้นถึง 15% ได้ จนท้ายที่สุด อาจกระทบถึงราคาบ้านคนไทยที่อาจปรับขึ้นถึง 10%
แม้ก่อนหน้านี้ ทางอธิบดีกรมการค้าภายในจะย้ำว่า ปัจจุบันสถานการณ์ด้านสินค้าและราคาภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ แต่ความกังวลก็ยังเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงไม่แน่นอน อีกทั้งสินค้าเหล่านี้ต่างเป็นพื้นฐานของวงการก่อสร้าง
8.เม็ดพลาสติกขาดตลาด
‘เม็ดพลาสติก’ ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของสินค้าหลายๆ อย่างในชีวิตเราอย่างปฏิเสธไม่ได้ เพราะถ้ามองไปรอบๆ ตัวเราตอนนี้ ก็คงจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติกสักชิ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เม็ดพลาสติกขาดแคลนขณะนี้ยังคงน่ากังวล โดยไม่นานมานี้ วิเชียร เล็กวิจิตรธาดา นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกไทยชี้ว่า วงการผลิตพลาสติกไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SME กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยอาจยื้อได้ถึงแค่สิ้นเดือนเมษายนนี้เท่านั้น
สำหรับสาเหตุ ไทยโพสต์อธิบายว่า ปัจจัยหลักมาจากการหยุดชะงักของโรงงานที่เกี่ยวข้องในตะวันออกกลาง ทำให้สารตั้งต้นที่สำคัญ เช่น แนฟทา (Naphtha) และเอทิลีน (Ethylene) ขาดแคลน ทั้งนี้ 84% ของการผลิตพอลิเอทิลีน (PE) ในตะวันออกกลาง ก็ไม่สามารถขนส่งได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ผลิตพลาสติกทั่วโลกต้องเผชิญกับวิกฤต
9. และอื่นๆ อีกมากมายที่กำลังจะตามมา
แค่ 8 ข้อที่เล่ามานี้ ยังไม่สามารถครอบคลุมความลำบากทั้งหมดที่คนไทยกำลังเผชิญได้ เพราะจนถึงวันนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็ยังไม่แน่นอน และต่อจากนี้อาจมีความคืบหน้าในเชิงบวกหรือลบ ต่อทั้งประเด็นต่างๆ ที่ว่ามา รวมถึงมิติอื่นๆ ของชีวิตเรา คงต้องติดตามต่อไป