บางทีรีบไปทำงานในวันที่จะต้องยุ่งจัด ข้าวเช้าไม่ได้กิน เครื่องดื่มอะไรก็ไม่ได้แตะ จากคนเคยกินทุกวัน พอสายเข้าก็โหย อาการที่ตามมาคือรู้สึกวูบๆ มือไม้สั่น และที่สำคัญ ใครพูดอะไรก็ไม่เข้าหูเลย ทุกอย่างระแคะระคายต่อเราหมดเสียอย่างนั้น หลายคนที่เคยเจออาการนี้ ไม่ว่าจะอ่อนๆ หรือหนักจนทรมาน ก็คงรู้ดีว่านี่คือที่คนเขาเรียกกันว่า “น้ำตาลตก” นำมาสู่วัฒนธรรม (ข้ออ้าง) “เติมน้ำตาล” ที่เป็นทั้งมุขตลกและดันเป็นสิ่งที่หลายคนเชื่อว่าต้องทำจริงๆ เช่นกัน เพื่อทำให้ “น้ำตาลกลับมาสูง” สดใสเหมือนเดิมได้ แล้วมันจริงหรือเปล่า หรือแค่พูดส่งๆ กันมานะ?
คำตอบสั้นๆ คือ “ก็จริง” ความเกี่ยวข้องกันระหว่างระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำ กับระดับความอ่อนไหวของอารมณ์ที่มากขึ้นนั้นคือเรื่องจริง แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลตรงๆ ที่ว่าเพราะสมองขาดเชื้อเพลิงแบบนั้น
เมื่อปี 2022 ทีมนักจิตวิทยา ที่นำโดย วิเรน สวามี (Viren Swami) และสเตฟาน สตีเกอร์ (Stefan Stieger) ติดตามผู้เข้าร่วมที่เป็นผู้ใหญ่ 64 คน เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ โดยให้แต่ละคนเรทคะแนนความหิว, ความโมโห, ความหงุดหงิด และความพึงพอใจ 5 ครั้งต่อวันแบบสุ่ม ทำให้ได้การเชื่อมโยงของข้อมูลมหาศาล ชี้ตรงไปที่ว่ายิ่งหิวยิ่วหงุดหงิดง่าย โกรธง่าย ไม่ค่อยพึงพอใจกับสิ่งรอบตัว
อีกงานวิจัยที่มีผลไปในทางเดียวกัน อย่างงานวิจัยจากกลุ่มนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัฐโอไฮโอ ซึ่งรวบรวมคู่รัก 107 คู่มาเป็นกลุ่มทดลอง แต่ละคู่จะได้ตุ๊กตาวูดูสองตัวสำหรับสองคน และกล่องเข็มหมุด โดยกติกาคือให้ถ้ารู้สึกโกรธอีกฝ่ายขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ให้เอาหมุดมาปักตุ๊กตา ทุกคนจะถูกติดตามค่าระดับกลูโคสในกระแสเลือดทุกวันทุกคืนด้วย และตุ๊กตาก็สามารถบันทึกข้อมูลได้ว่าถูกปักเวลาไหนไปบ้าง พอผ่านไป 3 สัปดาห์ก็นำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุป ปรากฏว่าช่วงไหนที่ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ สถิติการปักหมุดจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ความเชื่อที่ว่าเมื่อเราไม่ได้หยุดกินอาหารสักพัก ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะตก ทำให้สมองรวนเหมือนกับรถน้ำมันใกล้หมด จนเราควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้นั้นสามารถสาวย้อนกลับไปถึงงานวิจัยช่วงยุค 2000s นำไปสู่วัฒนธรรมเติมน้ำตาลที่บูมในช่วงนั้น เช่น ให้กินอาหารกันก่อนที่จะเริ่มประชุมหรือเจรจาธุระสำคัญๆ, กินของหวานก่อนเข้าสอบ, กินแป้งเยอะๆ จะได้อารมณ์ดี เป็นต้นกลายมาเป็นความเชื่ออีกแบบที่ผุดมาอีกครั้งในยุค 2020s

แต่แน่นอนว่าระหว่างทาง นักวิชาการก็ได้ตีแตกองค์ความรู้ใหม่มากระจ่างขึ้นเยอะ นักจิตวิทยาวิวัฒนาการ โรเบิร์ต เคิร์ซแบน (Robert Kurzban) ยืนกรานบนความจริงที่ว่าอัตราการใช้พลังงานของสมองนั้นแทบไม่เปลี่ยนขึ้นลงเลย เทียบระหว่างการทำอะไรง่ายๆ หรืออะไรที่ยาก ทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ แถมยังคงที่เหมือนเดิมแม้ระดับน้ำตาลในเลือดจะลดต่ำลงมากหรือเพิ่มขึ้นมาก นั่นแปลว่ามีระบบที่คอยซัพพอร์ตเชื้อเพลิงให้สมองอย่างแม่นยำ เราจึงไม่ได้สูญเสียการควบคุมอารมณ์จากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ‘โดยตรง’ อีกทั้งยังมีงานวิจัยมากมายเลยที่ให้ผู้ร่วมทดลองกลั้วปากด้วยเครื่องดื่มหวาน ๆ ลิ้มรสให้เต็มที่ แล้วบ้วนออก ก็สามารถขจัดอาการวีนน้ำตาลตกได้ไม่ต่างจากการดื่มจริงๆ
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดลง ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ออกมาเพื่อดันระดับน้ำตาลให้กลับขึ้นไปเลเวลปกติ ซึ่งฮอร์โมนสองตัวนี้แหละคือฮอร์โมนชุดเดียวกับที่ทำให้เกิดกลไก ‘สู้หรือเผ่น (Fight-or-flight)’ กลไกโบราณที่มีในคนทุกคนและสัตว์ที่ซับซ้อนแทบทั้งหมด มันเลยกระตุ้นให้เรารู้สึกอยากตั้งการ์ดป้องกันตัวและมีปฏิกิริยาตอบโต้ที่รวดเร็ว มากกว่าที่จะมานั่งใจเย็น
นอกจากนี้ ความหิวยังไปกระตุ้น นิวโรเปปไทด์ วาย (Neuropeptide Y) ซึ่งเป็นโมเลกุลส่งสัญญาณที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมก้าวร้าวจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง โดยทั้งหมดนี้ล้วนเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้เราออกล่าหาอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความหิวนั้นเป็นประตูสู่โหมดตื่นตัวอย่างแท้จริง เพื่อความอยู่รอดของเรา โดยความตื่นตัวที่ว่านี้อาจไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่แล้วในเมืองใหญ่ยุคปัจจุบัน แต่อย่างน้อยก็ทำให้คุณเดินสับไปร้านข้าวไวขึ้นแบบอัตโนมัติ (อย่าให้ถูกครอบงำจนถึงขั้นแซงคิวหรือวีนพนักงาน)
ทีนี้การเติมน้ำตาลก็อาจนำไปสู่ปัญหา เนื่องจากเป็นการสร้างวงจรอุบาทว์ของระดับน้ำตาล เมื่อเรารู้สึกหงุดหงิดเพราะท้องว่าง แล้วแก้ปัญหาด้วยการอัดน้ำตาลที่ดูดซึมเร็ว (เช่น น้ำหวาน ขนม ลูกอม หรือแม้กระทั่งขนมปังและอาหารหนักแป้งอื่นๆ ระดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งปรี๊ดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและอารมณ์ดีขึ้นชั่ววูบ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมาขนานใหญ่เพื่อรีบเก็บกวาดน้ำตาลที่ล้นเกิน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลจะถูกกดให้ตกฮวบลงมาอย่างรวดเร็วเกินไป ทำให้กลับมาหิวโหย และหงุดหงิดหนักกว่าเดิมในอีก 1-2 ชั่วโมงต่อมา กลายเป็นติดนิสัยต้องเติมน้ำตาลไปเรื่อยๆ ทั้งวัน

นอกจากนี้ก็ยังนำไปสู่พฤติกรรมกินตามอารมณ์ (Emotional Eating) โดยเมื่อเราเชื่อว่าความโกรธหรือความเครียดสามารถรักษาด้วยความหวาน จะทำให้สมองสร้างเส้นทางลัดเชื่อมโยงความรู้สึกเชิงลบเข้ากับของกิน นานวันเข้า พอเจอเจ้านายด่า รถติด หรือมีเรื่องขัดใจ แม้จะไม่ได้น้ำตาลตกเลยแม้แต่น้อย สมองจะหลอกให้เรารู้สึกโหยของหวาน เพื่อหาทางออกในการระบายความเครียดสั้น ๆ พฤติกรรมนี้เป็นต้นเหตุของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพในระยะยาว
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือภาวะรู้สึกน้ำตาลตกอาจบดบังปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่ บางคนที่มีอาการหิวแล้วมือสั่น หน้ามืด หงุดหงิดรุนแรง และต้องกินน้ำตาลตลอดเวลา อาจเป็นสัญญาณของภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance), ภาวะก่อนเบาหวาน (Pre-diabetes) หรือภาวะน้ำตาลตกหลังมื้ออาหาร (Reactive Hypoglycemia) การคอยกินของหวานกดทับอาการเอาไว้เรื่อยๆ จะทำให้เสียโอกาสในการไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง และจะยิ่งทำให้อาการแย่ลง
ร่างกายต้องการระบบการจ่ายพลังงานที่ค่อยเป็นค่อยไปจากอาหารธรรมชาติ ไม่ใช่อาหารหนักแป้ง หรือของหวาน ของแปรรูป เราควรกินอาหารที่ประกอบรวมกันในมื้อด้วย โปรตีน ไขมันดี คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน และไฟเบอร์ ซึ่งมื้ออาหารดีๆ แบบนี้จะไม่ได้ระเบิดกลูโคสในท้องของเรา แต่จะค่อยๆ ถูกย่อย น้ำตาลจะถูกทำให้ดูดซึมได้ช้าลงจากไฟเบอร์ ไขมัน และโปรตีนปริมาณสูงในมื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลคงที่ ไม่พุ่งสูงแล้วจมดิน อารมณ์จึงจะเสถียรไปได้ยาวนานกว่า
ไม่เพียงเท่านั้น การขยับร่างกายอยู่เสมอ หรือการออกกำลังกายทั้งคาร์ดิโอและยกน้ำหนักเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายไวต่ออินซูลินดีมาก (Insulin sensitive) หมายความว่าร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้อินซูลินปริมาณมากเพื่อคุมระดับน้ำตาล เพราะกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ ล้วนเปิดรับน้ำตาลได้อย่างดีเยี่ยม ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดตลอดทั้งวันจึงคงที่มากกว่าคนที่วันๆ ไม่ค่อยขยับเลย
เพราะฉะนั้น เริ่มเลยพรุ่งนี้ ตั้งสติให้ได้หากอาการน้ำตาลตกกลับมาอีก อย่าเพิ่งหงุดหงิดหรือวีนหาน้ำตาลกิน สร้างนิสัยดีๆ กินอาหารที่มีประโยชน์ เป็นเวลา ไม่ต้องมองหาของหวานหรือขนมแป้ง ท่องไว้ว่ากินตามมื้อเดี๋ยวก็อิ่มเหมือนกัน พี่คิดมาแล้ว ร่วมกับการสรรค์หาเวลาออกกำลังกาย พอนานวันเข้าก็ลืมไปแล้วว่าต้องวีนยังไง อดขำไม่ได้ทุกทีที่เห็นเพื่อนบ่นแบบที่เราเคยบ่น