ล้มตัวลงนอน อยากพักผ่อนให้สบายใจ แต่สมองเจ้ากรรมกลับไม่ยอมปล่อยเราไป ขุดเอาเรื่องราวน่าอาย เหตุการณ์ทำร้ายใจในอดีต กลับมาโจมตีเราเล่นๆ ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นให้ต้องนึกถึง แล้วก็ต้องเข้านอนไปทั้งความขุ่นมัว
เรื่องไม่ดีใครอยากจะจำ แต่มันกลับฝังรากลึกในใจยิ่งกว่าเรื่องราวดีๆ บางเรื่องเสียอีก อย่างตอนเลิกรากับรักฝังใจ โดนตำหนิครั้งใหญ่ในที่ทำงาน วันซวยๆ ที่อะไรก็ไม่เป็นใจ รถเหยียบน้ำกระเด็นใส่ น้ำไม่ไหลระหว่างสระผม โดนแซงคิววันรีบๆ จดจำได้แม้กระทั่งบรรยากาศ ความรู้สึกหวิวในใจ ราวกับเพิ่งเกิดไปได้ไม่นาน
ทำไมนะทำไม ท่ามกลางวันดีๆ มากมาย เรากลับหวนนึกถึงแต่วันร้ายๆ ทำไมสมองไม่อ่อนโยนกับเราเลยนะ
เผลอคิดเรื่องแย่ๆ ขึ้นมา หลายครั้งเข้าเราาก็เริ่มตัดสินตัวเอง ว่านี่เราเป็นคนชอบมองโลกแง่ร้าย เลยได้แต่ฝังใจเรื่องแง่ลบแบบนี้หรือเปล่า ช้าก่อน ยังมีเรื่องดีให้สบายใจได้ เพราะพฤติกรรมแบบนี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์ต่างหาก เรียกว่า Negativity Bias เป็นแนวโน้มทางจิตวิทยาโดยธรรมชาติ ทำให้เราจดจำประสบการณ์เชิงลบมากกว่าเชิงบวก โดยอคตินี้ส่งผลต่อวิธีที่เรารับรู้และจดจำเหตุการณ์ต่างๆ
หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าประสบการณ์แง่ลบไม่ได้ประทับลงในความทรงจำเพียงอย่างเดียว แต่มันแทรกซึมเข้าไปในทุกขั้นตอนการรับรู้เรา ตั้งแต่ความสนใจ ที่สายตาเราจะสะดุดกับสิ่งผิดปกติหรือสิ่งที่ดูอันตรายก่อนเสมอ และการตัดสินใจ ที่เรามักเลือกเรียนรู้จากประสบการณ์ร้ายๆ มากกว่า ด้วยหวังใจว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นอีก
แล้วทำไมสมองมักตั้งค่าให้เราจดจำเรื่องร้ายๆ กัน?

จากงานวิจัยในชื่อ The negativity bias: Conceptualization, quantification, and individual differences ของ จอห์น ที. คาชิออปโป (John T. Cacioppo) และทีม ตีพิมพ์เมื่อ ปี 2014 ตั้งขอเสนอว่า Negativity Bias ที่ทำให้มนุษย์ฝังใจกับเรื่องร้ายๆ นั้น อาจมีผลมาจากการวิวัฒนาการ ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ ที่ต้องคอยเอาชีวิตรอดจากผู้ล่า แหล่งอาหารที่มีพิษ สถานการณ์ที่เป็นอันตราย ชนเผ่าอื่น และภัยคุกคามการดำรงอยู่ของเรา เพราะผู้ที่ตระหนักถึงอันตรายและให้ความสนใจกับภัยคุกคาม มักมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า และพฤติกรรมนี้อาจฝังอยู่ในสัญชาตญาณของมนุษย์และส่งต่อมายังรุ่นหลัง
ลองนึกภาพบรรพบุรุษเราเดินอยู่ในป่า ถ้าพลาดโอกาสดีไปสักอย่าง เช่น มองไม่เห็นต้นผลไม้ต้นหนึ่ง ผลลัพธ์คือแค่เสียโอกาสเล็กน้อย พรุ่งนี้ค่อยหาใหม่ก็ได้ แต่ถ้าพลาดสัญญาณอันตรายสักครั้ง เช่น ไม่ทันสังเกตว่าพุ่มไม้ที่ไหวๆ นั้นมีเสือซ่อนอยู่ ผลลัพธ์อาจจะไม่มีพรุ่งนี้ให้แก้ตัวอีกแล้ว แม้จะระแวดระวังภัยมากเกินพอดี แต่ก็เป็นกลุ่มคนที่มีชีวิตรอดมากกว่าคนที่มองโลกในแง่ดีเกินไป จนไม่มีโอกาสรอดมามามีลูกหลานรุ่นต่อไป
สมองเราในวันนี้จึงไวต่อสัญญาณเตือนภัยมากกว่าเพลงเพราะๆ ทั้งที่ภัยคุกคามในชีวิตประจำวันของเราเปลี่ยนไปแล้วจากเสือในป่า กลายเป็นคอมเมนต์แย่ๆ อีเมลตำหนิจากหัวหน้า หรือข่าวร้ายในไทม์ไลน์ แต่กลไกการตอบสนองของสมองก็ยังเป็นชุดเดียวกับที่ใช้หนีเสือเมื่อหมื่นปีก่อน คำตำหนิในเดือนก่อนจึงยังฝังแน่นใจใน เสียงแซวไม่เข้าหูแต่เข้าหัว แม้แต่เรื่องฉาวๆ ของเพื่อนร่วมงานแผนกอื่น ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับเรา ก็จำแม่นไม่รู้ลืม

ตอนนี้เรารู้แล้วว่า เราลุกลี้ลุกลนกับเรื่องร้ายๆ ด้วยสัญชาตญาณครั้งเก่าก่อน แต่ทำไมสมองถึงเลือกเก็บเรื่องแย่ๆ ไว้ในความละเอียดสูงขนาดนี้กัน
สมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) ทำหน้าที่เหมือนเรดาร์ที่ไวต่อสัญญาณอันตราย เจ้าเรดาร์นี้เมื่อตรวจจับสัญญาณอันตรายได้ปุ๊บ มันไม่ได้แค่ส่งเสียงเตือน แต่ยังสั่งให้อีกส่วนของสมองที่ชื่อ ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) ซึ่งเป็นแผนกจัดเก็บความทรงจำระยะยาวของเรา ทำงานหนักขึ้นเป็นพิเศษ
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์อธิบายกลไกนี้ไว้ว่า เวลาอมิกดาลาตรวจจับความรู้สึกลบหรือตื่นตัวรุนแรง จะไปกระตุ้นให้ก้านสมองส่วนหนึ่ง หลั่งสารสื่อประสาทชื่อ นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine) ออกมา สารตัวนี้เข้าไปกระตุ้นวงจรระหว่างอมิกดาลากับฮิปโปแคมปัสให้ทำงานเข้มข้นขึ้น ผลลัพธ์คือความทรงจำที่มากับอารมณ์รุนแรงจะถูกบันทึกละเอียดกว่าความทรงจำทั่วไป
ลองนึกภาพตามว่า ตอนที่เราเจอเรื่องกระทบใจ ร่างกายจะหลั่งสารเคมีกลุ่มเดียวกับตอนตื่นตระหนกหรือเครียดออกมา แล้วสารพวกนี้ไปกดปุ่มพิเศษให้สมองว่าเหตุการณ์นี้สำคัญ ห้ามลืม และบันทึกแบบละเอียดที่สุดเท่าที่ทำได้ เหมือนเรามีโปรแกรมตั้งคำสั่งบันทึกความจำในหัว ปกติจะบันทึกไฟล์แบบความละเอียดต่ำให้ประหยัดพื้นที่ แต่พอเจอสถานการณ์ที่ร่างกายตัดสินว่าเป็น เหตุฉุกเฉิน มันจะสลับไปบันทึกเป็นไฟล์ความละเอียดสูงสุดให้ทันที

ต่อให้เป็นคนที่เพื่อนรอบตัวยกให้เป็นคนมองโลกในแง่ดีที่สุดในกลุ่ม ก็ยังหนีไม่พ้นที่จะจดจำคำวิจารณ์ได้แม่นยำกว่าคำชมอยู่ดี เพียงแต่เขาอาจจะจัดการความรู้สึกได้ดีกว่าคนอื่นเท่านั้นเอง
บางครั้งความระแวดระวัง แม้จะมากจนเกินเหตุ ความฝังใจกับเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ในอดีต มันอาจไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนิสัยเราเพียงอย่างเดียว แต่มันฝังลึกอยู่ในสัญชาตญาณของเรามานานแล้ว
การรู้เท่ากันความคิดตัวเอง เข้าใจเหตุผลที่สมองทำให้เราคิดแบบนี้อาจช่วยให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองน้อยลงได้ สุดท้ายคนที่ต้องแบกรับความรู้สึกแย่ที่มากเกินสัดส่วนจริงก็คือตัวเราเอง
อ้างอิงจาก