กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เริ่มต้นอีกครั้ง หลังพรรคการเมืองทยอยยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มหมวด 15/1 ซึ่งจะกำหนดกรอบเนื้อหาและกลไกผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 21.6 ล้านเสียง แสดงเจตนารมณ์ ‘เห็นชอบ’ ว่าสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
แต่เส้นทางนี้กลับมีอุปสรรคสำคัญ ทั้งจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งล็อกเงื่อนไขไม่ให้รัฐสภาเปิดทางให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ประกอบกับมติของรัฐสภาชุดที่แล้วที่ขีดเส้นไม่ให้มีการแตะต้องหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
ข้อจำกัดเหล่านี้ส่งผลให้การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ไม่มีพรรคการเมืองใดพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในหมวด 1-2 และส่งผลต่อออกแบบกระบวนการยกร่างที่แตกต่างกันไปในแต่ละพรรคการเมือง
ด้านพรรคภูมิใจไทยเลือกปิดประตูการเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แล้วหันไปใช้วิธีเปิดรับสมัครผ่าน กกต. ก่อนส่งให้รัฐสภาคัดเลือกขั้นสุดท้าย พร้อมเงื่อนไขพิเศษที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องผ่านเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ในวาระสุดท้ายก่อนไปถึงมือประชาชน
ขณะที่ร่างของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ยังเปิดคูหาให้ประชาชนได้เลือกตั้ง สสร. ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกหรือรับรองอีกชั้นหนึ่ง
ในบทความนี้ The MATTER เปรียบเทียบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก 3 พรรคการเมือง ‘ภูมิใจไทย-ประชาชน-เพื่อไทย’ พร้อมพูดคุยกับ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถึงแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน และ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงทิศทางการจัดทำและออกแบบรัฐธรรมนูญภายใต้เงื่อนไขทางการเมืองปัจจุบัน
เปรียบเทียบ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ จาก 3 พรรคการเมือง
ขั้นตอนที่เราคุยกันตอนนี้ เป็นการยื่นร่างแก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 เพื่อกำหนดกลไกผู้ยกร่างและกรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา จะนำไปสู่การทำประชามติครั้งที่ 2 ก่อนเข้าสู่กระบวนการยกร่าง และทำประชามติครั้งที่ 3 เพื่อรับรองรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป
สำหรับกลไกการทำงานจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ทำหน้าที่เปิดรับฟังเสียงประชาชน อภิปรายกำหนดทิศทาง และลงมติเห็นชอบในวาระต่างๆ โดยมี คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.) เป็นผู้เขียนเนื้อหาและถ้อยคำทางกฎหมายมาตราต่อมาตรา โดยนำกรอบความคิดและมติ สสร. มาเป็นแนวทาง ซึ่งหากมีการเขียนร่างเสร็จเรียบร้อยก็จะนำร่างดังกล่าวไปให้ สสร. พิจารณาอีกครั้ง
ขณะนี้ (29 พฤษภาคม 2569) มีร่างจากพรรคการเมืองที่ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อสภาเรียบร้อยแล้ว คือ พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน กับอีกร่างที่จ่อยื่นเร็วๆ นี้ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งแต่ละร่างมีการกำหนดกรอบเนื้อหาและกลไกคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้
พรรคภูมิใจไทย
ร่างของพรรคภูมิใจไทยมีการกำหนดกรอบเนื้อหาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐหรือเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญ 2560 จะกระทำมิได้
โดยกำหนดให้มี สสร. 100 คน ผ่านการคัดเลือกจากรัฐสภา ประกอบด้วย
-
- สสร. จังหวัด 77 คน จากการเปิดรับสมัครผู้ประสงค์เป็น สสร. จาก กกต.
- สสร. ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน จากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ได้แก่ กฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดินหรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
- และจะมีบัญชี สสร. สำรอง 3 เท่า หรือ 300 คน
จากนั้น จะให้ สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการอีก 2 ชุด
-
- กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน โดย 2 ใน 3 ส่วนเลือกจาก สสร. 30 คน อีก 1 ส่วนมาจาก สสร. สำรอง 15 คน
- กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ 45 คน มาจาก สสร. 15 คน, สสร. สำรอง 15 คน และประชาชนทั่วไปที่ สสร. เป็นผู้กำหนด 15 คน
หลังจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบ ‘มากกว่ากึ่งหนึ่ง’ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา คือ 351 เสียง ในจำนวนนี้ต้องมี สส. จากพรรคที่สมาชิกไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธาน และรองประธานสภา (ฝ่ายค้าน) เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และมี สว. เห็นชอบด้วย ‘ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4’ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ก่อนส่งไปให้ประชาชนทำประชามติ
พรรคประชาชน
พรรคประชาชนยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด 2 ฉบับ โดยยืนยันเนื้อหาตามชั้นรับหลักการในสภาชุดที่แล้ว ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน และจะเป็นไปตามมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ คือ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐ และคงระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้
พรรคประชาชนเลือกยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพิจารณาของรัฐสภาในวาระที่ 1 จะมีการบรรจุอย่างน้อย 1 ร่างที่ตอบโจทย์ 3 หลักการที่พรรคประชาชนวางไว้ คือ สนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงการมี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน, ป้องกันการผูกขาด-กินรวบโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่เพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ทั้งนี้ พรรคประชาชนมองว่าร่างทั้ง 2 ไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีส่วนที่เหมือนและต่างกัน ดังนี้
ร่างที่ 1 ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 150 คน และให้รัฐสภารับรองทั้ง 150 คน แบ่งเป็น
-
- สสร. จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 100 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง เสมือนตัวแทนเชิงพื้นที่
- สสร. จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 50 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง เสมือนตัวแทนเชิงประเด็นหรือกลุ่มอาชีพ
- ส่งรายชื่อ สสร. 150 คน จากการเลือกตั้งให้รัฐสภาพิจารณารับรอง โดยต้องเป็นการรับรองทั้งคณะ ไม่สามารถแยกพิจารณารายบุคคลได้
- หากรัฐสภาไม่รับรอง จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
ร่างที่ 2: ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 300 คน ให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน แบ่งเป็น
-
- สสร. จากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต 200 คน ใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน
- สสร. จากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 50 คน
- โดยหลักการการคัดเลือกจะกำหนดให้เป็นการลงมติลับและป้องกันการผูกขาด เพื่อคงความเป็นอิสระของ สสร. ในการปฏิบัติหน้าที่
ทั้ง 2 ร่าง กำหนดว่าหลังจากได้ สสร. แล้ว จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการ ดังนี้
-
- สสร. ต้องตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่เกิน 45 คน ประกอบด้วย สสร. ไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง และอีก ครึ่งอาจเป็นคนนอกที่ สสร. คัดเลือกเข้ามา เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ หรือภาคประชาชนที่ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มาช่วยงาน กมธ. ยกร่าง ได้
- สสร. สามารถตั้งคณะกรรมาธิการอื่นได้ ตามที่ สสร. เห็นว่าเหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะประกอบด้วย สสร. หรือคนนอก กี่คนก็ได้
ทั้งนี้ สสร. จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกผลกระทบจากการยุบสภาฯ หรืออายุของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาสิ้นสุดลง และหากมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องมีเสียงเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ก่อนร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ
พรรคเพื่อไทย
ร่างของพรรคเพื่อไทยมีการกำหนดกรอบเนื้อหาการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมกำหนดหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปราบปรามทุจริต หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
โดยกำหนดจำนวน สสร. 152 คน มีที่มาดังนี้
-
- สสร. จังหวัดจากการเลือกตั้ง 300 คน ให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน
-
- สสร. จากการเสนอชื่อของ สส. สว. คณะรัฐมนตรี และองค์กรต่างๆ 52 คน
จากนั้น จะให้ สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการอีก 2 ชุด
-
- กมธ.ยกร่าง 35 คน แต่งตั้งจาก สสร. 25 คน และอีก 10 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่มาจากการแต่งตั้งของ สสร. ได้แก่ กฎหมายมหาชน 3 คน, รัฐศาสตร์ 3 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน 2 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการร่างรัฐธรรมนูญ 2 คน
-
- กมธ.รับฟังความคิดเห็น 35 คน แต่งตั้งจาก สสร. 25 คน และอีก 10 คน มาจากการแต่งตั้งของ สสร. ซึ่งเลือกจากที่ประชุม คณบดีนิเทศน์ วารสารศาสน์ สถาบันการศึกษารัฐ 5 คน และสภาและสมาคมวิชาชีพสื่อฯ 5 คน
หากมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จ สสร. จะต้องส่งร่างดังกล่าวให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ โดยต้องมีเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ก่อนร่างดังกล่าวจะถูกส่งไปถามประชาชนผ่านการออกเสียงประชามติ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้พรรคเพื่อไทยอยู่ระหว่างรวบรวมเสียงให้ครบ 1 ใน 5 ตามเกณฑ์สภา คือ ประมาณ 100 เสียงจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ 74 เสียง
โดยพริษฐ์ให้ข้อมูลว่า สส.จากพรรคประชาชนจะร่วมลงชื่อในร่างดังกล่าว เนื่องจากมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับ 3 หลักการสำคัญของพรรคประชาชน
จากการเปรียบเทียบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากทั้ง 3 พรรค พบว่า ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นร่างเดียวที่ไม่ได้พูดถึง ‘การเลือกตั้ง สสร.’ พร้อมกำหนดเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องได้รับเสียง ‘เห็นชอบ’ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนวุฒิสภา ก่อนส่งไปให้ประชาชนทำประชามติ
สสร. จำเป็นต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชนหรือไม่?
ภาพ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง (cr. คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ)
ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตอบว่า กระบวรการจัดทำรัฐธรรมนูญควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมเยอะที่สุด เพื่อให้ประชาชนมีความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของร่วมกัน และเพื่อให้มีเนื้อหาครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ให้มากที่สุด
ดังนั้น ความจำเป็นของการเลือกตั้ง สสร. เพื่อให้มีความยึดโยงกับประชาชน จึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมืองของแต่ละประเทศ หากเป็นประเทศที่องค์กรนิติบัญญัติได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชนเป็นอย่างสูง ก็สามารถให้รัฐสภาในฐานะผู้แทนประชาชนทำหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้เลย
แต่เมื่อมองมาที่บริบทของประเทศไทย ระบบรัฐสภาอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนสะท้อนเสียงของประชาชนโดยตรง แต่มีลักษณะเป็นความยึดโยงผ่านกลไกระหว่างประชาชน-พรรคการเมือง-สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่งผลให้หลายครั้งประชาชนรู้สึกว่า สส. —แม้จะเป็น สส.เขต มักเลือกปฏิบัติตามแนวทางหรือมติพรรคมากกว่าการรับฟังเจตจำนงของประชาชนผู้ลงคะแนน จึงเป็นเหตุให้หลายคนรู้สึกอยากเลือก สสร. โดยตรงมากกว่า
นอกจากนั้น ยังมีโมเดลจากรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน’ เนื่องจากกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม ผ่าน สสร. จากประชาชน ซึ่งหลายคนก็มองว่าดีจึงอยากนำระบบนี้มาใช้อีกครั้ง

ภาพ พริษฐ์ วัชรสินธุ (Photographer: Aoraya Srisangwal)
ด้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า หนึ่งใน 3 หลักการที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญ คือ ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้มากที่สุด ทั้งในกระบวนการต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
แน่นอนว่าช่วง ‘กลางทาง’ ประชาชนจะมีส่วนร่วมระหว่างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญผ่านการสะท้อนความคิดเห็นต่อ สสร. ส่วน ‘ปลายทาง’ คือ การออกเสียงประชามติครั้งสุดท้ายว่า เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
ส่วน ‘ต้นทาง’ ที่ประชาชนควรมีส่วนร่วมผ่านการเข้าคูหาเลือกตั้ง สสร. แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง พรรคประชาชนจึงออกแบบกระบวนการที่ยังเปิดให้ประชาชนมีส่วนในการเลือก สสร. ก่อนให้รัฐสภารับรอง ซึ่งเป็นที่มาของการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับของพรรคประชาชน
โดยพริษฐ์มองว่า ร่างที่ 1 ของพรรคประชาชนที่ให้ประชาชนเลือก สสร. 150 คน ก่อนส่งให้รัฐสภารับรองเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่เพื่อประกันความเสี่ยงในกรณีที่ประธานสภาวินิจฉัยไม่ตรงกัน จึงยื่นร่างที่ 2 ซึ่งให้ประชาชนเลือก สสร. 300 คน ก่อนให้สภาคัดเหลือ 150 คน ไว้ด้วย
สสร. จิ้มเลือกตามสูตรภูมิใจไทย ยังถือว่าประชาชนมีส่วนร่วมอยู่ไหม?
อ.เข็มทอง ชวนตั้งคำถามถึง ‘เส้นแบ่งการมีส่วนร่วม’ ว่าเราจะขีดไว้ตรงไหน?
หากพิจารณาตามข้อเท็จจริง โมเดลร่างของภูมิใจไทยก็ไม่ได้ถึงขั้นเผด็จการ เพราะยังรักษาฉากหน้าความเป็นประชาธิปไตยบางส่วน โดยเปิดให้ประชาชนสมัครเข้ามาเอง ก่อนจะส่งต่อให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกตามโควต้าเก้าอี้ในรัฐสภา แต่ท้ายที่สุด กติกาแบบนี้ก็ไม่อาจสร้างความรู้สึกร่วมให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองได้เป็นผู้เลือก สสร. อยู่ดี
“ถ้าบอกว่าร่างนี้ (ของพรรคภูมิใจไทย) ก็เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมเหมือนกัน คำถามคือ ถ้าให้มีส่วนร่วม ‘เหมือนกัน’ ทำไมไม่ให้เลือกตั้งโดยตรง? ทำไมถึงต้องใช้วิธีนี้?” อ.เข็มทอง ตั้งคำถาม
นักกฎหมายมหาชนท่านนี้มองว่า นี่คือปมที่ต้องย้อนกลับไปตั้งคำถามกับศาลรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำว่า เหตุใดจึงต้องห้ามประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง ซึ่งในคำวินิจฉัยก็ไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ ทั้งที่การเลือกตั้ง สสร. โดยตรง จะเป็นหนึ่งในกระบวนการที่ช่วยยกระดับให้การจัดทำรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีความเป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
“หากมองว่า ‘ประชามติ’ เป็นกลไกที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตย การเลือกตั้ง สสร. ย้อมสะท้อนความเป็นประชาธิปไตยยิ่งกว่า แต่สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญทำเหมือนจะบอกว่า ‘เราจะเป็นประชาธิปไตยแค่นี้นะ เราจะไม่ไป เกินกว่านี้’ ซึ่งเมื่อพิจารณาว่าประชาชนยังมีส่วนร่วมอยู่ไหม? คำตอบคือยังมีอยู่ แต่เป็นสัดส่วนที่น้อยและขาดความยึดโยงโดยตรง” อ.เข็มทอง อธิบาย
นอกจากนั้น หากกล่าวว่ากระบวนการเลือก สสร. ของพรรคภูมิใจไทยได้ป้องกันการกินรวบไว้แล้ว โดยแบ่งโควต้าตามจำนวนที่นั่งในรัฐสภา แต่เมื่อพิจารณเก้าอี้ในรัฐสภาก็พบว่ามี สส. พรรคภูมิใจไทยอยู่ถึง 193 คน และ สว. ที่ถูกมองว่ามีความยึดโยงกับกลุ่มสีน้ำเงินอีกจำนวนหนึ่ง แม้จะระบุว่าไม่ใช่การกินรวบ แต่เมื่อคำนวณสัดส่วนตามจำนวนบุคคล เครือข่ายของพรรคภูมิใจไทยก็ยังคงเป็นกลุ่มการเมืองที่มีคะแนนเสียงมากที่สุดอยู่ดี
“พูดตามตรง ประชาชนอาจเลือก สส. จากพรรคการเมืองหนึ่งเพื่อเข้าไปแก้ปัญหาบางอย่าง แต่ถ้าให้เลือก สสร. เขาอาจจะอยากเลือกคนจากอีกพรรคมากกว่า … เหมือนเลือกตั้งท้องถิ่น เลือกตั้งระดับชาติ กับเลือกรัฐธรรมนูญ ที่เราอาจโหวตไปคนละทิศละทาง เพราะแต่ละพรรคชำนาญไม่เหมือนกัน”
“เพราะฉะนั้น การแบ่งระบบโควตาตามที่นั่งในรัฐสภา ซึ่งเป็นรัฐสภาที่มีความชอบธรรมต่ำอยู่แล้ว การแต่งตั้ง สสร. นี้จึงอาจไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน” อ.เข็มทอง กล่าว
ด่านสุดท้ายต้องการเสียง 1 ใน 4 ของ สว. มีผลดี-เสียอย่างไร?
ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยได้วางเงื่อนไขพิเศษหลังมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวาระที่ 3 ที่แตกต่างจากพรรคอื่นๆ คือ ต้องมี สว. เห็นชอบด้วย ‘ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4’ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ก่อนส่งไปให้ประชาชนทำประชามติ
พริษฐ์ชวนมองว่า เงื่อนไขดังกล่าวขัดกับหลักการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ของพรรคประชาชน ซึ่งระบุชัดเจนว่า จะต้องไม่มีการเพิ่มอำนาจหรือเงื่อนไขพิเศษให้ สว. ในการชี้ขาดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เนื่องจากกังวลว่ากลุ่มที่คุมเสียงข้างมากของ สว. จะสามารถชี้ขาดได้ว่าเนื้อหาที่จะให้ผ่านหรือไม่ให้ผ่าน
“แต่ก่อนจะไปถึงขั้นนั้น ผมว่าเราต้องมองไปทีละขั้น ซึ่งยังเหลืออีกหลายขั้นตอนที่ทางพรรคประชาชนต้องพยายามต่อสู้ก่อน ขั้นแรกคือการลุ้นให้ผ่านในวาระที่ 1 ขั้นที่ 2 คือลุ้นในชั้นกรรมาธิการ ขั้นถัดมาคือวาระที่ 2-3 และขั้นสุดท้ายคือประชามติ” พริษฐ์ กล่าว
เมื่อคิดในฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด คือ วาระที่ 1 ร่างของพรรคการเมืองอื่นตกหมดเลย มีเพียงร่างภูมิใจไทยที่ผ่าน และในชั้นกรรมาธิการก็ไม่มีการแก้ไขสาระสำคัญใดๆ เมื่อเข้าสู่วาระที่ 2 และ 3 พริษฐ์มองว่าพรรคประชาชนคงไม่สามารถเห็นด้วยกับร่างดังกล่าวได้ เนื่องจากขัดกับหลักการที่วางไว้
กระนั้น หากร่างภูมิใจไทยสามารถผ่านไปได้ทั้ง 3 วาระ จนถึงด่านประชามติ ก็ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนคิดเห็นอย่างไร ซึ่งพริษฐ์ขอย้ำเตือนว่า หากพรรคภูมิใจไทยจะใช้เสียงข้างมากที่มีในรัฐสภาเพื่อผลักดันกติกาทุกอย่างให้เป็นไปตามความต้องการของตนเองทุกประการ แล้วสุดท้ายประชาชนโหวต ‘ไม่เห็นชอบ’ พรรคภูมิใจไทยจะแสดงความรับผิดรับชอบทางการเมืองอย่างไร

ด้าน อ.เข็มทอง คาดการณ์ว่าหากกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามกติกาของพรรคภูมิใจไทย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่คงไม่ได้มีลักษณะต่างไปจากเดิมมากนัก คือ อาจไม่มีการแตะปัญหาเชิงโครงสร้างหรือการสร้างความเป็นธรรมในสังคม แต่ไปแก้ไขเรื่องที่นักการเมืองสนใจที่สุด เช่น ระบบเลือกตั้ง การแบ่งเขต หรือระบบบัญชีรายชื่อ
อย่างไรก็ตาม การตั้งด่านเสียง 1 ใน 4 ของ สว. อาจไม่ได้ส่งผลเสียต่อการออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ในลักษณะที่เลวร้ายกว่าที่เป็นไปได้ในตอนนี้ เพราะตอนนี้ สว. ก็แทบจะควบคุมได้ทุกอย่างอยู่แล้ว
อ.เข็มทองมองว่า ด่านดังกล่าวอาจเป็นข้อดีให้กลุ่ม ‘สว.เสียงข้างน้อย’ สามารถใช้เสียงของตัวเองในการวีโต้กฎหมาย ในกรณีที่การร่างรัฐธรรมนูญดูเหมือนจะเข้าทางฝั่งผู้มีอำนาจมากกว่า ซึ่งจะกลายเป็นสถานการณ์ที่กลับกัน แต่หากพูดตามหลักการแล้ว สว. ที่ไม่ได้มาจากประชาชนก็ไม่ควรจะมีอำนาจวีโต้กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใดๆ
หมวด 1-2 ถูกปิดประตูตายแล้วหรือไม่?
นอกเหนือจากกลไกที่มาของ สสร. แล้ว ประเด็นเรื่องขอบเขตการแก้ไขรัฐธรรมนูญใน ‘หมวด 1-2’ ก็เป็นอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ต้องจับตามอง แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้ห้ามมิให้มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 สถาบันพระมหากษัตริย์ มีเพียงมาตรา 255 ที่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ไม่สามารถกระทำได้
กระนั้น 11 ธันวาคม 2568 ในวาระการประชุมสภาร่วมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 วาระที่ 2 รัฐสภาได้ลงมติเสียงข้างมาก ให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ห้ามแตะหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งร่างของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ก็ไม่ได้มีการพูดถึงการแก้ไขหมวด 1-2 ไว้แต่อย่างใด
The MATTER ชวนประเมินสถานการณ์ว่า ในอนาคตยังมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 1-2 หรือกลไกดังกล่าวได้ถูกปิดตายไปแล้ว
“ถ้าในทางการเมืองก็คงปิดตายไปแล้ว เพราะทุกพรรค—ไม่ใช่แค่ภูมิใจไทย เอาตามนี้หมด แต่ในทางกฎหมายยังแก้ได้อยู่ไหม ก็มองว่ารอบหน้ายังแก้ได้ เพราะรัฐธรรมนูญห้ามแก้แค่ 2 เรื่อง คือ รูปแบบของรัฐและรูปแบบการปกครอง ซึ่งเป็นเนื้อหาที่มีทั้งมากกว่าและน้อยกว่าหมวด 1-2” อ.เข็มทอง ตอบ
ส่วนความเป็นไปได้ในอนาคต นักกฎหมายมหาชนท่านนี้มองว่า ขึ้นอยู่กับอำนาจนำของสังคมขณะนั้น หากอำนาจนำเปลี่ยน การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นเพราะเป็นลักษณะธรรมชาติของอำนาจที่ก่อตั้งรัฐนั้นๆ
ในมุมมองของ อ.เข็มทอง กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญควรหน้าตาเป็นอย่างไร?
“ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นการทำให้ตรงไปตรงมาที่สุด และมีผู้รับผิดรับชอบโดยตรงได้เร็วที่สุด คือ การเลือกตั้ง สสร. โดยตรง แต่ผมจะไม่ค่อยกังวลกับ สสร. มากนัก ไปกังวลเรื่องของคณะกรรมาธิการยกร่างมากกว่า” อ.เข็มทองตอบ
คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอีกส่วนสำคัญที่จะทำหน้าที่ในการร่างกฎหมาย แต่ยังไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก ซึ่ง อ.เข็มทอง เสนอว่าผู้รับตำแหน่ง กมธ. ควรมีคุณสมบัติสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ ความรู้หรือความสามารถในทางเทคนิค และจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นเครื่องมือต่ออายุฝ่ายอำนาจนิยม
อย่างไรก็ตาม การจัดทำรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกติกาสูงสุดของประเทศ ควรเปิดพื้นที่ให้กับคนแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ กลุ่มอุดมการณ์ หรือแม้แต่เสียงข้างน้อยในสังคม เพื่อพิทักษ์คุณค่าของคนในสังคม ซึ่งในบางประเทศถึงขั้นล็อกเก้าอี้เฉพาะให้ชนกลุ่มน้อยด้วยซ้ำไป
“ถ้าเราร่างกติกาส่วนใหญ่ในระบบประชาธิปไตยก็คงต้องทำตามเสียงข้างมาก แต่ถ้าเป็นกติกาสูงสุด ซึ่งจะเป็นเรื่องความยินยอมพร้อมใจของทุกคน ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก” อ.เข็มทอง กล่าว
“เพราะฉะนั้น ควรออกแบบระบบที่ทำอย่างไรก็ได้ให้มีพื้นที่สำหรับเสียงข้างน้อย เสียงคนที่คัดค้าน หรือคนที่เห็นต่างมัน ทุกเสียงต้องถูกมองเห็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดระบบแบบพวกมากลากไป”