ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ช่วงนี้หน้าไทม์ไลน์ของหลายคนคงมีแต่คนพูดถึง ‘Battle of Fates’ รายการเรียลลิตี้ที่เฟ้นหานักพยากรณ์อันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ด้วยการพาผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์การทำนายด้านต่างๆ มาช่วงชิงตำแหน่งนี้กัน
ด้วยคอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่ อย่างการหยิบประเด็น ‘ความเชื่อ’ มาผสมกับรูปแบบการแข่งขันที่เข้มข้นชวนลุ้นตามสไตล์เรียลลิตี้ กลายเป็นความแปลกใหม่ ที่ทำให้ Battle of Fates ขึ้นแท่นเป็นรายการยอดนิยมในช่วงเวลานี้
และถ้าใครได้รับชมรายการหรือเห็นตัวอย่างคร่าวๆ ก็จะพบว่า ในรายการมีนักพยากรณ์มาจากศาสตร์และสาขาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ไพ่ทาโรต์ ร่างทรง การอ่านลายมือ ไปจนถึงศาสตร์การทำนายเฉพาะของเกาหลี ซึ่งความหลากหลายนี้ไม่เพียงเป็นสีสันให้การแข่งขัน หากยังสะท้อนภาพความหลากหลายของศาสตร์การทำนายดวงชะตาที่มีอยู่ในวัฒนธรรมต่างๆ ทั่วโลกด้วย
The MATTER จึงอยากชวนทุกคนมารู้จักกับ 6 ศาสตร์การพยากรณ์จากวัฒนธรรมต่างๆ กันว่า แต่ละพื้นที่ทั่วโลกมีวิธีทำนายดวงชะตากันอย่างไรบ้าง
Bazi
ศาสตร์การเช็คฮวงจุ้ย

เริ่มกันที่ศาสตร์การพยากรณ์จากใกล้บ้านเราอย่าง ‘ปาจื่อ (Bazi)’ หลักโหราศาสตร์โบราณของจีน ซึ่งจะใช้สี่เสาหลักแห่งดวงชะตา ได้แก่ เสาปี เสาเดือน เสาวัน และเสาชั่วโมง มาอ่านโครงสร้างชีวิต บุคลิก แนวโน้มโชคชะตา ตลอดจนจังหวะของชีวิตในแต่ละช่วงวัย โดยอ้างอิงจากพลังธาตุตามธรรมชาติของมนุษย์
แนวคิดการทำนายดวงชะตานี้ ถือกำเนิดมาเป็นเวลากว่า 5,000 ปี ในวัฒนธรรมจีนโบราณ สำหรับยุคที่ไม่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำ ผู้คนสมัยก่อนใช้ธรรมชาติมาเป็นหลักเกณฑ์ในอธิบายสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ทั้งนี้ ตามหลักปาจื่อ ทุกสรรพสิ่งในโลกจะจำแนกได้เป็น 2 สภาวะเสมอ นั่นคือ ‘หยิน’ หรือสภาวะสงบนิ่ง และ ‘หยาง’ หรือสภาวะเคลื่อนไหว พร้อมผูกโยงกับเรื่องของธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุทอง และธาตุไม้
เมื่อสี่เสาหลักแห่งดวงชะตา สภาวะหยินหยาง ตลอดจนธาตุทั้ง 5 มาใช้วิเคราะห์ร่วมกัน ก็จะช่วยให้เข้าใจได้ตั้งแต่ อุปลักษณ์นิสัยของผู้คน ปรากฏการณ์ธรรมชาติรอบตัว ความเชี่ยวชาญที่ธรรมชาติมอบให้ติดตัวแต่เกิด หรือกระทั่งข้อดีหรือข้อด้อยในพื้นดวง ด้วยความที่ปาจื่อครอบคลุมภาพรวมของการทำนายดวงชะตามนุษย์ จึงทำให้หลักโหราศาสตร์นี้ยังคงนิยมในจีนมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
Tasseography
เมื่อใบชาและกากกาแฟช่วยทำนายดวงชะตา

หลังจากดื่มชาหรือกาแฟเสร็จแล้ว ก็อย่าเพิ่งรีบล้างถ้วย เพราะเศษที่ค้างอยู่ก้นถ้วยอาจช่วยทำนายดวงชะตาของเราได้ กับ ‘Tasseography’ ศาสตร์การพยากรณ์จากตะกอนชาและกาแฟ ที่ได้รับความนิยมไปทั่วทุกมุมโลก
ศาสตร์การดูดวงจากกากชาและกาแฟเป็นศาสตร์ที่ผู้คนนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยปรากฏอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็น กรีกโบราณ ตะวันออกกลาง เอเชีย บอลติก และสลาฟ อย่างไรก็ดี ศาสตร์การทำนายดวงชะตานี้ไม่ได้มีบันทึกระบุเอาไว้ชัดเจนว่า มีต้นกำเนิดมาจากแหล่งใดกันแน่ แต่นักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่า Tasseography น่าจะเผยแพร่ไปทั่วโลกผ่านเส้นทางการค้าใบชาและกาแฟ ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน
สำหรับวิธีการทำนายศาสตร์ Tasseography ทั้งชาและกาแฟ จะนำเศษตะกอนที่นอนค้างอยู่ก้นถ้วยหลังจากดื่มเสร็จ ซึ่งจะปรากฏออกมาเป็นรูปร่างและรูปทรงต่างๆ มาพิจารณาและตีความความหมายจากลวดลายของตะกอน โดยจะใช้ตำแหน่งของถ้วยในการบ่งบอกว่า เศษตะกอนเหล่านี้ต้องการจะบอกอะไรเรา แต่หากกากที่ออกมาดันไม่เป็นรูปเป็นร่างชัดเจน ก็อาจไม่สามารถตีความหรือบอกคำตอบแก่ผู้ดูได้
Molybdomancy
หลอมเหล็กทำนายโชคชะตา

ก่อนหน้าเราได้ชวนทุกคนไปสังเกตรูปร่างของกากชาและกาแฟกันไปแล้ว คราวนี้เราลองมามองอนาคตผ่านรูปร่างของตะกั่วหลอมเหลวกันบ้าง กับ ‘Molybdomancy’ คือการทำนายดวงชะตา ด้วยนำตะกั่วหรือดีบุกที่หลอมเหลวจากความร้อนเทลงไปในน้ำเพื่อให้มันแข็งตัว โดยรูปทรงที่ได้จะถูกนำไปตีความในเรื่องของลางบอกเหตุเป็นหลัก แต่ในบางธรรมเดียวอาจนำชิ้นโลหะที่ได้ไปส่องกับแสงเทียน แล้วจึงอ่านความหมายจากเงาที่เกิดขึ้นแทน
ศาสตร์การทำนายด้วยโลหะหลอมเหลวนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ ก่อนที่จะถูกเผยแพร่ไปทั่วในพื้นที่อื่นๆ ของยุโรป อย่าง ช่วงยุคกลาง Molybdomancy ถูกนำมาใช้พยากรณ์โรคทางการแพทย์ในเวลานั้น แถมยังใช้เป็นสัญลักษณ์ด้านลบที่เกี่ยวโยงกับความตายด้วย เนื่องจากในยุคกลางผู้คนเริ่มรู้แล้วว่า ตะกั่วสามารถก่อให้เกิดพิษและสร้างผลกระทบต่อร่างกายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
ทั้งนี้ศาสตร์การทำนายดวงชะตาด้วยตะกั่วยังแพร่หลายไปในหลากหลายวัฒนธรรมความเชื่อมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น การใช้ทำนายอนาคตเกี่ยวกับคู่ครองในอังกฤษ ทำนายดวงชะตาในวันส่งท้ายปีเก่าของฟินแลนด์ หรือกระทั่ง การใช้เหล็กหลอมในการหาสิ่งที่กำลังสร้างความกลัวให้กับเด็กๆ ในวัฒนธรรมแถบคาบสมุทรบอลข่าน เป็นต้น
Haruspicy
ทำนายดวงชะตาของผู้คนด้วยเครื่องในสัตว์

หลังจากดูดวงผ่านสิ่งของต่างๆ ไปแล้ว รอบนี้ขอกลับมาที่ศาสตร์การทำนายที่ใช้อวัยวะกันบ้าง แต่ทุกคนไม่ต้องยื่นมือหรือเท้ามาให้พยากรณ์นะ เพราะคราวนี้เราจะใช้เครื่องในสัตว์ในการทำนายดวงชะตา ตามวิธีของศาสตร์ ‘Haruspicy’ กัน
โดยศาสตร์การพยากรณ์นี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรติส (Tigris-Euphrates) อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ผู้คนในยุคนี้เชื่อกันว่าชีวิตของตนล้วนขึ้นอยู่กับลิขิตของเทพเจ้า ดังนั้นพวกเขาจึงพัฒนาวิธีการทำนายดวงชะตาในรูปแบบต่างๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือ Haruspicy คือการเสี่ยงทายด้วยการตรวจดูเครื่องในของสัตว์ที่ถูกนำมาบูชายัญในพิธีกรรม ซึ่งเชื่อว่าเทพแห่งดวงอาทิตย์จะมีอิทธิพลต่อรูปลักษณ์ของอวัยวะภายในเหล่านั้น
สำหรับคำตอบของการทำนายจะขึ้นอยู่กับลักษณะและรูปร่างหน้าตาของเครื่องในแต่ละชิ้น จากบันทึกในจารึกคูนิฟอร์มที่มีอายุราวสมัยกษัตริย์ฮัมมูราบี ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ฮาร์เวิร์ด (Harvard Museum) มีการระบุถึงพิธีกรรมบูชายัญ ตลอดจนหลักการดูเครื่องในของสัตว์ เช่น ตัวอย่างของเครื่องในที่บ่งบอกถึงความเป็นมงคล คือหัวใจควรมีสีอ่อนด้านขวา และสีเข้มด้านซ้าย ส่วนบริเวณยอดหัวใจควรมีสีอ่อนด้านขวา และสีเข้มด้านซ้าย เป็นต้น
Crystal Gazing
เมื่อลูกแก้วสามารถพยากรณ์ชีวิตได้

เวลาพูดถึงคำว่า ‘แม่หมอพยากรณ์’ ภาพจำหนึ่งที่น่าจะผุดขึ้นมาในหัวหลายคน คือซุ้มดูดวงที่เมื่อแวกม่านเข้าไป ก็จะเจอโต๊ะตั้งตรงกลาง พร้อมด้วยข้าวของวางระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ และหนึ่งในนั้นจะต้องมี ลูกแก้วสีใสทรงกลมตั้งตระหง่านอยู่บนโต๊ะ ดึงดูดความสนใจให้แก่ผู้เข้ามาทำนายดวงชะตา
ลูกแก้วทรงกลมใสนี้ คือส่วนหนึ่งของ ‘Crystal Gazing’ ศาสตร์พยากรณ์ที่ผู้ทำนายจะต้องเพ่งเล็งเข้าไปในลูกแก้ว เพื่อเข้าสู่ภวังค์หรือสภาวะที่มีสมาธิแน่วแน่ จนภาพหรือคำทำนายบางอย่างจะปรากฏขึ้นมา ซึ่งคำทำนายที่ถูกฉายภาพออกมาสามารถเป็นได้ตั้งแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต หรือกระทั่งความลับบางอย่างในอดีตที่ผ่านมา
สำหรับจุดเริ่มต้นของศาสตร์พยากรณ์นี้ คงต้องเล่าย้อนกลับไปในช่วงเวลายุคโบราณ ยุคสมัยที่ความเชื่อมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของเรา มนุษย์ในสมัยนั้นจึงได้คิดค้นวิธีสำหรับคาดการณ์และทำนายชีวิตความเป็นไปของตนเองมากมาย ซึ่งศาสตร์การดูลูกแก้วเอง ก็เป็นหนึ่งในวิธีเหล่านั้น หากแต่ในยุคแรกผู้คนจะใช้วัตถุราบเรียบและสะท้อนแสงในการดูดวงแทน อาทิ หินขัดเงา โลหะ หรือแม้แต่ภาพสะท้อนบนผิวน้ำ
มีหลักฐานหลายชิ้นที่สามารถบอกเล่าให้เราได้เห็นถึงพัฒนาการของศาสตร์การทำนายนี้ ไม่ว่าจะเป็น บทกวีออร์ฟิกเรื่องลิธิกา (Orphic Argonautica, Lithica) ที่เล่าถึงลูกแก้ววิเศษที่ทำจากหินสีดำหรือโลหะหนัก ซึ่งใช้ทำนายการล่มสลายของเมืองทรอย หรือในยุคกลางของยุโรป ในรัชสมัยของ ราชินีอลิซาเบ็ธที่ 1 (Elezabeth I) ที่ปรึกษานามว่า จอห์น ดี (John Dee) ก็มักใช้ลูกแก้วในการแสวงหาความรู้และคำตอบเรื่องราวต่างๆ ด้วย โดยภาพวาดที่เกี่ยวกับจอห์น ดี ก็มักจะปรากฏภาพของวัตถุทรงกลมเหมือนลูกแก้วนี้อยู่ข้างกายด้วยเสมอ
Capnomancy
สำรวจควันไฟทำนายดวงชะตา

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 1 ล้านปีที่แล้ว มนุษย์เริ่มมีการรู้จักใช้ไฟกันเป็นครั้งแรก เปลวไฟกับมนุษย์จึงมีความสัมพันธ์ร่วมกันในหลากหลายแง่มุม ไม่ใช่แค่เพียง ใช้เพื่อความสว่างหรือประกอบอาหาร แต่ยังมีการใช้ ‘ควัน’ อันเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการจุดไฟ มาสรรค์สร้างเป็นวิธีการทำนายดวงชะตา ที่เรียกว่า ‘Capnomancy’
ศาสตร์การพยากรณ์นี้ถูกบันทึกว่ามีคนใช้อย่างจริงจังครั้งแรกในสมัยบาบิโลนโบราณ หรือประมาณ 2000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อนักบวชในอารยธรรมบาบิโลนเริ่มตีความกลุ่มควันที่เกิดขึ้นจากการเผาไม้ซีดาร์ในงานพิธีกรรม ต่อมาผู้คนในสมัยกรีกโบราณก็นิยมใช้การบูชายัญสัตว์ในกองไฟ เพื่ออ่านคำทำนายจากควันที่ลอยขึ้นมาด้วยเช่นกัน จนเกิดกลายเป็นคำศัพท์ว่า Capnomancy ที่มีรากมาจากภาษากรีกคำว่า ‘kapnós’ ที่แปลว่า ควัน และ ‘manteía’ ที่แปลว่า การทำนาย
สำหรับวิธีการทำนายดวงชะตาจากควันไฟ ก็จะคล้ายคลึงกับศาสตร์อื่นๆ ที่ผ่านมา นั่นคือ การพิจารณาจากรูปร่างของควันที่ลอยขึ้นมาจากกองไฟ แล้วจึงนำรูปร่างเหล่านั้นมาตีความและสร้างความหมาย เพื่อทำความเข้าใจดวงชะตาของมนุษย์เรา
แล้วทุกคนชอบใช้วิธีไหนในการทำนายดวงชะตาของตนเองกันบ้าง?
อ้างอิงจาก