กรุงเทพมหานครฯ เป็นทั้งเมืองที่ไม่เคยหลับใหล และไม่เงียบสงบในเวลาเดียว
รู้สึกไหมว่า ชีวิตในกรุงเทพฯ แทบไม่เคยได้สัมผัสความเงียบ ไม่ว่าจะเดินริมถนน ขึ้นรถไฟฟ้า หรือเข้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเราต่างถูกรายล้อมไปด้วยเสียงจากการจราจร โฆษณา หรือกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา จนแม้แต่การกลับเข้าบ้านในบางย่านก็ยังหนีไม่พ้นมลพิษทางเสียงเหล่านี้
เมื่อปี 2565 เมืองหลวงของเราเคยติดอันดับ 9 เมืองที่เสียงดังที่สุดในโลกที่ระดับ 99 dB และตัวเลขนั้นอาจไม่ได้ลดลงเลยในปัจจุบัน เมื่อข้อมูลริมถนนจากกรมควบคุมมลพิษยังชี้ว่า ค่าเฉลี่ยเสียงยังคงเกินมาตรฐานที่ 70.5-72 dB และพุ่งไปถึง 95.8 dB ในบางเวลา
ขณะที่ในแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ปัญหาเรื่องเสียงรบกวนก็เป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดเป็นอันดับ 7 จากบรรดาปัญหาทั้งหมดที่ถูกแจ้งเข้ามา
The MATTER พูดคุยกับ รศ.คมกริช ธนะเพทย์ อาจารย์ประจำภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง และ ผศ.ดร.กนกวลี สุธีธร จากภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงประเด็นที่ว่าทำไมกรุงเทพฯ ถึงเป็นเมืองเสียงดังเกินค่ามาตรฐานและมีการร้องเรียนอยู่ตลอด แล้วในมุมมองทางภูมิสถาปัตยกรรมและการวางผังเมืองจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง
เสียงดังแค่ไหนถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ก่อนไปคุยกับอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน เราขอพาทุกคนมาดูสถานการณ์ระดับเสียงในกรุงเทพฯ ซึ่งยังเกินค่ามาตรฐานอยู่
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่า ระดับเสียงเฉลี่ยตลอดการทำงาน 8 ชั่วโมง ไม่ควรเกิน 75–78 dB ส่วนระดับเสียงที่เริ่มเป็นอันตรายต่อระบบการได้ยินจะอยู่ที่ 80-90 dB ขึ้นไป ซึ่งความปลอดภัยจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ได้รับเสียงด้วย เช่น หากต้องทำงานในพื้นที่ที่มีความดังระดับ 85–90 dB ไม่ควรอยู่เกินวันละ 7–8 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอาการหูอื้อและส่งผลให้ประสาทหูเสื่อมหรือถูกทำลายได้
นอกจากนั้น WHO ยังแนะนำค่ามาตรฐานระดับเสียงเฉลี่ยต่อปีที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ โดยในช่วงกลางวันควรควบคุมระดับเสียงจากการจราจรบนท้องถนนให้ต่ำกว่า 53 dB และควรลดระดับเสียงให้ต่ำลงไปอีกในตอนกลางคืนให้ต่ำกว่า 45 dB เพราะเสียงที่ดังเกินไปจะรบกวนการนอนหลับและนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่างๆ
ในประเทศไทย กรมควบคุมมลพิษได้กําหนดมาตรฐานระดับเสียงโดยทั่วไป ให้ระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 dB และมีค่าสูงสุดไม่เกิน 115 dB
ข้อมูลจากรายงานค่าระดับเสียงจากสถานีตรวจวัดระดับเสียงของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งติดตั้งเครื่องตรวจวัดระดับเสียงในกรุงเทพมหานคร เพื่อรายงานระดับเสียงตลอด 24 ชั่วโมง ใน 7 พื้นที่* พบว่า ค่าเฉลี่ยเสียงในช่วงวันที่ 16 – 22 มิถุนายน 2569 มีค่าระดับเสียงที่ ‘เกินค่ามาตรฐาน (70 dB)’ คือ สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย สถานีไฟฟ้าย่อยธนบุรี การเคหะชุมชนดินแดง ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 70.5-72 และมีบางช่วงที่ระดับเสียงสูงสุดถึง 95.8
อย่างไรก็ตาม ในปี 2565 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้จัดทำรายงานเกี่ยวกับเมืองที่มีเสียงดัง ซึ่งกรุงเทพฯ ติดอันดับ 9 ของการจัดอันดับเมืองเสียงดังที่สุดในโลก ด้วยระดับเสียงสูงถึง 99 dB
หมายเหตุ: การติดตั้งใน 7 พื้นที่ ได้แก่ พาหุรัด เขตพระนคร, โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เขตวังทองหลาง, การเคหะชุมชนคลองจั่น เขตบางกะปิ, โรงเรียนนนทรีวิทยา เขตยานนาวา, สถานีไฟฟ้าย่อยธนบุรี เขตธนบุรี, สถานีตำรวจนครบาลโชคชัย เขตวังทองหลาง และการเคหะชุมชนดินแดง เขตดินแดง ซึ่งย่านพาหุรัด เขตพระนคร ไม่มีการอัปเดตข้อมูลตั้งแต่ 14 กรกฎาคม 2568
กรุงเทพฯ เขตไหนร้องเรียนเรื่อง ‘เสียง’ มากที่สุด?
สถิติเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษของกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ในเดือนมกราคม–ธันวาคม พ.ศ. 2568 กรมควบคุมมลพิษได้รับแจ้งเรื่องร้องเรียนด้านมลพิษ จํานวน 779 เรื่อง โดยหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับการแจ้งเรื่องร้องเรียนสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 161 เรื่อง ซึ่งปัญหาเสียงดังและเสียงรบกวนอยู่ลำดับที่ 3 จากการได้รับแจ้งร้องเรียน 52 เรื่อง รองจากปัญหากลิ่นเหม็นและฝุ่นละอองหรือเขม่าควัน จำนวน 107 และ 70 เรื่อง ตามลำดับ
ข้อมูลจาก Traffy Fondue ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้ประชาชนแจ้งปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวัน พบว่าในปี 2568 มีการรายงานปัญหาเกี่ยวกับ ‘เสียง’ จำนวน 18,087 จาก 379,504 เรื่อง โดยเฉลี่ยแล้วเป็นปัญหาลำดับที่ 7 ของแต่ละเดือนที่มีการรายงานจากแต่ละเขตตลอดทั้งปี

ภาพ ในปี 2568 แต่ละเขตในกรุงเทพฯ ร้องเรียนปัญหา ‘เสียง’ ในเมืองเท่าไหร่?
จากการรวบรวมข้อมูล พบว่า เขตจตุจักร มีการร้องเรียนเรื่องเสียงสูงที่สุดถึง 1,036 ครั้ง ซึ่งเป็นเขตเดียวในกรุงเทพฯ ที่มีการร้องเรียนทะลุหลักพัน และมากกว่าอันดับสองอย่างเขตวัฒนาเกือบเท่าตัว โดยส่วนใหญ่เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับเสียงจากสถานบันเทิง ร้านอาหาร ตลาดนัด รวมถึงคอนเสิร์ต
เมื่อดู 5 อันดับแรกที่มีการร้องเรียนสูงสุด จะเห็นว่ากลุ่มเขตเมืองชั้นในและเมืองที่เป็นย่านเศรษฐกิจหรือแหล่งท่องเที่ยวกลางคืน คือ เขตจตุจักร 1,036 ครั้ง, เขตวัฒนา 699 ครั้ง, เขตดินแดง 618 ครั้ง, เขตบางกะปิ 614 ครั้ง และเขตห้วยขวาง 573 ครั้ง
ส่วนเขตที่มีจำนวนการร้องเรียนต่ำที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ เขตดุสิต 158 ครั้ง, เขตคันนายาว 156 ครั้ง, เขตทวีวัฒนา 155 ครั้ง, เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย 149 ครั้ง และเขตสัมพันธวงศ์ 78 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่การร้องเรียนในพื้นที่เขตสัมพันธวงศ์น้อยมากๆ ซึ่งต่ำกว่า 100 ครั้ง อาจเพราะนี่เป็นเขตที่มีประชากรตามทะเบียนราษฎร์น้อยที่สุดใน กทม. ตามข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยในปี 2568 เพียง 18,329 คน จึงทำให้การร้องเรียนต่างๆ น้อยลงไปด้วย
ขณะที่เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายถือเป็นหนึ่งในเขตอนุรักษ์เมืองเก่า ส่วนใหญ่เป็นย่านค้าขายเก่าแก่ที่ปิดตัวช่วงค่ำ ซึ่งอาจไม่ได้มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมที่สร้างเสียงรบกวนมากนักเมื่อเทียบกับพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ แต่ก็ยังมีการร้องเรียนเกี่ยวกับเสียงรบกวนอยู่บ้าง โดยส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เกิดจากการใช้เสียงในระดับปัจเจก เช่น การเปิดเพลงเสียงดัง เสียงสุนัข หรือเสียงจากกิจกรรมทางวัฒนธรรม เช่น วัด การแสดงลิเก
เขตทวีวัฒนาและเขตคันนายาวเป็นเขตชานเมืองที่ความหนาแน่นของประชากรและสถานบันเทิงยังไม่สูงเท่าเมืองชั้นใน อาจทำให้มีปัญหามลพิษทางเสียงที่ร้องเรียนเข้ามาน้อยกว่า
ส่วนเขตดุสิตซึ่งแม้จะอยู่ใกล้กับใจกลางเมือง แต่กลับมีการรายงานเสียงรบกวนที่น้อย ซึ่งคาดว่าเป็นเพราะลักษณะการใช้ประโยชน์ที่ดินและโครงสร้างผังเมือง คือ พื้นที่กว่า 1 ใน 4 ของเขต (2.6 ตารางกิโลเมตร จากทั้งหมดประมาณ 10.6 ตารางกิโลเมตร) ถูกใช้เป็นสถานที่ราชการ วัง และเขตทหาร เช่น พระราชวังดุสิต สวนจิตรลดา ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา กองทัพภาคที่ 1 ซึ่งมักไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งสถานบันเทิง ผับ หรือบาร์
ทำไมกรุงเทพฯ ถึงเป็นเมืองเสียงดังเกินค่ามาตรฐานและมีการร้องเรียนอยู่ตลอด?
“คนไทยเป็นวัฒนธรรมที่ใช้เสียง”
รศ.ดร.คมกริช ธนะเพทย์ เริ่มต้นบทสนทนาด้วยการเปรียบเทียบวัฒนธรรมการใช้เสียงของคนไทย ก่อนชวนทบทวนว่าการที่เราเสียงที่ได้ยินว่าเป็นมลพิษนั้น เป็นระดับเสียงที่เป็นอันตรายจนทำให้ประสาทหูเสื่อมจริงๆ เป็นมลพิษที่เกินมาตรฐานกฎหมายกำหนด หรือเป็นเพียงเสียงที่เราไม่ต้องการได้ยินและก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ
เมื่อมองวัฒนธรรมการใช้เสียงของคนไทยและอาจรวมไปถึงคนจีนหรือมุสลิม ที่มีความเชื่อว่าหากทำบุญหรือสร้างคุณประโยชน์ก็ต้องส่งเสียงดัง เพื่อกระจายผลบุญหรือเชื้อเชิญคนให้เข้ามาร่วม เช่น การตีฆ้อง การสวดมนต์ การสวดละหมาด เหล่านี้ถูกออกแบบมาพร้อมกับสถาปัตยกรรมสมัยก่อนที่สามารถกระจายเสียงจากอาคารได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องขยายเสียง
วัฒนธรรมการใช้เสียงเหล่านี้เกิดขึ้นและฝังตัวอยู่ในชุมชนแนวราบมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะกลายเป็นเมืองตึกสูงอย่างทุกวันนี้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงหลังมานี้ เราจึงได้เห็นข่าวข้อพิพาทเรื่องเสียงระหว่างผู้พักอาศัยในคอนโดกับวัดหรือชุมชนที่ยังคงดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมอยู่
“ณ วันที่เราย้ายเข้ามาในเมือง วัดก็เป็นวัดเดิม เมืองก็ไปล้อมอยู่ มัสยิดก็เป็นมัสยิดเดิม เมืองก็ไปล้อมอยู่ วัฒนธรรมการใช้เสียงมันยังมีอยู่ เพราะฉะนั้น ในเมืองจึงเริ่มมีข้อขัดแย้งที่ว่าคนใหม่ที่เข้าไปอยู่ในคอนโดมักขัดแย้งกับการใช้เสียงแบบเดิมของวัดหรือกิจกรรมทางวัฒนธรรมเดิม”
“การที่คนกลุ่มหนึ่งชินกับการใช้เสียงแบบหนึ่ง ต้องไปอยู่ในสถานที่ซึ่งมีวัฒนธรรมของการใช้เสียงอีกแบบหนึ่ง ถ้าเกิดเขาไม่ได้เพลิดเพลินหรือไปร่วมกิจกรรมกับเสียงสวด เสียงรำวง เสียงงานวัด เหล่านี้จะเป็นปัญหาทันที แต่ถ้าเกิดเขาเข้ากันได้กับวัฒนธรรมนั้น การใช้เสียงก็จะกลายเป็นส่วนนึงของการใช้ชีวิตประจำวัน” อ.คมกริช กล่าว

cr. shutterstock
ดังนั้น ‘ความพึงพอใจ’ หรือ ‘การคาดเดาได้’ อาจเป็นความรู้สึกที่ใช้ในการแบ่งแยกมลพิษทางเสียงสำหรับความรู้สึกของแต่ละคน
อ.คมกริช เปรียบเทียบระหว่างเสียงเด็กร้องไห้ กิจกรรมจากวัด พิธีกรในห้างสรรพสินค้า รถมอเตอร์ไซต์แต่งท่อ และคอนเสิร์ตที่เราไปเข้าร่วม ซึ่งเสียงจากแต่ละแหล่งกำเนิดมีระดับเสียงไม่เท่ากัน แต่เราย่อมพึงพอใจกับเสียงที่ดังจากคอนเสิร์ตที่มีเสียงดังกว่า หรือยินยอมที่จะฟังเสียงจากพิธีกรในห้างสรรพสินค้ามากกว่า เพราะเสียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นและรู้ระยะเวลาของมัน มากกว่าเสียงเด็กร้องที่จะดังหรือเงียบเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ หรือเสียงรถมอเตอร์ไซต์ที่อยู่ๆ ก็ดังขึ้นมา
นอกจากนั้น คนไทยยังมีความเชื่อที่คิดว่า ‘เสียงดัง = ดี’ จากกิจกรรมที่ส่งเสริมการใช้เสียงดังโดยไม่จำเป็น เช่น การแต่งท่อให้รถมีเสียงดังแล้วจะดูเป็นรถที่เร็วและแรง การใช้ลำโพงเสียงดังแต่คุณภาพเสียงอาจจะไม่ได้ดี ซึ่งไม่ได้ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพและไม่เกิดประโยชน์
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมการใช้เสียงในเมือง เช่น การกำหนดช่วงเวลาจัดกิจกรรมไม่ให้ใช้เสียงดังเกิน 22:00 น. ซึ่งต้องทำหนังสือขออนุญาตใช้เสียงล่วงหน้า การควบคุมระดับเสียงในสถานบันเทิงว่าไม่ควรเดิน 96 dB และห้ามเปิดเพลงดังหลัง 24:00 น. หรือการกำหนดเสียงในงานก่อสร้างและอุตสาหกรรม แม้แต่เสียงท่อรถแต่งก็ถูกกำหนดว่าไม่ควรเกิน 95 dB
อ.คมกริช มองว่า ตอนนี้กฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการใช้เสียงในประเทศไทยค่อนข้างครอบคลุมแล้ว แต่ยังขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง ทำให้การร้องเรียนและปัญหาเสียงในเมืองยังคงมีอยู่ เพราะกฎหมายก็ถือเป็นผังเมืองชนิดหนึ่ง
ด้าน ผศ.ดร.กนกวลี สุธีธร นักวิจัยจากศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การวางแผนภูมิทัศน์เชิงสุขภาวะและชีวสัมพันธ์ (Healthy Landscape And Biophilic Planning, HeaL-BiP) เสริมว่า นอกจากการบังคับใช้กฎหมายแล้ว บางครั้งคนก็ไม่รู้ว่า “ตัวเองมีสิทธิที่จะมีชีวิตที่สงบสุข”
ยกตัวอย่าง บางคนอาศัยอยู่ในพื้นที่ชานเมือง ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลจากวัด เมื่อไหร่ที่วัดจัดงานเขาก็ได้ยินเสียงจากวัดอยู่เสมอสลับไปมา ซึ่งไม่รู้ว่าจะต้องไปร้องเรียนกับใครหรือร้องเรียนอย่างไร เพราะบ้านไม่ได้อยู่ใกล้กับวัดขนาดนั้น
อ.กนกวลี กล่าวว่า มลพิษทางเสียงเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น ดูเหมือนจับต้องได้ยาก แม้จะมีเครื่องวัดตามมาตรฐานหรือมีข้อกำหนดตามกฎหมาย แต่บางครั้งเสียงที่ได้ยินแล้วก่อให้เกิดความรำคาญแต่ค่าที่วัดได้ไม่เกินเกณฑ์กฎหมายก็อาจจะทำอะไรไม่ได้ ซึ่งพอเป็นมลพิษก็ย่อมส่งผลกระทบกับร่างกายและจิตใจของผู้ได้รับเสียง
มลพิษทางเสียงในเมือง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอย่างไร?
อ.คมกริช เล่าว่า มนุษย์จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงบรรยากาศ (Ambient Sound) อยู่ประมาณนึง เพื่อให้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะหากเราต้องไปอยู่ในห้องที่ได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง หรือเงียบมากๆ ก็ทำให้เกิดความเครียดได้ แต่การอยู่ในพื้นที่ที่เสียงดังเกินไปก็ทำให้เกิดความเครียดเช่นกัน
“ผมเคยอยู่ในย่านท่องเที่ยว หลัง 22:00 น. ผับบาร์เริ่มปิด แล้วก็จะเริ่มมีเสียงดังจากรถตุ๊กๆ ที่คอยรับส่งนักท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวชอบมาก เปิดลำโพง 5 ตัว เพราะเขาไม่ได้อยู่ในพื้นที่นี้ทุกวัน แต่คนที่นอนบนตึกก็ต้องถามว่า เขาได้พักผ่อนเต็มที่หรือหลับเต็มที่ไหม? หรือเกิดความเคยชิน? ซึ่งผมก็จะใช้เอียร์ปลั๊กแก้ปัญหา” อ.คมกริช แบ่งปันประสบการณ์ของเขา
นอกจากผลกระทบทางสุขภาพจิตที่ส่งผลต่อคนทั่วไปแล้ว เสียงในเมืองยังส่งผลต่อกลุ่มเปราะบางที่มีข้อบกพร่องด้านประสาทการรับรู้และสติปัญญา อย่างกลุ่มออทิสติกและผู้ที่ไวต่อประสามสัมผัส
เนื่องจากสิ่งแวดล้อมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ริมถนนไปจนถึงในห้างสรรพสินค้าหรือหอศิลป์ มีระดับการกระตุ้นประสาทสัมผัสต่อพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นเสียงรถยนต์ เสียงแอร์ หรือเสียงพูดคุยที่คนทั่วไปมองข้ามหรือรู้สึกว่าเป็นเสียงปกติ
เหล่านี้กลายเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะหรือร่วมกิจกรรมทางสังคมของพวกเขา ซึ่งมีผู้ปกครองหลายคนที่ต้องแก้ปัญหาด้วยการให้เด็กใส่หูฟังตัดเสียงรบกวน ลดการกระตุ้นสิ่งเร้า หรือยอมเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อหาพื้นที่ธรรมชาติที่เงียบสงบจริงๆ มีระยะบัฟเฟอร์จากต้นไม้ใหญ่ที่กั้นเสียงเมืองได้ ซึ่งสวนสาธารณะที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ในกรุงเทพฯ มีค่อนข้างน้อย
“พวกเขาอยากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตได้อย่างปกติ เนื่องจากได้รับการกระตุ้นผ่านแสงสีเสียงมากเกินไป บางทีพวกเขาต้องแยกตัวออก หันหามุม ฟังนู่นนี่ แต่จริงๆ คนกลุ่มนี้ไม่ได้อยากแยกตัว เขาอยากมีชีวิตอยู่เหมือนคนปกติ แต่เสียงที่เขาได้ยินจะดังกว่าคนปกติ” อ.คมกริช กล่าว

cr. shutterstock
ในทางสถาปัตยกรรมและผังเมืองเราสามารถใช้กระบวนการออกแบบเพื่อบรรเทาหรือจัดการมลพิษทางเสียงได้อย่างไรบ้าง?
เมื่อพูดถึงการจัดการผังเมือง สิ่งที่กรุงเทพมหานครทำได้เลย คือ ‘การกำหนดเขตพื้นที่ (Zoning)’ ซึ่ง อ.คมกริช และ อ.กนกวลี ต่างเห็นตรงกันว่าควรมีการจัดการพื้นที่และเวลา โดยการกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนว่าย่านไหนใช้เสียงได้นานกว่าปกติ เช่น ย่านร้านอาหาร สถานบันเทิง พื้นที่อุตสาหกรรม หากเป็นย่านที่อยู่อาศัยก็ต้องควบคุมช่วงเวลาและระดับการใช้เสียงมากขึ้น
“คิดว่าการกำหนดช่วงเวลาในการใช้เสียงกับกิจกรรมต่างๆ ยังทำได้อยู่ แต่ถ้ามองในเรื่องการแก้ไขในระดับเมืองอาจจะยาก แต่ยังทำได้ในระดับย่านหรือชุมชนนะ เช่น การทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่เสียงดัง หรือหากมีความจำเป็นต้องใช้เสียงก็ให้แจ้งก่อน” อ.กนกวลี กล่าว
เช่นเดียวกับ อ.คมกริชที่มองว่า ‘การสื่อสาร’ และการทำความเข้าใจทางวัฒนธรรม จะทำให้ผู้มาใหม่และคนในพื้นที่เดิมสามารถอยู่ร่วมกันได้ เช่น การแจ้งว่าวันนี้วัดจะจัดงานถึงเที่ยงคืน มีการสวดมนต์ข้าม ซึ่งหากคนที่อาศัยในคอนโดรู้ล่วงหน้าก็อาจจะเตรียมตัวหรืออุปกรณ์ป้องกันเสียง หรือไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว
ข้อจำกัดของการใช้ Zoning คือ แม้กำหนดพื้นที่สำหรับการท่องเที่ยวหรือย่านกลางคืน แต่เมืองก็ย่อมมีผู้อยู่อาศัยมาก่อน ซึ่งต้องหาทางออกที่จะไม่รบกวนการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยเดิมมากนัก เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้วัสดุดูดซับเสียงหรือลดกิจกรรมที่ใช้เสียงลง และต้องมีการจ่ายค่าชดเชยที่แฟร์กับคนในชุมชนที่ต้องการย้ายออกจากพื้นที่ที่ถูกทำเป็นย่านท่องเที่ยวของเมืองด้วย
นอกจากนั้น เรายังสามารถใช้การออกแบบภูมิทัศน์ถนน (Streetscape) ควบคู่กับการใช้พืชพันธุ์เพื่อช่วยเป็นบัฟเฟอร์สำหรับการลดเสียงในเมือง เช่น การตั้งระยะห่างระหว่างถนนและอาคาร ผนังกั้นเสียงบนทางด่วน (Sound Wall) การใช้เนินดิน พุ่มไม้ หรือวัสดุทางพืชพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ทั้ง 2 คน ต่างมองว่า ตอนนี้กรุงเทพฯ ค่อนข้างมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ซึ่งการปลูกต้นไม้หรือสร้างเนินต่างๆ ก็จำเป็นต้องใช้ระยะในการจัดการ ด้วยข้อจำกัดนี้ อ.คมกริชจึงให้น้ำหนักไปกับการจัดการการสื่อสารและการควบคุมเสียงจากแหล่งกำเนิดมากกว่า
อ.กนกวลี มีข้อเสนอจากแนวคิดย่านน่าอยู่ (Liveable Neighbourhoods) จาก Noe Street ที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งมีการทำให้ทางเท้าบริเวณหัวถนนแคบลง แล้วแบ่งพื้นที่ไปปลูกต้นไม้ จากผิวจราจรที่รถวิ่งได้ 4 เลน จะเหลือเพียง 2 เลน ซึ่งช่วยลดระยะการข้ามถนนของคนที่เดินทางเท้า พร้อมช่วยลดความเร็วของรถ ทำให้เสียงรบกวนจากการจราจรลดลงไปด้วย
เป็นไปได้หรือไม่ ที่กรุงเทพมหานครจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับเมือง?
“จริงๆ เขาก็เคยทำอยู่บ้างแล้ว ส่วนมากเวลา กทม. ทำก็มักมีลักษณะเป็นพาเหรดหรือเป็นอีเวนต์ ไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งการประชาสัมพันธ์อาจจะไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดรถติดมาก แล้วพอรถติด คนก็อาจจะโวยวาย พอเป็นแบบนี้ เราก็เข้าใจความกลัวของผู้บริหารว่า ไม่อยากให้คนเดือดร้อน ก็อาจจะไม่ทำแล้ว”
“แต่เราอยากบอกว่า ถ้าจะทำแล้วมีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้านานๆ หรือทำทุกเดือนเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อทดลอง คนก็จะเริ่มจำได้ แล้วก็รับรู้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือง่ายๆ ตอนนี้ก็ปิดถนนเต้นแอโรบิกก็ได้” อ.กนกวลี เสนอ

ภาพ กิจกรรม Bangkok Car Free 2024 ถนนบรรทัดทอง (cr. กรุงเทพมหานคร)
ข้อดีของการลดพื้นที่จราจรเพื่อนำพื้นที่ไปขยายเป็นทางเท้าที่ร่มรื่นและปลอดภัย จะช่วยจูงใจให้คนหันมาเดินมากขึ้น เมื่อคนเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้รถมาเป็นการเดิน ระดับเสียงในย่านนั้นจะเบาลงโดยธรรมชาติ เพราะเสียงจากการเดินเงียบกว่าเสียงเครื่องยนต์แน่นอน
แน่นอนว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง คนในเมืองก็ต้องใช้เวลาในการปรับตัว ซึ่ง อ.กนกวลี มองว่า หากอยากทำเมืองที่คนสามารถเดินได้ ก็ต้องทำทางเท้าที่กว่าง ปลอดภัย ร่มรื่น และหากเมืองมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ เราจำเป็นต้องเลือกระหว่าง ‘พื้นที่ให้รถวิ่ง’ กับ ‘พื้นที่ให้คนเดิน’
การลดเสียงในเมืองจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต สุขภาวะ หรือสร้างความปลอดภัย ให้คนในกรุงเทพฯ อย่างไร?
“เมื่อเราพูดถึงเสียงในเมือง ต้องไล่ตั้งแต่มลพิษทางเสียงที่ไม่ทำอันตรายที่กับระบบประสาทของคนทั่วไป ไม่ทำให้ประสาทหูเสื่อม เสียงทางวัฒนธรรมที่ไม่รบกวนกัน และสิ่งที่ดีที่สุดคือการได้ยินเสียงตามธรรมชาติ เราอาจจะลองปิดเพลง ปิดทีวี ลองเงี่ยหูฟังเสียงลมพัด นี่คือเสียงธรรมชาติ” อ.คมกริช กล่าว
อ.คมกริช กล่าวว่า ‘เสียงธรรมชาติ’ เป็นเสียงที่ดีที่สุดที่ไม่กระตุ้นผู้เป็นออทิสติกหรือผู้ที่มีปัญหาทางอารมณ์อื่นๆ ซึ่งทุกวันนี้กำลังมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมเมืองจากความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว การทำให้เสียงในเมืองเบาลงจึงเปรียบเสมือนการคืนพื้นที่ให้กับกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ และเป็นผลดีกับคนทั่วไปด้วย
สอดคล้องกับมุมมองของ อ.กนกวลี ที่มองว่า หากเมืองเงียบลงจนได้ยินเสียงธรรมชาติชัดขึ้น ความเครียดก็จะลดลงซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพ ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเดียวที่ได้ประโยชน์จากความเงียบนี้ เพราะสัตว์ทั้งหลายในเมือง ไม่ว่าจะเป็นนก แมลง สุนัข หรือแมวต่างก็จะมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามมา
อ้างอิงจาก