ครั้งหนึ่ง ‘ห้วยขวาง’ เคยเป็นย่านสำหรับอยู่อาศัยเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง แต่ในวันนี้มีชื่อที่เรียกกันแบบทีเล่นทีจริงว่า ‘มณฑลห้วยขวาง’ สืบเนื่องจากการเข้ามาของกลุ่มทุนจีนที่กว้านซื้อทำเลในย่านนี้ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งร้านอาหารสไตล์ยูนนาน ชาบูหมาล่า ซูเปอร์มาร์เก็ตจีนได้เข้ามาแทนที่คูหาอยู่อาศัยเดิมตลอดสองฝั่งของถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ
มองไปทางไหนสายตาก็เห็นแต่ป้ายภาษาจีน จมูดได้กลิ่นน้ำมันพริกหมาล่า หน้าร้านมีป้ายรับโอนผ่าน Alipay จะจ่ายเงินทีก็ต้องคิดว่าเขาจะรับเงินบาทไทยไหม หรือนี่คือไลฟ์สไตล์แบบใหม่ที่มาพร้อมกับผู้อยู่อาศัยใหม่ เมื่อระบบนิเวศถูกเปลี่ยนให้รองรับกับทุนจีน ประเด็นนี้สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจะมองเห็นปัญหาและจัดการอย่างไร

เมื่อ ‘ธุรกิจจีน’ สร้าง ‘ระบบนิเวศเพื่อคนจีน’ ที่คนไทยแทบไม่ได้แตะ
ต้องเข้าใจก่อนว่าคนจีนที่เข้ามาในห้วยขวางตอนนี้ ไม่ใช่คนจีนรุ่นเดียวกับที่มาตั้งรกรากในเยาวราชหรือสำเพ็งเมื่อร้อยกว่าปีก่อน คนจีนกลุ่มนั้น (โดยมากเป็นชาวแต้จิ๋ว) ลงเรือสำเภาหนีความลำบากและสงครามจากจีนแผ่นดินใหญ่ หวังเข้ามาค้าขายและสร้างครอบครัวในเมืองไทย จนปัจจุบันนี้ คนจีนได้กลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว แม้แต่รุ่นลูกรุ่นหลานก็อาจจะพูดจีนไม่ได้แล้วด้วย
ส่วนคนจีนกลุ่มใหม่ที่เข้ามาห้วยขวางคือกลุ่มที่เรียกว่า ‘ซินอี้หมิน’ (Xin Yimin) หรือชาวจีนที่เกิดหลังปี 1980 เป็นกลุ่มที่มีการศึกษาสูง มีทุน และเข้ามาด้วยภาพลักษณ์ของนักลงทุนมากกว่าผู้อพยพ (แม้ส่วนหนึ่งตัดสินใจหาโอกาสใหม่นอกแผ่นดินจีน เพราะปัญหาการเข้าถึงที่อยู่อาศัยและการแข่งขันทางธุรกิจในจีนด้วย) พวกเขาเลือกห้วยขวางเพราะใกล้สถานทูตจีน เดินทางสะดวก ราคาที่ดินยังไม่แพงเท่าย่านอื่น
งานวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ตั้งแต่ปี 2559 พบว่าแค่ตลอดถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญสายเดียว มีคนจีนกลุ่มนี้อาศัยอยู่แล้วราว 7,000 คน ส่วนใหญ่อายุ 25-40 ปี และยังกระจายตัวไปทั่วย่านรัชดาภิเษก พระราม 9 ห้วยขวาง ไปจนถึงสุทธิสาร แต่สิ่งที่งานวิจัยชี้ไว้ชัดเจนคือ คนกลุ่มนี้ไม่ได้ตั้งใจมาปักหลักถาวรแบบคนจีนรุ่นปู่ย่าตายาย พวกเขาเข้ามาพร้อมเงินทุนก้อนหนึ่ง ทำธุรกิจ แล้วหวังกอบโกยกำไรกลับไปยังประเทศจีน
ทุกอย่างที่พวกเขาใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วัตถุดิบ ของกิน ของใช้ ส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อจาก Supply Chain ของไทย แต่นำเข้าจากจีนเป็นหลัก ร้านสะดวกซื้อสไตล์จีนก็มีลูกค้าหลักเป็นคนจีนด้วยกันเอง มีจุดแลกเงินสำหรับคนจีนโดยเฉพาะ มีธนาคารจีน มีนายหน้าอสังหาฯ ที่พูดคุยเป็นภาษาจีน มีโครงการคอนโดฯ ที่ออกแบบเพื่อรองรับคนจีน แม้แต่แอปฯ สั่งอาหารก็มีแอปฯ จากจีนที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับคนจีนโดยเฉพาะ
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่า มันเกิด ‘ระบบนิเวศ’ ของย่านใหม่สำหรับรองรับการมาของกลุ่มทุนจีนที่หมุนวนอยู่ในกลุ่มคนจีนด้วยกันเอง คนไทยที่ได้ประโยชน์จริงๆ อาจมีแค่รายกรณีไป เช่น คนขับมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารที่ได้ค่าทิปดีๆ จากลูกค้าจีน เจ้าของตึกที่ปล่อยเช่าได้ราคาสูงขึ้น หรือ นอมินีที่รับเป็นนายหน้าธุรกิจร้านอาหารต่างๆ แต่ในภาพรวม เม็ดเงินจากธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้ไหลเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างที่ควรจะเป็น ตรวจสอบได้ยาก และนี่คือจุดที่ทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวล
อีกหนึ่งปัญหาที่ถูกพูดถึงมากคือ การที่ผู้ประกอบการจีนหลายรายในห้วยขวางเข้ามาทำธุรกิจโดยไม่ได้ทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ตามกฎหมายแล้ว ชาวต่างชาติที่จะทำธุรกิจในไทยต้องขอวีซ่าธุรกิจ (Non-B) แล้วต่อด้วยใบอนุญาตทำงาน ซึ่งต้องมีการแสดงหลักฐานเสียภาษีด้วย
แต่บางส่วนเลือกใช้วีซ่าท่องเที่ยวในการทำธุรกิจ เพราะไม่ต้องแจกแจงเรื่องภาษีให้ยุ่งยาก หรือบางรายก็จ้างคนไทยมาเป็น ‘นอมินี’ หรือตัวแทนอำพรางในการเปิดธุรกิจ ด้วยค่าตอบแทนรายเดือนสูงถึง 70,000-80,000 บาท เพื่อให้ดูเหมือนธุรกิจนี้เป็นของคนไทย ทั้งที่จริงๆ คนจีนคือผู้ควบคุมตัวจริง วิธีนี้นำไปสู่การหลีกเลี่ยงการจดทะเบียนการค้าที่ถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการเสียภาษีไปในตัว แถมยังมีรายงานอีกว่า พบบางกิจการเลือกจ่าย ‘ค่าคุ้มครอง’ ให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน เพื่อให้เปิดร้านได้อย่างราบรื่นโดยไม่ถูกตรวจสอบ
จ่ายเงินหยวนไม่ผ่านธนาคารไทย
มณฑลห้วยขวางยังเป็นที่เล่าลือ จากกรณีร้านอาหารจีนหาช่องทางรับชำระเฉพาะเงินสกุลหยวนจีน และปฏิเสธการชำระด้วยเงินบาทไทย จนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกมาชี้แจงถึงวิธีการชำระเงินในรูปแบบต่างๆ ที่มักจะใช้ในย่านที่มีชาวจีนอาศัยอยู่มากอย่างห้วยขวาง
- รูปแบบแรกคือการใช้ Alipay หรือ WeChat Pay สแกนจ่ายผ่าน Thai QR หรือ PromptPay ของร้านค้าไทย กรณีนี้แม้ลูกค้าจะจ่ายเป็นเงินหยวน แต่ระบบจะทำการแปลงค่าเงินและส่งเข้าร้านค้าในรูปเงินบาท จึงยังอยู่ภายใต้ระบบการชำระเงินของไทยและสามารถตรวจสอบได้
- รูปแบบที่สองคือการสแกน QR Code ของ Alipay หรือ WeChat Pay โดยตรง แม้จะไม่ผ่านระบบกลางของไทย แต่สุดท้ายเงินก็ยังถูกแปลงเป็นเงินบาทก่อนเข้าสู่ร้านค้าในประเทศไทย จึงยังพอมีช่องทางในการติดตามตรวจสอบ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกังวลมากที่สุดคือการโอนเงินแบบบุคคลต่อบุคคล หรือ P2P ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างใช้แอปฯ จีน เงินหยวนจะถูกโอนกันภายในระบบของจีนโดยตรง ไม่ผ่านธนาคารไทย ไม่ผ่านระบบชำระเงินไทย และไม่เข้าสู่การกำกับดูแลของหน่วยงานไทย ทำให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ยาก กรณีเช่นนี้อาจนำไปสู่การหลีกเลี่ยงภาษี การฟอกเงิน หรือการทำธุรกรรมที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายได้ ปัญหาคือเซิร์ฟเวอร์และระบบทั้งหมดอยู่ในต่างประเทศ จึงเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานไทยจะเข้าไปบังคับใช้กฎหมายโดยตรง
ทางธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า ขณะนี้ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการอย่าง Alipay และ WeChat Pay เพื่อตรวจสอบการใช้บัญชีส่วนบุคคลมารับชำระค่าสินค้าแทนบัญชีธุรกิจ หากพบว่าบัญชีใดถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ เช่น รับเงินจากการขายสินค้าเป็นประจำ หรือมีลักษณะคล้ายบัญชีม้า ก็จะประสานให้ผู้ให้บริการปิดบัญชีดังกล่าว แค่ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีการปิดบัญชีลักษณะนี้ไปแล้วกว่า 900 บัญชี
ครัวศูนย์เหรียญ และแอปฯ ส่งอาหารสัญชาติจีน
‘ครัวศูนย์เหรียญ’ หรือร้านอาหารที่ดำเนินกิจการโดยคนจีนและมุ่งให้บริการลูกค้าชาวจีนเป็นหลัก ตั้งแต่การลงทุน การนำเข้าวัตถุดิบ การจ้างแรงงาน การรับชำระเงิน ไปจนถึงการขายสินค้าและบริการให้ลูกค้าชาวจีน ส่งผลให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายเดียวกัน แต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ควรเกิดขึ้นกับไทยอาจลดลง แม้ธุรกรรมเหล่านั้นจะเกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยก็ตาม
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร้าน พนักงาน ไปจนถึงลูกค้าในร้านอาหารจีนในย่านห้วยขวาง แทบทั้งหมดไม่ใช่คนไทย แม้แต่การเลือกใช้แอปฯ ส่งอาหาร ก็ยังใช้แอปฯ สัญชาติจีน ‘Gokoo’ (อีกเจ้าหนึ่งที่นิยมใช้กันคือ Feixiang) ซึ่งตัวไรเดอร์เอง ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวชาติพันธุ์กะเหรี่ยงหรือชาวไทใหญ่ที่สื่อสารภาษาจีนได้ และใช้ภาษาไทยได้ด้วยเช่นกัน

ด้วยความที่ตัวแอปฯ Gokoo ใช้ภาษาจีนทั้งหมดและมีเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรมากกว่า 25,000 ร้าน ง่ายต่อการสั่งซื้อสินค้าและอาหารจีนโดยเฉพาะ จึงได้รับความนิยมในกลุ่มชาวจีนที่อาศัยอยู่ในไทย ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 100,000 ราย หลังเปิดให้บริการในไทยตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ซึ่งถูกมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงชุมชนชาวจีนเข้าด้วยกัน
ประเด็นคือ หากร้านเหล่านี้มีการนำเข้าวัตถุดิบจากจีน ใช้แรงงานจีน รับชำระเงินผ่านระบบการเงินของจีน ก็อาจทำให้การตรวจสอบรายได้ ภาษี และเส้นทางการเงินทำได้ยากขึ้น ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อสังเกตจากสมาคมภัตตาคารไทย ที่เคยได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบการในพื้นที่ห้วยขวาง ว่ามีทุนจีนเข้ามาเปิดร้านอาหารโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทย บางร้านมีการรับชำระเงินเข้าบัญชีของชาวจีนโดยตรง ส่วนร้านอาหารไทยก็ต้องเผชิญการแข่งขันจากผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายสนับสนุนจากต่างประเทศ
แต่ถึงอย่างนั้น เศรษฐกิจไทยก็พึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวอย่างมาก และนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นตลาดสำคัญ การใช้มาตรการที่เข้มงวดเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนและการท่องเที่ยวได้ แนวทางที่ภาครัฐใช้จึงไม่ใช่การกีดกันนักลงทุน แต่เน้นการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น การขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจ การเสียภาษี การจ้างแรงงาน และการทำธุรกรรมทางการเงิน
เกินกว่าที่ ‘กรุงเทพฯ’ จะแก้ไขได้?
‘ห้วยขวาง’ เขตหนึ่งๆ ในกรุงเทพฯ แต่กลับมีปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าอำนาจของเมือง แค่เรื่องทุนจีนที่รุกคืบเข้ามา เราต้องอาศัยหน่วยงานจากส่วนกลางเข้ามาแก้ไขปัญหากันไม่ขาดสาย ทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมสรรพากร กระทรวงการต่างประเทศ ไปจนถึงหน่วยงานตำรวจที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย แล้วอย่างนี้ สก. ในฐานะตัวแทนของคนกรุงเทพฯ จะผลักดันปัญหาที่ดูใหญ่เกินกรุงนี้อย่างไร
คนแปลกหน้าในบ้านของตัวเอง
สุวงศ์ จินตรักษ์ แคนดิเดต สก. ห้วยขวาง กลุ่มคนทำงาน ให้สัมภาษณ์กับ The MATTER ว่า ในอดีตห้วยขวางเป็นย่านเศรษฐกิจของคนตัวเล็กตัวน้อย เป็นอาชีพพ่อค้าที่สร้างตัว แต่จากการลงพื้นที่เคาะประตูบ้าน ปัญหาที่สะท้อนมามากที่สุดคือ การสูญเสียพื้นที่ทำกิน ชาวบ้านถูกกลืนทั้งเศรษฐกิจและวัฒนธรรม จนคนท้องถิ่นกลายเป็น ‘คนแปลกหน้าในบ้านตัวเอง’ อีกทั้งท่อระบายน้ำแถวประชาราษฎร์บำเพ็ญอุดตัน เพราะร้านอาหารทุนต่างชาติระบายไขมันโดยไม่ผ่านบ่อกรอง และยังมีการแย่งอาชีพสงวนของคนไทย
ปัญหาหลักคือเวลาคนไทยทำผิดจะถูกจัดการเด็ดขาดตามกฎหมาย แต่ทุนต่างชาติทำผิดซ้ำซากแต่ยังลอยนวล
สุวงศ์ ยืนยันว่าปัญหานี้แก้ได้ ถ้า กทม. กล้าใช้อำนาจที่มีและดึงประชาชนเข้ามาร่วมตรวจสอบ ปัจจุบันข้อมูลจาก Traffy Fondue ชี้ว่าปัญหาอันดับ 1 ในห้วยขวางคือการก่อสร้างผิดแบบและฝ่าฝืน EIA ถึง กทม. จะมีระบบอนุมัติออนไลน์ที่เร็ว แต่ประชาชนกลับตรวจสอบสถานะโครงการข้างบ้านตัวเองไม่ได้เลย ดังนั้น เพื่อให้พลเมืองเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้างบ้านของตัวเอง เขาเสนอแนวทาง 3 ระยะ
- ระยะสั้น: เปิดเผยข้อมูล (Open Data) ใบอนุญาตทุกโครงการต้องตรวจสอบออนไลน์ได้ หน้าไซต์งานต้องมี QR Code ให้สแกนดูได้ว่าได้รับอนุญาตจริงไหม ผ่าน EIA ไหม
- ระยะกลาง: ขีดเส้นตายแก้ปัญหา หากมีเรื่องร้องเรียนซ้ำซาก เช่น เสียงดังยามวิกาล หรือน้ำเสียล้นถนน แล้วเขตแก้ไม่ได้ใน 30 วัน เรื่องต้องยกไปที่สำนักการโยธาโดยอัตโนมัติ
- ระยะยาว: ดึงประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการตรวจสอบ
“ผมไม่ได้แอนตี้ทุนจีน แต่ผมมองว่าวันนี้เราเกรงใจและให้เกียรติเขามากเกินไปจนเขาอยู่เหนือกฎหมาย ถ้าทุกคนใช้กฎระเบียบเดียวกันก็อยู่ร่วมกันได้ ถ้าไม่ช่วยกัน ห้วยขวางจะกลายเป็น ‘มณฑลห้วยขวางของคนจีน’” สุวงศ์ ระบุ
หละหลวมในงานกฎหมาย
ปภาวิน ติณณ์พิพัฒน์โสภณ แคนดิเดต สก. ห้วยขวาง พรรคประชาชน พบว่า ผู้อยู่อาศัยในเขตห้วยขวางต้องพบกับ ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ ‘เจ้าหน้าที่รัฐทุจริตคอร์รัปชัน’ ตนเล่าว่า ตนเคยตามคดีดาราทำ iPad หาย สุดท้ายหมุดไปจบที่ร้านอาหารจีนที่ห้วยขวาง เจ้าของร้านไม่คุยกับเราเลย แต่กลับโทรตามตำรวจคนหนึ่งมาเคลียร์ให้ ทำให้เห็นว่าคนจีนเขารู้สึกว่าถ้าจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่แล้ว เขาจะมีคนคอยดูแลให้
ด้วยเหตุนี้ นำไปสู่การดำเนินวิถีชีวิตที่หย่อนยานในระเบียบ ทั้งการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ การส่งเสียงดังบนตึก ซึ่งนิติบุคคลบางที่ก็โอนเอียงไปทางกลุ่มต่างชาติเพราะเขามีกำลังซื้อสูง นอกจากนี้ยังมีเรื่องสินค้าไม่ติดฉลากไทยและการจอดรถกีดขวาง ซึ่งจริง ๆ สำนักงานเขตสามารถกวดขันตามข้อบัญญัติ กทม. ได้เลย เช่น เรื่องสิ่งแวดล้อม ท่อดักไขมัน หรือควันจากการทำอาหาร
ปภาวินมองว่าข้อบัญญัติ กทม. ที่มีอยู่นั้นแข็งแรงพอ แต่ปัญหาอยู่ที่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างตรงไปตรงมา ยกตัวอย่างเรื่องการพักอาศัยที่ไม่ตรงกับที่แจ้งไว้กับ ตม. ตอนนี้คนจีนเริ่มลุกลามมาอยู่ตามอพาร์ทเมนต์และทาวน์เฮ้าส์ ซึ่งในกฎหมายระบุว่า การแจ้งที่พักอาศัยไม่ตรงตามข้อเท็จจริงมีโทษปรับแค่ 2,000 บาท ซึ่งใช้มาเกือบ 30 ปีแล้ว ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลง
“กทม. มีอำนาจบริหารจัดการในบางเรื่อง แต่ก็ไม่เบ็ดเสร็จ เช่น เจ้าหน้าที่ กทม. มีอำนาจตรวจแต่ไม่มีอำนาจปรับในบางเคส ทำให้ต้องประสานงานหน่วยงานอื่น เช่น ตม. หรือตำรวจ ซึ่งการประสานงานระหว่างข้าราชการไทย ใครๆ ก็รู้ว่ามันยากแค่ไหน เราต้องเปลี่ยนที่โครงสร้าง โดยยกอำนาจหน้าที่มาให้ กทม. โดยตรง ทั้งตรวจสอบ จับ และปรับ ให้อยู่ในหน่วยงานเดียว จะทำให้การทำงานง่ายขึ้น” ปภาวิน ระบุ

อยู่ร่วมกันอย่างไรในห้วยขวาง
ประพฤทธ์ หาญกิจจะกุล แคนดิเดต สก. ห้วยขวาง พรรคประชาธิปัตย์ และเป็น สก. เขตห้วยขวางในสมัยที่ผ่านมา เขาเล่าว่า เท่าที่ลงพื้นที่มา มีเสียงสะท้อนเรื่องการแย่งประกอบธุรกิจมีน้อยมาก เพราะเขาขายสินค้าและบริการคนละตลาดกับคนไทย ทุนจีนเปิดมาเพื่อรองรับคนจีนและต่างชาติเป็นหลัก ปัญหาที่ร้องเรียนส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องพฤติกรรมและความแตกต่างทางวัฒนธรรมมากกว่า เช่น การสูบบุหรี่ การจอดรถขวางทาง ซึ่งเป็นเหตุเดือดร้อนรำคาญ
แม้จะมีกรณีที่เล่าลือกัน ร้านค้ารับเฉพาะเงินหยวนเท่านั้น แต่เจ้าตัวยืนยันว่า ทางการและ กทม. กวดขันให้จดทะเบียนธุรกิจให้ถูกต้องหมดแล้ว ส่วนเรื่องรับเฉพาะเงินหยวน ตนคุยกับ ผอ. เขตแล้ว พบว่าร้านพวกนี้รับเงินไทยและเงินทุกสกุลอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าคนจีนเขารู้จักกันเขาก็โอนเงินหยวนกันได้
ประพฤทธ์เสนอให้มีการจัดตั้งสมาคมผู้ค้าชาวต่างชาติหรือชาวจีนในเขตห้วยขวาง เพื่อดึงทุกคนเข้าสู่ระบบ เวลาภาครัฐมีข้อมูลหรือกฎระเบียบ จะได้สื่อสารผ่านสมาคมให้ช่วยกระจายข่าวและกวดขันกันเอง เพราะปัจจุบันต่างคนต่างอยู่ การให้เขาปกครองและจัดระเบียบกันเองจะสื่อสารได้ง่ายกว่า คล้ายๆ กับสมาคมในย่านเยาวราช
“ผมยอมรับว่าบางเรื่องเกินอำนาจ กทม. เช่น การตรวจแรงงานต่างด้าว วีซ่า หรือ Work Permit เป็นอำนาจของ ตม. และกระทรวงแรงงาน ซึ่ง กทม. ไม่มีทั้งอำนาจและกำลังคน ส่วนเรื่องนอมินีก็ต้องดูเส้นทางเงิน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่มีกฎหมายและบุคลากรพร้อมกว่า” ประพฤทธ์ ระบุ
ปัจจุบันอำนาจเขตดูได้แค่ใบอนุญาตจำหน่ายอาหาร และสุขลักษณะตาม พ.ร.บ. สาธารณสุข เท่านั้น แต่ถ้าถามว่า กทม. มีอำนาจเพียงพอไหม เขามองว่าถ้าเขตตรวจเจอข้อสงสัย แล้วควรส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังจะช่วยได้มาก เพราะหน่วยงานอื่นอาจไม่มีกำลังคนมาปูพรมตรวจทุกร้าน แต่ถ้าเขตส่งเรื่องไปให้ตรวจสอบเชิงลึกเฉพาะจุดที่น่าสงสัย ปัญหาน่าจะเบาบางลงได้เยอะ
อ้างอิงจาก