หากเลื่อนฟีดโซเชียลมีเดียขณะนี้ เชื่อว่าหลายคนคงเห็นการพูดถึงและวิเคราะห์เนื้อหาจากซีรีส์ทนายปีศาจ (The Evil Lawyer) ซีรีส์ที่มีเนื้อหาด้านกฎหมายอย่างเข้มข้นจาก Netflix และเป็นอีกหนึ่งผลงานจาก ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับจากซีรีส์ สงครามส่งด่วน และภาพยนตร์สารคดี เอหิปัสสิโก
นอกจากความระทึกที่เกิดขึ้นระหว่างรับชมการต่อสู้ทางคดีในชั้นศาลแล้ว ผู้ชมหลายคนอาจรู้สึกราวกับว่าตัวเองเคยได้ยินหรือมีความรู้สึกคุ้นเคยกับเหตุการณ์หรือคดีที่ถูกนำเสนอผ่านซีรีส์เรื่องนี้
หนึ่งในนั้นคือเรื่องราวของ เซยะ แรงงานข้ามชาติที่เคยอยู่ในเรือประมง ซึ่งคล้ายกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 2558 จากกรณีเรือประมงและเกาะเบนจินา ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีตัวละคร พี่แป้ง มูลนิธิเพื่อนแรงงาน ก็ทำให้นึกถึง อ้อน-ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล และมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (Labour Protection Network, LPN)
บทความนี้ The MATTER ขอชวนทุกคนไปทำความรู้จักกับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ผู้มีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือกลุ่มแรงงานข้ามชาติ และพูดคุยกับ ตุ่น-สมพงค์ สระแก้ว ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ถึงที่มาขององค์กรและปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้

ภาพ สมพงค์ สระแก้ว (cr. LPN)
พี่ตุ่นทราบไหมว่ามีหลายคนที่ดูทนายปีศาจแล้วนึกถึงพี่อ้อนหรือ LPN เยอะประมาณนึง?
ส่วนใหญ่คนที่ดูก็มาทักว่า “เฮ้ย! นึกถึง” เพราะคดีที่ปรากฏในเรื่องก็เป็นเรื่องราวของเรานั่นแหละ ก่อนหน้านี้ก็มีทีมผู้กับกำและทีมงานจัดทำซีรีส์มาพูดคุยกับเรา มาฟังเรื่องราวจากพี่อ้อนกับอดีตลูกเรือประมง ก็เลยมีตอนหนึ่งที่มันดูเกี่ยวข้องกับเราแบบชัดเจน
รู้สึกอย่างไร ที่มีซีรีส์หรือสื่อต่างๆ หยิบประเด็นเหล่านี้ไปนำเสนอ?
นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ซึ่งทุกคนต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เป็นเรื่องราวที่ออกจากปากของผู้ประสบปัญหา ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ แล้ว LPN ไปพบเห็นโดยตรง ไม่ใช่เรื่องที่โมเมขึ้นมาเพื่อสร้างดราม่าใดๆ
ประเด็นเหล่านี้เคยถูกนำไปทำเป็นภาพยนตร์สารคดี Ghost Fleet (2019) ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากสำนักข่าว Associated Press หรือ AP ที่ติดตามอ้อนในภารกิจช่วยเหลือลูกเรือประมงในเกาะของประเทศอินโดนีเซียเช่นกัน ซึ่งเราไม่อยากให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอีก การมีสื่อมาช่วยเล่าเรื่องก็หวังว่าจะช่วยให้สังคมตระหนักมากขึ้นถึงปัญหามากขึ้น

ภาพ อ้อน-ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล กับการติดตามเรื่องแรงงานประมง (cr. Sitthichai Jittatad /LPN)
ถ้าถามว่าการทำสื่อจะช่วยทำให้เกิดผลอะไรไหม ก็คิดว่าถ้าคนดูมีหัวใจและมีความเป็นมนุษย์สูง เขาก็จะเข้าใจปัญหา จะเกิดความเห็นอกเห็นใจ และรับรู้ว่า “เฮ้ย ปลาที่เราเคยกินเนี่ย อาจเป็นปลาที่มาจากแรงงานทาสก็ได้”
จริงๆ ก็อยากจะบอกว่า เรื่องราวที่ปรากฏในซีรีส์เป็นเพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น หากใครสนใจที่จะมีส่วนร่วมในการติดตามสถานการณ์ประมงหรือแรงงานข้ามชาติ ก็สามารถร่วมสนับสนุนหรือเข้ามาพูดคุยกับ LPN ได้เสมอ
จุดเริ่มต้นของ LPN มาจากไหน?
ต้องย้อนไปสมัยปริญญาตรีเลย คือ พี่เรียนสาขาวิชาสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วก็เรียนต่อปริญญาโท สาขาวิชาพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ เช่นเดียวกัน เลยคิดว่าตัวเองมาทำงานสายสังคมน่าจะดี
เมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว เรามีโอกาสไปคลุกคลีกับแรงงานข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร โดยทำประเด็นเกี่ยวกับสุขภาพ แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็พบว่า กลุ่มพี่น้องแรงงานข้ามชาติหลายคนยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิอีกหลายอย่าง เช่น สถานะทางกฎหมาย การถูกละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สิน แม้แต่เยาวชนก็ถูกแสวงหาประโยชน์ในหลายๆ รูปแบบ
ปี 2547 จึงมีการก่อตั้ง LPN ขึ้นมา เพื่อทำงานในด้านการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ ต่อต้านการค้ามนุษย์ ส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มเปราะบางมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ สถานศึกษา และเครือข่ายชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างกลไกคุ้มครองแรงงานและเด็กที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ภาพ ป้ายสำนักงาน LPN (Photographer: Yosita Sinbua)
LPN ทำอะไรบ้าง?
เบื้องต้นเรามีศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์หรือ ‘Labour Voices Hotline’ เพื่อให้คำปรึกษาปัญหาแรงงานทั้งสิทธิ กฎหมาย และการค้ามนุษย์ ซึ่งมีให้บริการหลายภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย พม่า ลาว หรือกัมพูชา
เมื่อรับเรื่องร้องเรียนแล้ว LPN ยังทำมากกว่าการให้คำปรึกษา คือ มีกระบวนการประสานงานกับภาครัฐ หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ไปจนถึงการดำเนินการช่วยเหลือและติดตามกระบวนการต่างๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงาน
ประการถัดมา คือ การให้ ‘ความรู้’ กับพี่น้องแรงงาน เพราะเราเชื่อว่าการให้ความรู้จะช่วยป้องกันปัญหาอื่นๆ ที่ตามมา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในด้านการศึกษาพื้นฐาน ภาษา แนวปฏิบัติที่ถูกต้อง กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และกฎหมาย PDPA
สาเหตุที่ต้องให้ความรู้ก็เพราะว่า ถ้าเขาไม่รู้ เขาอาจจะถูกละเมิดสิทธิได้ง่าย บางทีพวกเขาก็ไม่รู้ว่าที่ผ่านมาเขาถูกกดขี่หรือถูกค้ามนุษย์ เช่น กรณีที่ถูกจ้างไปเฝ้าสวน ผู้จ้างอนุญาตให้ปลูกผัก หาข้าวให้กิน แต่ไม่ให้ออกไปนอกพื้นที่ ได้รับเงินเดือนบ้าง ไม่ได้บ้าง ซึ่งเป็นการอยู่ในสภาพจำยอม แต่ว่าไม่รู้ว่าถูกค้ามนุษย์
ซึ่งรัฐไทยค่อนข้างมีนโยบายที่เปิดกว้าง คือ ก่อนหน้านี้มีการเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาหลายรูปแบบ กลุ่มแรงงานข้ามชาติสามารถเรียนหนังสือได้ ส่วนใหญ่เรียนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เมื่อเรียนแล้วก็สามารถไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ ซึ่งถือเป็นการช่วยยกระดับชีวิตพวกเขาผ่านการศึกษา
การขับเคลื่อนประเด็นแรงงานข้ามชาติตอนนี้ มีอุปสรรคอะไรบ้างไหม?
ปัญหาหลักๆ ตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง ‘งบประมาณ’ เพราะตอนนี้แหล่งทุนก็ลดลง หายากมากขึ้น แล้วประเด็นที่เราทำงานก็ค่อนข้างเฉพาะกลุ่ม ต้องเป็นองค์กรหรือคนที่เขาสนใจในเรื่องกลุ่มเปราะบางที่เป็นแรงงานข้ามชาติจริงๆ ถึงจะมีการจัดสรรดูแล โดยเราก็พยายามหาช่องทางการประสานงานกับแหล่งทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงองค์กรภาคธุรกิจ
เรามองว่า การทำงานของ LPN ช่วยป้องกันปัญหาต่างๆ ก่อนจะมีผลกระทบอื่นๆ เกิดขึ้นในสังคมไทย รวมถึงเป็นงานที่ช่วยสร้างแรงงานคุณภาพที่จะเข้าไปทำงานในภาคส่วนต่างๆ โดยที่สถานประกอบการแทบไม่ต้องลงทุนเลยสักบาท ไม่ว่าจะเป็นการให้การศึกษาอย่างที่พูดไป หรือการช่วยเหลือผู้ประสบที่ประสบปัญหาด้านสุขภาพ ทั้งการรักษาพยาบาลหรือหากเกิดการเสียชีวิต เราก็ช่วยส่งเขากลับบ้านให้ นี่เป็นงานที่เราทำหมดเลย
นอกจากทุนแล้ว เราก็ขาด ‘คน’ เพราะเวลาทำงานด้านนี้ เราต้องการคนที่มีความเข้าใจจริงๆ คือ มอง ‘คนเท่ากัน’ และเข้าใจว่าที่พวกเขาต้องมาเมืองไทยนั้น เป็นสภาวะจำยอมด้วยส่วนหนึ่ง เพราะบ้านของเขาก็ยังมีปัญหาด้านการเมืองหรือเศรษฐกิจ จึงต้องเข้ามาหาโอกาสในประเทศไทย แต่พอมาเมืองไทยก็เหมือน ‘หนีเสือปะจระเข้’ ถ้าเจอนายจ้างที่ไม่ดีก็ลำบาก
ดังนั้น เราจึงต้องการคนที่มีความมุ่งมั่น คนที่อยากให้สังคมดีขึ้น และมองเห็นถึงปัญหาคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ
สุดท้าย คือ ก่อนหน้านี้และตอนนี้ยังมีดราม่าเรื่องที่มีการเปิดสอนหนังสือให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติหรือกลุ่มแรงงานเอง ส่งผลให้มีศูนย์การเรียนรู้บางแห่งต้องปิดตัว และทำให้พวกเขาไม่ได้รับการศึกษา

ภาพ ห้องเรียนในศูนย์การเรียนรู้ที่มหาชัยเมืองใหม่ในปี 2566 ซึ่งปัจจุบันปิดตัวลงไปแล้ว (Photographer: Yosita Sinbua)
อยากบอกว่า จริงๆ แล้วองค์กรที่ส่งเสริมเด็กๆ ไม่ว่าจะในพื้นที่ชายแดนหรือในเมือง เราถือว่าองค์กรพวกนี้ช่วยดูแลและพัฒนาเด็กๆ แทนรัฐไทยด้วยซ้ำไป และรัฐไทยก็แทบไม่ได้ลงทุนเงินสักบาท แต่พอเราเปิดศูนย์การเรียนรู้หรือพื้นที่สำหรับการดูเด็กๆ ก็กลายเป็นว่าผิดกฎหมายแล้วต้องปิดตัวลง
ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ แทนที่เด็กจะได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยหรืออยู่ในการดูแลของเรา สุดท้ายก็แตกกระเจิงและกลายเป็นแรงงานเด็ก ถูกแสวงหาประโยชน์ในเรื่องเพศหรือแรงงาน บางคนอาจก่อคดีหรือหันไปใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่ผลักให้เด็กไปเจอเรื่องเหล่านี้
หากเราคิดในเชิงรัฐศาสตร์และยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็ควรเปิดกว้างให้มากกว่านี้ เพื่อให้เด็กอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ซึ่งจะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสังคมอื่นๆ
มีวิธีการรับมืออย่างไรกับกระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา?
ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กระแสชาตินิยมและการต่อต้านแรงงานข้ามชาติเกิดขึ้นเยอะมาก โดยเฉพาะบนโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้พี่น้องแรงงานตื่นตระหนก ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ซึ่งเราก็บอกพี่น้องแรงงานว่า พยายามอย่าไปโต้ตอบ เพราะเราไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ก็ทำงานของตัวเองไป
ถ้าถามว่า เราจะสู้กระแสชาตินิยมที่เกิดขึ้นอย่างไรได้บ้าง เราว่าต้องใช้ ‘การสื่อสาร’ คือ อยากบอกว่าสิ่งที่พวกเขาคิดหรือทำอยู่ เช่น การร้องเรียนให้ปิดศูนย์การเรียน เป็นการทำลายมากกว่าสร้าง
ถ้ามองแรงงานในแง่ของทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า คุณต้องพัฒนาเขา ไม่ได้มองแค่ว่าเขาเป็นเนื้อตัวร่างกาย แต่ต้องมองที่ภูมิปัญญาและสติปัญญาของเขาด้วย ก็ต้องดูว่าเราจะพัฒนาเขาอย่างไรได้บ้าง ซึ่งแม้แต่ภาครัฐเองก็มองไม่เห็นเรื่องพวกนี้ มัวแต่ไปตามพวกอินฟลูเอนเซอร์ต่างๆ บนโลกอินเตอร์เน็ต แล้วไปไล่ล่า จับกุม กดดันพวกเขา ซึ่งไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาหรือสร้างทางออกให้สังคม
แน่นอนว่า การที่พวกเขาลักลอบเข้ามาในประเทศไทยเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะชาวเมียนมาร์ ซึ่งเราต่างทราบว่าพวกเขาต้องหนีภัยสงคราม หนีการบังคับเกณฑ์ทหาร และตอนนี้คนที่หนีมาก็เป็นคนทุกกลุ่มไม่ใช่แค่ชนชั้นกรรมกรแบบในสมัยก่อน
ดังนั้น รัฐบาลควรคิดใหม่ว่า เมื่อมีคนหลายกลุ่มไหลเข้ามา แต่ละกลุ่มมีความรู้หรือทักษะอะไรบ้าง สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศไทยอย่างไรได้บ้าง เพราะถึงพยายามผลักพวกเขากลับไปตอนนี้ พวกเขาก็ยังกลับไม่ได้ นี่จึงเป็นเรื่องการบริหารจัดการคนที่ประเทศไทยควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
สุดท้ายนี้ พี่ตุ่นมองว่าการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญกับสังคมไทยอย่างไร?
ประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองและควบคุมบังคับใช้ภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานหรือความผิดทางอาญา ซึ่งบังคับใช้กับคนทุกคนรวมถึงแรงงานข้ามชาติหรือคนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย นี่จึงเป็นสิทธิที่เขาพึงได้ และไม่ควรมีใครใช้ความเปราะบางของพวกเขาเป็นช่องว่างในการกดขี่ เอาเปรียบ หรือทารุณพวกเขา
การที่ LPN หรือใครก็ตามให้ความช่วยเหลือพวกเขา อยู่บนหลักที่ว่าเราต่างคนต่างเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเหมือนกัน เป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ควรมีใครสามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ เพียงแค่ว่าคุณไม่ได้เป็น ‘คนไทย’
นายจ้างต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่มีสิทธิไปกดขี่ ละเมิด หรือเอาใครไปเป็นแรงงานทาส ถ้าถูกนำไปเป็นแรงงานทาส คุณเป็นเหยื่อ เราก็คุ้มครองในฐานะที่เป็นเหยื่อ
“เราว่านี่เป็นกระบวนการจัดระเบียบสังคม LPN ทำงานเพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ ทำให้ปัญหาในสังคมลดลง”
เรายังอยากยืนยันว่า ต่อให้เวลาผ่านไปอีก 5-10 ปี กลุ่มพี่น้องแรงงานข้ามชาติก็ยังคงอยู่กับเรา เพราะประเทศไทยก็ยังขาดแคลนแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการอาหาร ค้าขาย หรืออุตสาหกรรม ต่างพบปัญหาขาดแคลนแรงงาน ซึ่งพวกเขามาช่วยอุดช่องโหว่ตรงนี้
“ถ้าไม่มีเขา เราก็อยู่ยาก เขาไม่มีเรา เขาก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เราต้องปรับเปลี่ยนมายด์เซ็ตคนไทยและรัฐบาลใหม่ ว่าเราต้องดูแลเขาในฐานะเป็นพลเมืองอาเซียน และนี่เป็นผลประโยชน์ที่ทั้งสองฝ่ายแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน”