หลายคนคงทราบดีว่า ‘กรุงเทพมหานคร’ คือจังหวัดที่มีประชากรแฝงมากที่สุดในประเทศ โดยในปี 2568 มีจำนวนสูงถึง 2.86 ล้านคน แบ่งเป็นประชากรแฝงกลางคืน (อาศัยประจำแต่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน) 2.83 ล้านคน และประชากรแฝงกลางวัน (เข้ามาเรียนหรือทำงาน) อีกราว 3.5 หมื่นคน
เนื่องในโอกาสที่วันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ใกล้เข้ามาแล้ว ซึ่งมีกำหนดเข้าคูหาในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้
The MATTER ถือโอกาสนี้พูดคุยกับเหล่า ‘คนที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง’ แต่ต้องใช้ชีวิตและเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเมืองนี้ไปด้วยกัน ว่าหนึ่งวันในกรุงเทพฯ ของพวกเขาต้องเจออะไรบ้าง? อยากมีสิทธิหรือมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งครั้งนี้มากแค่ไหน? และนโยบายแบบไหนที่จะช่วยเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่ ‘น่าอยู่’ สำหรับพวกเขามากขึ้น
เนม บัณฑิตจบใหม่ อายุ 22 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ อยู่อาศัยในเขตปทุมวันมาแล้ว 4 ปี เพื่อเรียนต่อในระดับปริญญาตรี และตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างหางานทำ ซึ่งปกติเนมจะกลับบ้านเกือบทุก 3-4 เดือน โดยสัมพันธ์กับช่วงเปิด-ปิดภาคการศึกษา แต่หากทำงานแล้วก็ต้องรอดูอีกทีว่าจะได้กลับบ้านช่วงไหน
อยู่มา 4 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“ถ้าเป็นตอนเรียน เรารู้สึกค่อนข้างไปทางชอบ เพราะสำหรับเนมมันเดินทางง่าย ไม่เหมือนต่างจังหวัดที่ต้องให้พ่อแม่ไปส่งหรือใช้รถส่วนตัว”
“แต่พอเริ่มทำงาน ก็เริ่มคิดหนัก เพราะเราก็ไม่ได้พึ่งพาพ่อแม่แล้วด้วย ต้องหาเงินใช้เอง เลยต้องคิดเยอะหน่อยว่าใช้จ่ายอะไร ก็เลยคิดว่าพอทำงานแล้ว คงชอบกรุงเทพฯ น้อยลง”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“คงเป็นเรื่อง ‘ค่าครองชีพ’ ที่มันสูง เพราะถ้าต้องใช้เงินของตัวเอง ไม่ได้อยู่ในมหาวิทยาลัยแล้ว ค่าเช่าที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ก็คงจะเป็นปัญหาที่ทำให้รู้สึกใช้ชีวิตยาก”
“เรื่องของความปลอดภัยก็ด้วย คือ ตั้งแต่เราก้าวขาออกจากห้อง พอขึ้นวินมอเตอร์ไซค์บางครั้งก็เจอคนที่ขับรถอันตราย หรือตอนกลางคืน แม้จะดูคึกคัก มีคนใช้ชีวิตอยู่ในเมืองตลอดเวลา แต่บางทีเราเดินคนเดียวแล้วเจอคนไร้บ้านหรือใครก็ตาม ก็รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่เราต้องคอยระวังตัวเหมือนกัน”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“ตอนแรกคิดว่าไม่จำเป็น เพราะไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่นี้ขนาดนั้น แต่คิดไปคิดมาก็รู้สึกว่า ถ้าเรายังต้องอยู่ที่นี่ต่อ ก็อยากมีสิทธิ เพราะแค่คะแนนเดียวก็อาจทำให้เราได้คนที่เราต้องการ หรือนโยบายนี้ที่อยากได้”
ถ้ามีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะเลือกด้วยนโยบายแบบไหน?
“คิดว่าเป็นเรื่อง ‘การยกระดับขนส่งสาธารณะ’ แม้นี่จะเป็นข้อดีของกรุงเทพฯ ที่เนมชอบ แต่ก็ยังเห็นว่ามีปัญหาอยู่ อยากให้ราคารถไฟฟ้าถูกลงกว่านี้่ แล้วก็อยากให้รถเมล์กลายเป็นขนส่งสาธารณะที่ถูกให้ความสำคัญ เพราะรถเมล์ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่กลายเป็นว่า สภาพรถก็ไม่รู้จะพังตอนไหน หรือบางทีเราต้องนั่งดมฝุ่นในรถเมล์ที่มันนานๆ โดยเฉพาะช่วงติดรถ”
“หรือแม้แต่วินมอเตอร์ไซค์ เราก็อยากให้มันปลอดภัยมากขึ้น ขับขี่ปลอดภัยกว่านี้ และมีราคามาตรฐานจริงๆ”
เคยคิดอยากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือไม่?
“ไม่เคยคิดสิ่งนี้มาก่อนเลย อาจจะเพราะว่า 4 ปีที่แล้ว เรายังเป็นอยู่ในสถานะนักศึกษาอยู่ แต่พอทำงานก็อาจจะเริ่มคิด ถ้าการย้ายมากรุงเทพฯ แล้วจะทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ต้องไปหาข้อมูลอีกที”
คิม ข้าราชการ อายุ 25 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดลำพูน และมีบางช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงใหม่ จนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และทำงานราชการหลังเรียนจบ เขาอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มาแล้ว 6 ปี โดยจะกลับบ้านเพียงปีละ 2 ครั้ง ในช่วงปีใหม่และสงกรานต์
อยู่มา 6 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“พูดยากนะ แต่ก็คิดว่าดีกว่าเมืองที่เคยอยู่ เพราะเชียงใหม่ไม่ได้มีขนส่งสาธารณะ อย่างมากก็มีรถแดงซึ่งต้องต่อราคา หรือใช้บริการแพล็ตฟอร์มต่างๆ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง พอมาอยู่กรุงเทพฯ ก็มีรถไฟฟ้า รถเมล์ ทำให้เดินทางสะดวก”
“แต่รู้สึกว่าอยู่กรุงเทพฯ ค่าครองชีพสูง ต้องใช้เงินเยอะ เพราะไม่มีพื้นที่สาธารณะที่เข้าถึงได้แบบฟรีๆ พอเดินห้องก็ต้องเสียเงินเพิ่ม เลยเป็นความรู้สึกกลางๆ กับกรุงเทพฯ”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“คงเป็นเรื่อง ‘พื้นที่สาธารณะ’ แหละ มีแต่ห้าง ไม่รู้จะไปไหนก็ไปกินข้าว ดูหนัง แล้วก็มีเรื่อง ‘ทางเท้า’ เพราะทางเท้าแถวท่าพระค่อนข้างแคบ ยิ่งฝนตก น้ำขัง ก็จะเปียก แล้วบางทีรถผ่านไวๆ ก็โดนสาดน้ำใส่อีก”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“ไม่ได้คิดว่าอยากมีสิทธิเท่าไหร่ เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะอยู่กรุงเทพฯ ยาวเลยไหม ถ้าเป็นไปได้อยากให้มีสิทธิเลือกตั้งที่บ้านมากกว่า อยากให้ลำพูนสามารถเลือกผู้ว่าฯ เองได้”
ถ้ามีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะเลือกด้วยนโยบายแบบไหน?
“อยากให้มีพื้นที่สาธารณะมากขึ้น เช่น พิพิธภัณฑ์ แล้วก็มีสวนสาธารณะแบบ ‘สวนเบญจกิติ’ เยอะๆ เรารู้สึกชอบมากที่ได้ไปเดินสวนขนาดใหญ่ เพราะแถวท่าพระเป็น ‘สวนบางกอกใหญ่’ ซึ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก และไม่ได้ให้ความรู้สึกน่าเดินขนาดนั้น ถ้ามีนโยบายขยายพื้นที่สาธารณะก็น่าจะดี”
เคยคิดอยากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือไม่?
“ไม่เคยคิดนะ อาจจะเพราะว่ายังเช่าคอนโดอยู่ด้วยอ แต่ถ้าอนาคตมีเงินซื้อคอนโดก็อาจจะย้าย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่ที่นี่ถึงเมื่อไหร่”
อยากฝากอะไรถึง ผู้ว่าฯ ในอนาคตไหม?
“อยากได้ผู้ว่าฯ ที่มีเจตจำนงทางการเมือง (Political will) ซึ่งคิดว่าจะนำมาสู่การเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง แต่คิดว่าคงต้องลงไปดูระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานด้วยว่าเขาใส่ใจกับการแก้ปัญหาแค่ไหน เพราะเคยแจ้งเรื่องไปใน Traffy Fondue ก็ใช้เวลากว่า 1 ปี เพิ่งตอบ”

คาริน่า (นามสมมติ) Business Development Associate อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ขอนแก่น แต่เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยและทำงานหลังสำเร็จการศึกษา ทำให้ตอนนี้เธออาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ มานานกว่า 6 ปี และจะกลับบ้านเพียงปีละ 3-4 ครั้ง ในช่วงเทศกาลและวันสำคัญอย่างวันเกิดของคนในครอบครัว
อยู่มา 6 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษ แต่รู้สึกว่าเป็นที่ที่ต้องอยู่ ก็เลยชิน”
“แต่ถ้าให้คิดในส่วนที่ชอบ ก็คิดว่าชอบที่มีรถไฟฟ้าทำให้เดินทางสะดวก เวลาที่ต้องไปนอกเมืองหรือเวลามีคอนเสิร์ตก็รู้สึกเดินทางง่ายกว่าตอนที่เราอยู่ขอนแก่น”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“คิดว่า ‘รถติด’ เรารู้สึกรำคาญนะ มันติดตลอดเวลาเลย คือ เราอยู่แถวสามย่าน แล้วถนนพระราม 4 หน้าสามย่านมิตรทาวน์รถติดมาก โดยเฉพาะช่วงต้องไปทำงานตอนเช้า แล้วที่ทำงานอยู่ MBK เลยนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างไป ก็รู้สึกว่าช่องว่างในถนนมันแคบ ทำให้มอเตอร์ไซค์ต้องแทรกตัวตามซอกต่างๆ แล้วก็จะมีความคิดในหัวเข้ามาว่า สิ่งนี้อันตรายกับชีวิตว่ะ”
“แล้วก็ไม่ชอบตอน ‘ฝนตก’ เวลาเราอยู่ข้างนอก เพราะรู้สึกว่าถ้าฝนตก ทุกอย่างจะผิดแผนไปหมด จะไม่สามารถทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้ โดยเฉพาะการเดินทางที่จะยากขึ้น”
“สุดท้ายคิดว่าเป็นเรื่อง ‘ของแพง’ เพราะที่ทำงานอยู่ MBK ตรงนั้นข้าวแพงมาก จานละ 100 บาทขึ้นไป บางครั้งเลยเดินไปกินข้าวที่หอใน จุฬาฯ ซึ่งจะราคาถูกลงมาหน่อย”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“เราอยู่กรุงเทพฯ มา 6 ปี ก็รู้สึกว่าอยากมีส่วนร่วมในการว่าทำสิ่งนี้นะ เพราะคิดดูแล้ว เราคงจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกสักพักหนึ่ง กว่าจะได้กลับบ้านก็คงต้องรอเกษียณเลยมั้ง”
เคยคิดอยากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือไม่?
“ถ้ามีคอนโดหรือบ้านเป็นของตัวเองก็น่าจะอยากย้ายเข้ามานะ เพราะตอนนี้เราเช่าอยู่เลยยังทำไม่ได้”
“สาเหตุที่อยากย้ายเพราะนึกถึงตอนมีเลือกตั้งท้องถิ่นที่ขอนแก่น เรารู้สึกว่าพอเราไม่ได้อยู่ที่บ้านตัวเอง แล้วเรากลับไปเลือกเพราะชื่อเราอยู่ที่นั่น ก็ไม่มั่นใจว่าการตัดสินใจของเราจะตอบโจทย์ชีวิตของคนในพื้นที่ที่เขาต้องอาศัยอยู่ตรงนั้นไหม เราไม่ได้เห็นการทำงานที่ผ่านมาของแต่ละคน เหมือนเราไปเลือกจากเลนส์ของคนข้างนอกว่าเป็นแบบนี้น่าจะดี”
“ก็เลยอยากย้ายทะเบียนบ้านมาตรงนี้ เพื่อให้การออกเสียงของเราเป็นไปตามเจตจำนงของเราจริงๆ”

พงศธร บัณฑิตจบใหม่ อายุ 22 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่ระยอง แล้วเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ตอนนี้อาศัยอยู่บริเวณแขวงลาดยาว เขตจตุจักร
อยู่มา 4 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“เราชอบในแง่ความสะดวกสบาย มีขนส่งสาธารณะให้เลือกใช้ แล้วก็ชอบในความเป็นอิสระ สามารถแต่งตัวแบบไหนก็ได้ เป็นตัวเองได้เต็มที่”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“เรามองว่า เป็นเรื่อง ‘มลภาวะ’ เพราะเราเป็นภูมิแพ้ ถ้าออกไปข้างนอก บางทีก็จะคันจมูก เจ็บคอ หรือเวียนหัว ถ้ามีนโยบายที่จัดการกับฝุ่นหรือมลภาวะตั้งแต่ต้นเหตุอย่างจริงจังก็น่าจะดี ซึ่งเราเข้าใจว่าฝุ่นส่วนหนึ่งก็ไม่ได้มาจากกรุงเทพฯ แต่ถ้าอย่างน้อยหาทางลดฝุ่นจากต้นทางในกรุงเทพฯ ได้ ก็คงช่วยบรรเทาสถานการณ์นี้”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“ตอนแรกไม่ได้สนใจขนาดนั้น แต่พอได้รับข้อมูลจากสื่อมากขึ้น เลยเริ่มคิดว่า เราก็อยู่กรุงเทพฯ นี่ ในอนาคตก็คงต้องอยู่ยาวๆ ถ้าเราได้เป็นหนึ่งเสียงที่ทำให้เมืองพัฒนาไปในแบบที่เราต้องการ ก็รู้สึกว่าอยากมีสิทธินะ”
เคยคิดอยากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือไม่?
“เรายังไม่ได้ศึกษาว่าการที่เราย้ายทะเบียนบ้านเข้ามา เราจะได้สวัสดิการหรือสิทธิอะไรเพิ่ม แล้วก็เป็นเรื่องเอกสารด้วย ก็เลยไม่แน่ใจว่าจะย้ายเข้ามาไหม คิดว่าเป็นเรื่องของอนาคตแล้วกัน”

อธิพัฒน์ พูนสินบูรณะกุล นักออกแบบกราฟิก อายุ 29 ปี เขาเป็นคนนนทบุรี ก่อนจะเข้ามาศึกษาต่อและทำงานในกรุงเทพฯ โดยอธิพัฒน์อาศัยอยู่ย่านพร้อมพงษ์และจะกลับบ้านทุกๆ สัปดาห์
อยู่มา 8 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“เราชอบนะ โดยเฉพาะช่วง 5-6 ปีหลังมานี้ เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองเยอะขึ้น มีโครงการพัฒนาเมืองใหม่ๆ เยอะขึ้น เริ่มเห็นคนหันมาสนใจการขับเคลื่อนเมือง เริ่มพูดประเด็นเกี่ยวกับเมือง เช่น ‘กทmalls’ หรือเรื่องที่ว่า เราสวนสาธารณะน้อยไปหรือไม่”
“เราว่าการพัฒนาเมืองในช่วงหลังมันค่อยๆ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้คน ภายใต้ข้อจำกัดของกรุงเทพฯ ที่มีอยู่ เช่น การขยับเวลาปิดสวนสาธารณะ จาก 21:00 น. เป็น 22:00 น. เป็นต้น”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“เราอยู่แถวพร้อมพงษ์ อาหารตามสั่งย่านนี้จานละประมาณ 80-100 บาท”
“มีอีกเรื่องคือ เราคิดว่าเมืองนี้มีพื้นที่ที่ถูกล้อมรั้วเยอะมากๆ รู้สึกว่าบางสถานที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่เอกชนหรือราชการ ก็ควรจะเปิดทางให้คนเดินผ่านได้บ้าง ให้เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ พอทุกอย่างถูกล้อมด้วยรั้วก็รู้สึกว่า เมืองไม่ได้ส่งเสริมการเดินขนาดนั้น เช่น บางเส้นทางถ้าเราเดินลัดผ่านคอนโดนี้ก็ใช้เวลไม่กี่นาที แต่พอถูกล้อมรั้ว เป็นทางตัน เดินผ่านไม่ได้ ก็ต้องเดินอ้อมและใช้เวลามากขึ้น”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“ไม่ได้อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. อยากขอเลือกตั้งท้องถิ่นมากกว่า เราอยากให้มีการแข่งขันเชิงนโยบายแบบกรุงเทพฯ บ้าง เลือกตั้งที่นั่น ไม่ค่อยมีข้อเสนอที่เป็นรูปเป็นร่างขนาดนั้น เราไม่รู้ว่าเมืองของเราจะถูกพัฒนาไปทางไหนต่อ”
เคยคิดอยากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือไม่?
“เคยนะ แต่ก็รู้สึกยังอยากเลือกตั้งในท้องถิ่นตัวเองมากกว่า พอลองนึกภาพว่า อยู่ดีๆ วันหนึ่งที่บ้านเรามีผู้สมัครที่เสนอนโยบายแน่นๆ น่าสนใจ เราก็รู้สึกว่าอยากใช้เสียงของเรากับพื้นที่ตรงนั้นมากกว่า”
ถ้ามีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะเลือกด้วยนโยบายแบบไหน?
“เราชอบนโยบายแบบ ‘กรุงเทพฯ 425 บล็อก’ ของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งเราคิดว่านี่จะเป็นฐานข้อมูลที่ดีที่ทำให้เห็นภาพรวมของเมือง สามารถนำมาใช้ในการจัดการในอนาคต และคงคุ้มค่ากับการพัฒนาเมืองในระยะยาว”
มีอะไรอยากพูดถึงเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ครั้งนี้ไหม?
“เราอยากให้ทุกคนศึกษาโยบายดูเยอะๆ เพื่อที่จะรู้ว่าผู้ว่าฯ คนไหนมีนโยบายแบบไหน แล้วนโยบายนั้นจะตอบโจทย์ชีวิตของเราตอนนี้หรือไม่ แล้วก็มีข้อดีที่ว่าเราจะสามารถติดตามได้ว่าคนที่เราเลือกไว้ดำเนินงานตามนโยบายที่หาเสียงไว้หรือไม่ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาของเมืองในระยะยาว”

ภานุพงศ์ ครีเอทีฟ เอเจนซี่ อายุ 31 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยและทำงาน โดยใช้ชีวิตอยู่แถวงามวงศ์วานซึ่งเป็นนนทบุรีที่อยู่ใกล้ๆ กับกรุงเทพฯ และจะขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาทำงานย่านพระราม 4 เป็นประจำ เพราะรู้สึกว่าสะดวกกว่าการใช้ขนส่งสาธารณะอื่นๆ
อยู่มา 11 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“มีแง่มุมที่ชอบนะ คงในด้านเศรษฐกิจหรืออาชีพการทำงาน อาชีพแบบเราตลาดงานที่กรุงเทพฯ มันใหญ่กว่าที่หาดใหญ่มาก ก็เลยชอบกรุงเทพฯ ที่เราได้ทำงานที่ตัวเองชอบ ได้อยู่กับเพื่อนๆ โดยรวมก็ชอบแหละ แต่ชอบหาดใหญ่มากกว่า”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“ไม่ชอบการจราจร การเดินทางนี่แหละ คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่ดูดพลังชีวิตเราไปเยอะมาก”
“ก่อนที่เราจะซื้อรถจักรยานยนต์ เราก็เดินทางรถเมล์ รถไฟฟ้า จนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เลยไปซื้อรถมาขี่เอง ก็ประหยัดเงินไปได้เยอะ ถ้าดูค่าน้ำมันก็เดือนละ 500-600 บาท ถูกกว่าขึ้นรถไฟฟ้า”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“เราอยู่ที่นี่มาหลายปี ก็เห็นพัฒนาการมาตลอด จากถนนที่มีหลุมบ้าง ก็เห็นว่าเริ่มทำถนนเร็วขึ้น ถ้าได้เลือกก็ดี อาจมีผลอะไรบางอย่างในการเปลี่ยนแปลงเมือง”
“แต่ถ้าให้นึกว่าจะเลือกผู้ว่าฯ ที่มีนโยบายแบบไหน เรานึกนโยบายที่เฉพาะเจาะจงไม่ค่อยออก แต่จากที่เราขี่รถแล้วต้องผ่านหลายๆ พื้นที่ ก็รู้สึกว่าตอนนี้กรุงเทพฯ อยู่ในจุดที่กำลังพัฒนา หลายเส้นทางก็เริ่มเข้าถึงรถไฟฟ้า เหมือนเมืองกำลังสร้างไปเรื่อยๆ เลยคิดไม่ออกว่าจะมีนโยบายไหนที่พลิกกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้ทันที”

ณัฐพงษ์ ภูแก้ว ฟรีแลนซ์งานอีเวนต์และนักดนตรี อายุ 41 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครสวรรค์ ก่อนย้ายทะเบียนบ้านไปที่หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อไม่นานมานี้
ช่วงมัธยมต้น ณัฐพงษ์ย้ายเข้ามาเรียนที่จังหวัดนนทบุรี ก่อนเข้ามาเรียน ปวช. 3 ปี ในกรุงเทพฯ แล้วเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งคาบเกี่ยวกับช่วงที่เขาทำงานที่กรุงเทพฯ ในปี 2552 โดยเขาอาศัยอยู่เขตบางกอกน้อยตั้งแต่ช่วงนั้น รวมระยะเวลากว่า 17 ปี
ใน 1 ปี ใช้เวลาอยู่กรุงเทพฯ มากแค่ไหน?
“ส่วนใหญ่เราใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ จะมีช่วงกลับไปหาพ่อแม่บ้าง แต่ไม่ได้กลับช่วงเทศกาลนะ เราพยายามเลี่ยงช่วงนั้น บางทีก็กลับตอนพ่อแม่มีเรื่องอยากให้ช่วย เช่น จัดการสวน จัดการบ้าน ขนของ หรือทำธุระเอกสารต่างๆ”
“แต่ที่เราอยู่กรุงเทพฯ เป็นส่วนใหญ่ อาจเพราะว่าเราเลี้ยงหมาไว้ที่นี่ ถ้าทิ้งหมาไว้ก็จะเป็นภาระของคนอื่นๆ เลยไปหาพ่อกับแม่นานไม่ได้”
อยู่มา 17 ปีแล้ว รู้สึกชอบกรุงเทพฯ หรือไม่?
“เรามองว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ในการเข้ามาหาโอกาสหรือหางานทำ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับภูมิหลังครอบครัวของเราที่มีการย้ายถิ่นฐานตามโอกาสที่เข้ามาในชีวิต ทำให้ได้เข้ามาใช้ชีวิตในเมือง”
“เราใช้ชีวิตที่นี่จนรู้สึกว่าเป็นคนในเมืองประมาณนึง เพราะถ้ามองกลับไปที่บ้าน เราก็ไม่รู้จะกลับไปทำอะไร มันเลยเหมือนความจำเป็นที่เราต้องใช้ชีวิตในเมืองนี้ ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องอยู่กับมัน เพราะงานอยู่ที่นี่”
“แต่ว่าในมุมการใช้ชีวิต เราคงไม่ได้ชอบการใช้ชีวิตในเมืองขนาดนั้น เรารู้สึกว่ามันบีบบังคับให้เราดิ้นรนที่จะต้องทำการผลิตให้มากพอ แต่ค่าตอบแทนมันก็สูงประมาณนึง”
มีเรื่องไหนในกรุงเทพฯ ที่ยังรู้สึกไม่ค่อยชอบบ้างไหม?
“เรามีต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ที่ต้องรับผิดชอบ แต่พอเราไม่มีรายได้ที่แน่นอน การบริหารจัดงานเงินที่หลุดจากแผนไปนิดหน่อยก็จะกระทบชีวิตของเราแล้ว”
“อีกเรื่อง คือ ‘การเดินทาง’ ที่อาจจะดูเหมือนมีการขนส่งสาธารณะเยอะมาก แต่เราก็ยังมีความกลัว เช่น กลัวหลงทาง เพราะเมืองมันใหญ่เหลือเกิน มีตรอกซอกซอย แยกมากมาย ไหนจะรถติดอีก นี่เป็นสิ่งที่ทำให้เราเกิดความกังวลเรื่องเวลาที่อาจทำให้เราพลาดกับงานได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าควบคุมมันได้แค่ไหน”
“เมื่อก่อน การใช้ขนส่งสาธารณะ เราจะพอคำนวณเวลาได้ เพราะการรอรถเมล์สักคันไม่ได้นานขนาดนั้น แต่เรารู้สึกว่าทุกวันนี้รอรถนานกว่าเมื่อก่อน ทำให้ต้องหันไปเลือกใช้ทางเลือกอื่นๆ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายตามมา”
ช่วงนี้ใกล้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ รู้สึกว่าเราอยากมีสิทธิเลือกบ้างไหม?
“เลือกก็ได้ ไม่เลือกก็ได้ มีสิทธิ์ก็ได้ ไม่มีสิทธิ์ก็ได้ แต่ถ้ามองในมุมของคนที่อยู่เป็นประชากรแฝงอยู่ที่นี่มาเกือบ 20 ปี ก็รู้สึกว่าอยากให้เมืองหรือที่ๆ เราอยู่มันพัฒนาและตอบโจทย์ โดยเฉพาะกับคนจนเมือง”
เคยคิดอยากย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในกรุงเทพฯ หรือไม่?
“ไม่ขนาดนั้น เราคิดว่าบั้นปลายชีวิตเราไม่ได้อยากใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เลยไม่ได้อยากย้ายเข้ามา”
ถ้ามีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ จะเลือกด้วยนโยบายแบบไหน?
“เราอยากให้มีนโยบายที่ตอบโจทย์ชีวิตคนจนเมือง ตั้งแต่เกิดถึงตาย เช่น การลาคลอด การมีสถานรับเลี้ยงเด็ก สถานศึกษาและการเดินทางที่ปลอดภัย สุขอนามัย พื้นที่ในการทำมาหากิน สิทธิในที่อยู่อาศัย ตลาดที่เราจับจ่ายใช้สอยได้จริงๆ หรือพื้นที่ที่รกร้างว่างเปล่าสามารถเอามาทำเป็นพื้นที่สาธารณะได้หรือไม่”
จากการพูดคุยกับเหล่าประชากรแฝงทั้ง 8 คน สะท้อนให้เห็นว่า กรุงเทพฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางแห่งโอกาสทางเศรษฐกิจและเส้นทางอาชีพที่ดึงดูดผู้คนให้มาใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองแห่งนี้ และพวกเขาก็คือกลุ่มคนที่มองเห็นปัญหาและได้รับผลกระทบจากโครงสร้างเมืองนี้เช่นกัน

