“หนองจอกเหมือนถูกลืมไปเลยนะ” คือคำพูดของคนที่เกิดและใช้ชีวิตเขตนี้มากว่า 55 ปี
อ้างอิงจากสำนักงานเขตหนองจอก นี่คือเขตที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีเนื้อที่ราว 236.261 ตารางกิโลเมตร โดยนับเป็นประมาณ 1 ใน 7 ของพื้นที่ทั้งหมดของเมืองหลวงแห่งนี้
แม้จะเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุด แต่หลายครั้งคนที่อยู่ในพื้นที่เองกลับมองว่า “เขตนี้ถูกลืม”
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเดินทางที่ยากเย็นแตกต่างจากกรุงเทพฯ เขตอื่นๆ แบบลิบลับ โรงพยาบาลที่มีเพียงแห่งเดียว จนถึงปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการสาธารณะที่สร้างความยากลำบากในชีวิตของคนที่อยู่ไปตามๆ กัน–ปัญหาเหล่านี้ล้วนต้องการให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นและผลักดัน
The MATTER ชวนทำความเข้าใจความเป็นอยู่ในเขตที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ พร้อมตั้งคำถามไปพร้อมๆ กันว่า “แม้จะเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แต่ทำไมหลายคนยังมองว่าถูกลืม?”

Photographer: Asadawut Boonlitsak
ชีวิต 55 ปีในหนองจอกมีหน้าตาแบบไหน?
ตุ๊ก–ปวริศา สยอวรรณ ผู้ที่เกิด เติบโต และใช้ชีวิตในหนองจอกมา 55 ปี มองว่าเขตนี้น่าอยู่ที่สุดในกรุงเทพฯ เพราะข้อดีของหนองจอกที่มีมายาวนานคือ การอยู่รวมกันได้กับทุกศาสนา เนื่องจากคนในพื้นที่ให้ความเคารพซึ่งกันและกัน และแม้ว่าทุกวันนี้การใช้ชีวิตจะยากขึ้น แต่ค่าครองชีพในหนองจอกก็ไม่ได้สูงตามไปด้วย
“เราก็ยังช่วยกันให้ไปต่อได้ เรายังไม่ปรับราคา (อาหาร) ขึ้นเหมือนที่อื่นๆ” เธอกล่าว
นอกจากนี้ หนองจอกยังมีอากาศบริสุทธิ์ มีพื้นที่กว้างขวางสำหรับเกษตรกรรม มีคลองและธรรมชาติที่หาได้ยากในพื้นที่อื่นๆ ของกรุงเทพฯ
“หนองจอกจะมีอากาศบริสุทธิ์ ไม่เหมือนพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ สิ่งที่ดีหนองจอกที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็คืออากาศที่ดี แล้วก็คนในชุมชนส่วนใหญ่ก็จะรู้จักกัน จะเอื้อประโยชน์ให้กัน อย่างจัดงานบุญ งานกุศล คนหนองจอกเขาจะให้ความร่วมมือดี”
พี่ตุ๊กเล่าต่อว่า “สมัยพี่เด็กๆ จะใช้ทางคลอง ก็คือไม่ว่าจะซื้อของหรืออาหาร ก็จะมีเรือผ่านมา เขาก็จะมาเป็นเวลา เราก็จะมาดักรอเวลานี้เรือนี้จะมา” แต่เมื่อเวลาผ่านไป วิถีชีวิตก็เปลี่ยนไป การสัญจรก็ขยับขยายมาใช้ถนนคอนกรีตมากขึ้น โครงการบ้านจัดสรรก็เริ่มสร้างเยอะขึ้น จนสิ่งที่ตามมาคือจำนวนคนในหนองจอกที่เพิ่มขึ้น

Photographer: Asadawut Boonlitsak
ขณะเดียวกันเมื่อจำนวนคนมากขึ้น แต่โครงสร้างหลายๆ อย่างอาจโตไม่ทัน
“รถที่บริการสาธารณะก็จะไม่เพียงพอ เพราะคนส่วนใหญ่ก็จะใช้รถยนต์ส่วนตัวเสียเยอะค่ะ” ทำให้สิ่งที่ตามมาคือปัญหารถติดแบบคอขวด ซึ่งกระทบต่อชีวิตประจำวัน
“บางพื้นที่ในเขตหนองจอก ไม่มีรถเมล์ ไม่มีไฟส่องสว่าง การเดินทางมาโรงเรียนก็ลำบาก การเดินทางไปทำงานก็ลำบาก แล้วก็ที่สำคัญก็คือ จุดตรงหน้าสำนักงานเขตหนองจอก น่าจะมีทางแก้ไขที่หาทางเบี่ยงไปทางอื่น ที่จะเข้าถึงถนนสายหลักได้”
งบอันดับหนึ่ง แต่ตรงจุดหรือเปล่า
ยังไม่จบกับถนนหนองจอก เมื่อปี 2565 เดลินิวส์รายงานการลงพื้นที่หนองจอกของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ในฐานะ ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ โดยระบุว่า ‘ถนน’ เป็นหนึ่งในปัญหาใหญ่ของเขตนี้ เพราะหลายพื้นที่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และมีถนนกว่า 1,000 กิโลเมตร ที่เขตยังต้องดูแล ด้วยส่วนหนึ่งมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อและไม่ได้รับการดูแล
“เรื่องที่ชาวบ้านร้องเรียนมาอันดับ 1 คือ ถนนที่ประชาชนสร้างมอบให้สาธารณะ เฉลี่ยเดือนละ 1 เส้น” เดลินิวส์ระบุ
จากข้อมูลในปีเดียวกัน เมื่อรวบรวมเรื่องร้องเรียนผ่านระบบ Traffy Foundue จำนวน 1,785 เรื่อง พบว่าเป็น “เรื่องถนน” ถึง 53%
ส่วนพี่ตุ๊กก็ยังเล่าถึงเหตุการณ์ตรง ที่เธอไปเจอกับ ‘ศาลา’ ที่คั่นอยู่กลางถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่ และด้วยความสงสัย เธอจึงเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ว่า “ทำไมเราถึงไม่รื้อศาลาแล้วทำถนนทีเดียว ทำไมต้องเว้นวรรคศาลาแล้วย้อนกลับมาทำอีก” ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็สร้างความประหลาดใจ เพราะ “เขาก็อ้างว่า ศาลานี้เป็นของอีกหน่วยงานหนึ่งของรัฐ ที่ไม่เกี่ยวกับหน่วยงานที่ทำถนน”
“ก็เลยงงไว้ว่า ในเมื่องบประมาณก่อนที่จะทำถนนหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็ (เตรียมการ) มาเป็นปี ก็สงสัยว่า เขาไม่ได้ Coordinate (ประสานงาน) กันหรอ” เธอย้ำว่านี่คือปัญหาของหน่วยงานราชการ “คือเขาก็จะโยนเป็นของฝ่ายนู้น”
“มันก็กลายเป็นว่าอันนี้ของแขวงนี้ อันนี้ของแขวงนั้น มันเป็นปัญหาของหน่วยงานราชการที่เขาไม่คู่งานกันน่ะ มันทำให้ตรงจุดนี้มีไฟ ตรงจุดนู้นไม่มีไฟ มันกลายเป็นเหมือนให้ความสำคัญเฉพาะจุด”

Photographer: Asadawut Boonlitsak
เมื่อย้อนดูงบเกี่ยวกับถนนของกรุงเทพฯ ในยุคชัชชาติ หรือตั้งแต่ปี 2565-2569 Rocket Media Lab รายงานว่า มีงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับถนน ประมาณ 12,123.46 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ
- งบประมาณของ 50 สำนักงานเขต ประมาณ 4,518.37 ล้านบาท–เน้นการปรับปรุงซ่อมแซมถนนและซอยในพื้นที่
- งบประมาณของ สำนักการโยธา ประมาณ 7,605.09 ล้านบาท–เน้นโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
ในภาพรวม เขตหนองจอกได้รับงบเกี่ยวกับถนนที่ 891.87 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอันดับ 3 ของเขตทั้งหมดในกรุงเทพฯ รองจากเขตลาดกระบัง (2,169.50 ล้านบาท) และเขตดอนเมือง (1,177.17 ล้านบาท)
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ หากเจาะจงไปที่งบประมาณที่กรุงเทพฯ จัดสรรลงไปให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตราว 4,518.37 ล้านบาท จะพบว่า “เขตหนองจอกได้รับงบเกี่ยวกับถนนมากที่สุด” เมื่อเทียบกับเขตอื่นๆ หรือรวมเป็น 537.42 ล้านบาท และคิดเป็น 11.89% ของงบทั้งหมด

Photographer: Asadawut Boonlitsak
Rocket Media Lab ระบุว่างบดังกล่าว ส่วนใหญ่ถูกจัดสรรสำหรับ
- โครงการในปี 2568 ที่ปรับปรุงซอยเชื่อมสัมพันธ์ 22 จากถนนเชื่อมสัมพันธ์ ถึงถนนเลียบคลองเจียรดับ แขวงโคกแฝด โดยได้งบประมาณราว 34.66 ล้านบาท
- ค่าใช้สอย ค่าซ่อมแซมไฟฟ้าสาธารณะ ค่าซ่อมแซมถนน ตรอก ซอย สะพานและสิ่งสาธารณประโยชน์ ค่าซ่อมแซมเครื่องจักรกลและเครื่องทุ่นแรง ที่ไม่ระบุรายละเอียด โดยมีสัดส่วนมากที่สุดรวม 4 ปี 54.36 ล้านบาท
จากข้อมูลที่ว่ามานี้ งบเกี่ยวกับถนนจึงไม่น่าใช่ส่วนที่ถูกลืม แต่อาจเป็นส่วนที่น่าตั้งคำถามว่า แม้ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เขตหนองจอกจะได้รับงบที่เกี่ยวกับการซ่อมแซมถนน ตรอก ซอย สะพาน จนถึงไฟฟ้าสาธารณะ มากเป็นอันดับ 1 แต่ทำไมคนในพื้นที่ยังพูดถึงปัญหาเดิมอยู่ซ้ำๆ
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า มีงบสำหรับปรับปรุงถนนหรือไม่ แต่คือคนเดินทางได้จริงหรือเปล่า
ระบบขนส่งสาธารณะที่รอวันปรับปรุง
อีกหนึ่งประเด็นที่ผูกโยงกับการใช้ชีวิตในหนองจอกอย่างแยกไม่ออก คือ ‘ระบบขนส่งสาธารณะ’ และคำถามที่กว้างกว่านั้นว่า เมืองควรพัฒนาไปในรูปแบบใด
มล–สิรามล ตันศิริ อายุ 31 ปี ผู้ก่อตั้งพื้นที่เรียนรู้ห่มดิน เล่าว่าเธออาศัยอยู่ที่หนองจอกมากว่า 10 ปี โดยมองว่า พื้นที่แห่งนี้ยังมีคุณค่าหลายอย่างที่หาได้ยากในกรุงเทพฯ ทั้งธรรมชาติริมคลอง ความเขียวของพื้นที่ และความสัมพันธ์ของผู้คนในชุมชน

Photographer: Asadawut Boonlitsak
แต่ในอีกด้าน หนองจอกก็เป็นพื้นที่ที่ทำให้เธอรู้สึกถึงระยะห่างจากเมืองอยู่เสมอ โดยเฉพาะระบบขนส่งสาธารณะที่เชื่อมต่อกับเขตอื่นๆ ได้อย่างจำกัด จนการเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ กลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทั้งเวลาและพลังงาน
“เรามักจะพูดว่าเราเข้าเมือง ตลกมากเลย เราเป็นคนหนองจอก หนองจอกเป็นกรุงเทพฯ แต่ทุกครั้งที่ไปทำงานในกรุงเทพฯ เราจะบอกว่าเดี๋ยวเข้าเมืองวันนี้”
เมื่อถามว่า จะเข้าเมืองหนึ่งครั้งต้องใช้เวลาเท่าไหร่? มลตอบจากประสบการณ์ของเธอว่า ทางเลือกสำหรับการเดินทาง ก็มีรถเมล์ไม่มีแอร์ ที่นานๆ กว่าจะมาที และมีรถตู้อยู่ 2-3 สาย ที่ไปลาดกระบัง หรือมีนบุรี ซึ่งกว่าจะใช้เวลาจากบ้านของเธอไปถึงมีนบุรี ก็ปาไป 30 นาทีแล้ว กว่าจะต่อรถไฟฟ้าหรือเดินทางไปยังจุดหมาย ก็เสียเวลาร่วมหนึ่งชั่วโมง
“ถ้าไปทำงานในกรุงเทพฯ เนี่ย กลับมาจะเหนื่อยที่สุดก็คือตอนนั่งรถกลับบ้านนี่แหละ”
เธอเล่าว่า หนึ่งในเหตุผลที่การเดินทางนั้นแสนยากเย็น (หากไม่มีรถส่วนตัว) อาจเป็นเพราะลักษณะ ‘พื้นที่รับน้ำ’ ของหนองจอก ซึ่ง “การเป็นพื้นที่รับน้ำมันหมายความว่าเราจะไม่สามารถสร้างบ้าน เราไม่มีตึกสูง เพราะว่ามันสร้างไม่ได้ มันเป็นพื้นที่สีเขียว แล้วการไม่มีตึกสูง”
“เราไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจที่คนจะมาลงทุน” มลมองว่า ส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับลักษณะของหนองจอกในฐานะพื้นที่รับน้ำ
แม้จะเหนื่อยหน่ายกับขนส่งสาธารณะ แต่เธอก็ยังมองว่าการพัฒนาไม่ได้จำเป็นต้องแลกกับธรรมชาติ ความมีชีวิตชีวาริมคลอง หรือชุมชน และไม่จำเป็นต้องทำให้หนองจอกต้องมีหน้าตาเหมือนพื้นที่เมืองชั้นใน
เพียงแต่ควรเป็นการยกระดับบริการสาธารณะและคุณภาพชีวิต โดยยังรักษาความเป็นหนองจอกไว้

Photographer: Asadawut Boonlitsak
“เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติที่มันอยู่รอบตัวเรา แล้วเรารู้สึกว่าเราสามารถพัฒนาเมืองไปควบคู่กับการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตร่วมเมืองไปกับเราได้” เธอกล่าว
นอกจากนี้ มลยังพูดถึงประเด็น ‘พื้นที่เรียนรู้ในเขตหนองจอก’ โดยมลเล่าว่า เขตนี้มีห้องสมุดประชาชนแค่ที่เดียว ซึ่งอาจไม่เพียงพอกับการเติบโตของคน โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ต้องการพื้นที่สร้างสรรค์
“ถ้าสมมุติว่า จะถามเด็กหนองจอกว่า จะไปเจอกันที่ไหน ในหัวคงมีแต่แมคโคร โลตัส คือมันไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์ให้เราไปเจอกัน” เธอย้ำว่า “มันไม่มีพื้นที่สร้างสรรค์เลย เราเลยรู้สึกว่ามันยิ่งทำให้คนที่เกิดที่หนองจอก เพื่อนเราหลายคนมาก ไปทำงานในเมืองกัน มันแทบไม่มีคนกลับบ้านเลย”
“เราเลยรู้สึกว่ามันน่าเสียดายที่มันผลักให้คนออกจากเมืองไป” มลย้ำ

Photographer: Asadawut Boonlitsak
โรงพยาบาลใกล้บ้าน ที่มีเพียงแห่งเดียว
เมื่อพูดถึงบริการสาธารณะ อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนว่ายังเป็นปัญหาของการใช้ชีวิตในหนองจอก คือเรื่องการเข้าถึงโรงพยาบาลใกล้บ้าน
เอ็ม–วิศวกรอายุ 26 ปี ที่ใช้ชีวิตในเขตนี้กว่า 5 ปีเล่าว่า หนองจอกเป็นเขตที่สงบ ไม่วุ่นวาย และใกล้ชิดกับธรรมชาติ แต่อีกมุมหนึ่ง การเข้าถึงโรงพยาบาลก็ยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล
“ที่อยากให้มีหลักๆ ก็คือโรงพยาบาล”
เขาเล่าว่า สถานพยาบาลที่อยู่ใกล้ตัวส่วนใหญ่ เป็นคลินิกที่ไม่ได้เปิดตลอดเวลา โดยมีเพียงโรงพยาบาลเล็กๆ ที่อาจไม่ได้ครบครันเท่ากับโรงพยาบาลในเมือง ขณะที่คนหนองจอกหลายคนต้องกันพึ่งพาโรงพยาบาลขนาดใหญ่แห่งอื่นๆ ซึ่งต้องเดินทางเข้าไปในเมือง หรือเดินทางไปเขตมีนบุรี หรือลาดกระบัง ซึ่งก็ต้องนั่งรถต่อไปอีก
“ถ้าเกิดวันใดวันหนึ่ง แบบว่าทางที่บ้านเรา เขาเจ็บไข้ได้ป่วยเนี่ย เวลาเดินทางเนี่ย มันก็จะใช้เวลานานกว่าที่อื่น ไม่มีที่ใกล้ขนาดนั้น” เขาเล่าถึงความกังวลหากเกิดเหตุฉุกเฉินแล้วไม่มีสถานพยาบาลที่เพียงพอ

Photographer: Asadawut Boonlitsak
สำหรับเขาแล้ว ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวกในการเดินทาง แต่รวมถึงความกังวลต่อการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะหากเกิดเหตุฉุกเฉินนอกเวลาเปิด–ปิดของคลินิก
จากบทสัมภาษณ์ทั้งหมด แม้แต่ละคนจะมีประสบการณ์ต่อหนองจอกแตกต่างกัน แต่สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนคือ คนในพื้นที่ไม่ได้เรียกร้องให้หนองจอกต้องมีหน้าตาเหมือนกรุงเทพฯ ชั้นในเสมอไป เพราะต่างก็เห็นคุณค่าในสิ่งที่เขตนี้มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสงบ ธรรมชาติใกล้ตัว หรือวิถีชีวิตที่หาได้ไม่ง่ายจากเขตอื่น
สิ่งที่คนหนองจอกต้องการ อาจไม่ใช่การพลิกโฉมสิ่งที่หนองจอกเป็นอยู่ หากแต่เป็นบริการพื้นฐานที่เข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นถนน การเดินทาง การรักษาพยาบาล หรือพื้นที่สาธารณะ ให้เดินทางมาถึงเขตที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ได้มากกว่านี้