ผู้ชายควรสูงเท่าไหร่ ถึงจะเรียกว่าสูง?
คำถามนี้อาจไม่ได้มีคำตอบตายตัว เพราะความสูงที่เหมาะสมของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนสักประมาณ 175 เซนติเมตรก็ถือว่าสูงใช้ได้แล้ว ทว่าสำหรับบางคนสูงสัก 180 เซนติเมตรขึ้นไปถึงจะกำลังพอดี
ทั้งที่ความสูงเป็นเรื่องของปัจเจก แต่ทำไมบางคนถึงคาดหวังให้ผู้ชายต้องตัวสูง ถ้าไม่สูงพอก็จะดูไม่ดี จนความสูงเริ่มไม่ใช่เรื่องของความพึงพอใจ หากกำลังกลายเป็นเรื่องของค่านิยมที่ค่อยๆ บั่นทอนบางกลุ่มคนที่ยังดีไม่พอ
เมื่อความสูงผูกโยงกับความเป็นชาย
ผู้ชายจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับค่านิยมว่า ผู้ชายที่ดูดีจะต้องตัวสูง ยิ่งสูงก็ยิ่งดูมีภูมิฐาน จนถึงขั้นตั้งตัวเลขความสูงมาตรฐานสำหรับผู้ชาย ตอกย้ำให้ผู้ชายต้องขยับไปให้ถึง ทำให้บ่อยครั้งก็นึกสงสัย ค่านิยม ‘ผู้ชายที่ดีคือผู้ชายที่สูง’ นี้ก่อร่างสร้างตัวมาจากไหนกัน
ค่านิยมลักษณะนี้ไม่ได้เพิ่งมีในสังคมสมัยใหม่แต่อย่างใด หากมีอยู่ควบคู่กับมนุษย์เรามานานแสนนาน เดวิด บัสส์ (David Buss) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสออสติน ผู้เชี่ยวชาญและผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับพฤติกรรมการจับคู่ของมนุษย์ เล่าว่า ความเป็นชายผูกโยงกับความสูงมาเป็นเวลานานแล้ว ย้อนกลับไปช่วงแรกเริ่มของวิวัฒนาการมนุษย์ ผู้หญิงในยุคก่อนประวัติศาสตร์มักเลือกคู่ครองที่สามารถให้การปกป้องและดูแลความต้องการของเธอเองได้

‘ความสูง’ ซึ่งเป็นลักษณะภายนอกที่แสดงถึงความใหญ่โตและมั่นคง จึงถูกใช้เป็นคุณลักษณะที่ผู้หญิงสมัยก่อนใช้เลือกคู่ครอง จนทัศนคติเช่นนี้เริ่มฝังรากลึกลงไปในค่านิยมของสังคมและถูกส่งต่อกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เมื่อความสูงกลายเป็นเช็คลิสต์สำคัญในการหาคู่ ทำให้ใครๆ ก็หันไปให้ความสนใจเรื่องความสูงของผู้ชายมากขึ้น ซึ่งประเด็นนี้ยิ่งตอกย้ำให้เราเห็นว่า ความสูงไม่ใช่แค่เรื่องของลักษณะทางกายภาพของบุคคลเท่านั้น งานศึกษาเกี่ยวกับ อิทธิพลของอุดมคติและความชอบด้านส่วนสูงต่อการเลือกคู่ครอง จากมหาวิทยาลัยซูโจว ที่เก็บข้อมูลมาจาก Taiwan’s Panel Study of Family Dynamics (PSFD) ปี 2016 พบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มจะคาดหวังให้ผู้ชายสูงกว่าตัวเอง มากกว่าที่ผู้ชายจะคาดหวังให้ผู้หญิงตัวเล็กกว่าตัวเอง และความต้องการผู้ชายในเรื่องส่วนสูงของคู่ครองนั้น มักขึ้นอยู่กับความยึดติดต่อกรอบความเป็นชายแบบดั้งเดิม
หมายความว่า หากผู้ชายคนไหนที่ยึดโยงตัวเองกับความเป็นชายดั้งเดิม ทั้ง การที่ผู้ชายต้องเป็นฝ่ายปกป้องผู้หญิง ผู้ชายมีหน้าที่ดูแล และผู้ชายต้องมีอำนาจเหนือกว่า พวกเขาก็จะจริงจังในการใช้ความสูงมาเป็นหนึ่งในรสนิยมในการหาคู่ของตัวเอง
โดยข้อคิดเห็นส่วนนี้ ก็ได้รับการช่วยยืนยันมากขึ้น ผ่านงานวิจัยเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างความชอบเรื่องส่วนสูงกับการยอมรับบรรทัดฐานทางเพศ จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ ที่ได้มีการสำรวจผ่านกลุ่มตัวอย่าง ผู้หญิง 122 คน และผู้ชาย 120 คน อายุประมาณ 18-39 ปี พบว่า ผู้ชายที่มองตัวเองด้วยกรอบความคิดแบบความเป็นชายดั้งเดิมนั้น มักจะให้ความสำคัญกับความสูงของเพศตรงข้าม โดยจะไม่ต้องการคบหากับผู้หญิงที่มีความสูงมากกว่าตัวเอง สอดคล้องไปกับความเห็นจากฝั่งหญิงที่มองว่าส่วนสูง คือสิ่งที่มอบความรู้สึก ‘เป็นผู้หญิง’ ซึ่งถือเป็นเพศที่ต้องได้รับการปกป้องและดูแล
หากมองผ่านงานศึกษาทั้งสองชิ้นนี้ ก็อาจเป็นเหมือนการยอมรับแบบกลายๆ ว่า ‘ความสูงกว่า’ คือภาพสะท้อนถึงความแข็งแกร่ง ดังนั้น ผู้ชายจึงมักอยากเป็นคนที่สูงกว่า เพื่อให้ตัวเองได้รับภาพจำของผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
ขณะเดียวกันหากผู้ชายเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ตรงตามค่านิยมของสังคม ก็อาจนำไปสู่ความรู้สึกว่าความเป็นชายของตนกำลังถูกสั่นคลอน ตลอดจนการพยายามพิสูจน์ความเป็นชายของตัวเองมากขึ้น ทั้ง พฤติกรรมที่ก้าวร้าวและการแสดงออกในเชิงเหยียดหยามต่อเพศตรงข้าม ทั้งหมดนี้เพื่อทำให้ตัวเองดูเหนือกว่าเพศอื่นๆ มิหนำซ้ำยังเป็นการสื่อสารให้สังคมเห็นว่า แม้พวกเขาจะไม่ได้มีลักษณะทางกายภาพที่สะท้อนความเป็นชายมากพอตามมาตรฐาน แต่พวกเขายังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในสังคมได้ผ่านลักษณะอื่นๆ นั่นเอง
ด้วยมายาคติเรื่องความสูงที่ครอบงำสังคมอยู่นี้ ผู้ชายหลายคนจึงต้องแสวงหาวิธีการที่จะทำให้ตัวเองดูตัวสูงกว่า และสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สูงแค่ไหน ถึงจะเป็นชายได้อย่างภาคภูมิ?
หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำให้ตัวเองดูสูงขึ้น คงหนีไม่พ้นการพูดตัวเลขความสูงที่เกินไปกว่าความเป็นจริงของตัวเราเองออกไป ยิ่งในยุคสมัยที่สังคมส่วนใหญ่ขับเคลื่อนกันผ่านโลกออนไลน์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำได้ง่ายขึ้น เพราะเป็นเรื่องยากที่จะพิสูจน์ได้ จนกว่าจะพบเจอตัวจริงกัน เหมือนกับกระทู้หนึ่งของ Reddit เว็บไซต์พูดคุยตั้งคำถามออนไลน์ ซึ่งได้มีผู้ใช้งานรายหนึ่งเข้ามาตั้งคำถามว่า “เคยเจอผู้ชายโกหกเรื่องส่วนสูงของตัวเองในแอปฯ เดตบ้างไหม?” ซึ่งคำตอบหลายคนก็ชี้ไปในทิศทางเดียวกัน โดยผู้ชายจำนวนไม่น้อยมักใส่ส่วนสูงในแอปฯ คลาดเคลื่อนไปจากตัวจริงอยู่พอสมควร ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงคนหนึ่งออกเดตกับผู้ชายที่อ้างว่าสูงประมาณ 180 เซนติเมตร แต่พอเจอตัวจริงเขากลับสูงพอๆ กับเธอที่สูงแค่ 173 เซนติเมตร
ขยับมาที่อุตสาหกรรมความบันเทิงกันบ้าง ในวงการฮอลลีวูด ความสูง ก็ถือเป็นสิ่งที่ผู้ชายหลายคนให้ความสำคัญไม่แพ้กับเรื่องฝีมือการแสดง ครั้งหนึ่ง อลัน แลด (Alan Ladd) พระเอกชื่อดังในช่วงทศวรรษ 1940 ที่สูงราวๆ 168-170 เซนติเมตร เคยให้นักแสดงหญิงที่สูงกว่าเขายืนในร่องหลุมที่ทีมงานขุดเอาไว้ขณะถ่ายทำ หรือกระทั่ง ทอม ครูซ (Tom Cruise) สูงประมาณ 170 เซนติเมตร ก็เคยยืนบนกล่องระหว่างถ่ายทำ เพื่อให้ตัวเองดูสูงขึ้นกว่าเดิม
ภาพยนตร์ อย่าง Materialists (2025) ก็เคยนำเสนอถึงปัญหาของการสูงไม่พอที่คุกคามความเป็นชายด้วยเช่นกัน โดยภายในเรื่องมีการพูดถึงตัวละคร ‘แฮรี่ (รับบทโดย Pedro Pascal) ผู้ที่ไปต่อกระดูกเพิ่มความสูงของตัวเอง ซึ่งเขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความสูงที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีผู้หญิงเข้าหาเขามากขึ้นตามมาด้วย
ตัวอย่างทั้งหมดนี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของค่านิยมที่เชื่อมโยงความสูงเข้ากับความเป็นชาย ซึ่งถูกปลูกฝังและผลิตซ้ำมาอย่างยาวนานในสังคมมนุษย์ ไม่เพียงแต่ผู้คนเท่านั้นที่ยึดถือความเชื่อนี้ แต่สถาบันทางสังคม วัฒนธรรมสมัยนิยม และสื่อต่างๆ ก็ยังมีส่วนช่วยตอกย้ำอุดมคตินี้อย่างต่อเนื่อง จนในหลายสังคม มายาคตินี้ก็ได้กลายเป็นกรอบความคิดหลักที่ผู้คนจำนวนมากรับเอามาเป็นเรื่องปกติโดยแทบไม่ทันตั้งคำถาม
สุดท้ายแล้วหากมองความสูงในฐานะส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางกายภาพมนุษย์ เราทุกคนก็อาจไม่จำเป็นต้องพยายามทำให้ตัวเองดีพอสำหรับมาตรฐานของค่านิยมที่ไม่เป็นธรรมในสังคม
อ้างอิงจาก