“นี่เป็นคดีที่แปลกประหลาดสุดในชีวิตผม”
1.
อิโมจีน ไวเฮอร์ (Imogene Weiher) สะดุ้งตื่นตอนตี 5 ของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 1978 เธอบอกนักข่าววอชิงตัน โพสต์ว่า ไม่รู้อะไรดลบันดาลให้ลุกจากเตียงในเวลานี้ อาจเป็นพระเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่นั่นคือการนอนหลับแบบสนิทครั้งสุดท้ายในชีวิต
หญิงสาวงัวเงียอยู่สักครู่ ก่อนเดินไปที่ห้องนอนของลูกชาย เปิดประตูไป มันว่างเปล่า
ไม่ใช่เรื่องปกติ
สัญชาตญาณความเป็นแม่สั่นกระดิ่งเตือนภัย อิโมจีนโทรศัพท์หาผู้ปกครองเพื่อนของลูกเธอ พวกเขารับในฉับพลัน
“ลูกฉันยังไม่กลับมา ลูกเธอล่ะ”
บทสนทนารวบรัด คำตอบนำไปสู่ความหวาดกลัว ลูกของอิโมจีนกับเพื่อนอีก 4 คน ไม่ได้อยู่บนเตียงในขณะนี้
เด็กๆ หายไปไหน
ท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวและมีหิมะตก ทุกคนต่างเป็นห่วงลูก กระนั้นก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าการเฝ้ารออย่างกระวนกระวาย ผู้ปกครองบางคนตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อรอบุตรชายกลับบ้าน แต่ก็ยังไม่พบวี่แววของเด็กๆ เลย
พวกเขารีบไปแจ้งความ ตำรวจสั่งระดมทีมค้นหาทันที
“ช่วยตามหาเด็กๆ ด้วยนะคะ”
เด็กๆ เหรอ เจ้าหน้าที่ทวนคำพูดในใจ เมื่อดูอายุคนหายแล้ว พวกเขาไม่ใช่เยาวชนอย่างแน่นอน แต่เมื่อฟังเบาะแสอย่างละเอียดก็รู้ว่า ทำไมผู้ปกครองทั้ง 5 ถึงเรียกลูกๆ ของตัวเองว่าเด็ก
เพราะแม้ทุกคนจะอายุเกิน 20 ปีกันหมด แม้นจะเป็นผู้ใหญ่ตามกฎหมาย แต่พวกเขามีอาการบกพร่องเรื่องการเรียนรู้ ไม่แปลกที่พ่อแม่จะมองพวกเขาเป็นเด็กเสมอ
บัดนี้พวกเขายังไม่กลับบ้าน
และจะไม่ได้กลับมาบ้านอีกเลยตลอดกาล
2.
ผู้หมวด แลนซ์ เอเยอร์ (Lance Ayers) เจ้าหน้าที่แห่งยูบา เคาน์ตี้ เป็นผู้รับผิดชอบในคดีนี้ เขาสั่งระดมทีมงานทั้งหมด เพื่อหาเบาะแสทุกอย่าง ในมือมีรายชื่อของ 5 ผู้สูญหายและข้อมูลแบบละเอียด
ผู้สูญหายรายแรก แจ็ก มาดรูกา (Jack Madruga) อายุ 30 ปี อดีตทหารผ่านศึกสงครามเวียดนาม แม้จะเป็นนักรบ แต่เจ้าตัวบกพร่องด้านการเรียนรู้ กระนั้นก็ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ เขานำเงินที่ได้จากการรบไปซื้อรถ ขับเล่นกับเพื่อนที่มีอาการแบบเดียวกัน
แม่ของแจ็กบอกกับเจ้าหน้าที่ว่า “8 โมงเช้า พรุ่งนี้ เขามีแข่งบาสเก็ตบอล ลูกควรจะกลับมานอนบนเตียงตั้งนานแล้ว”
ที่สำคัญแจ็กรักรถที่ซื้อมาคันนี้มาก เขาจะไม่เอายานพาหนะไปขับตามถนนเป็นหลุมบ่อ หรือทางกันดารเด็ดขาด ครั้งหนึ่งเพื่อนขอให้เขาขับไปส่ง แต่พอเห็นสภาพทางที่ลำบาก เขาปฏิเสธ เพราะกลัวรถจะพังเสียหาย
“นายโทร.ให้พ่อแม่มารับ น่าจะดีกว่านะ”
ผู้สูญหายรายที่ 2 บิล สเตอร์ลิง (Bill Sterling) อายุ 29 ปี บกพร่องทางการเรียนรู้เช่นกัน เขาเป็นหนอนหนังสือและมักจะหมกตัวอยู่ที่ห้องสมุด โดยชอบหางานวิจัยเกี่ยวกับคนที่มีปัญหาแบบเดียวกับเขาอยู่เสมอ เจ้าตัวชอบเข้าโบสถ์ และมักจะไปหาคนป่วยตามโรงพยาบาลประสาท แล้วโน้มน้าวให้พวกเขาเชื่อในพระเจ้า
ที่ผ่านมาครอบครัวชอบพาไปตั้งแคมป์ตามป่า แต่ชายวัยไม่ถึงเลข 3 ไม่ค่อยอยากไป
“เขาไม่ชอบหิมะ” แม่ของบิลบอกตำรวจและนักข่าว “เพราะมันหนาว”
ชายสูญหายรายที่ 3 ลูกชายสุดที่รักของอิโมจีน เท็ด ไวเฮอร์ (Ted Weiher) อายุ 32 ปี เป็นคนน่ารักน่าคบหา ครอบครัวพยายามตั้งกลุ่มพ่อแม่ที่มีเด็กที่มีอาการแบบเดียวกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
บิลมักจะสงสัยและนั่งครุ่นคิดเป็นชั่วโมงว่า เวลาที่เขาโบกมือให้ใคร ทำไมพวกเขาไม่โบกมือตอบกลับ
“ตอนที่เขาหายตัวไป เขายังเตรียมชุดแข่งบาสเก็ตบอล วางอยู่บนเตียง ตอนกลับมาจะได้ใส่ไปแข่งตอนเช้าอยู่เลย” อิโมจีนพูดทั้งน้ำตา “เขาบอกให้ฉันซักรองเท้าสีขาวไว้ด้วย”
ผู้สูญหายรายที่ 4 แจ็ก ฮิวเอ็ตต์ (Jack Huett) อายุ 24 ปี เป็นสมาชิกในกลุ่มที่อายุน้อยสุด เป็นเพื่อนสนิทกับเท็ด เขาเลี้ยงสุนัขพันธุ์บีเกิล ชื่อว่า น้องโบ และมีมอเตอร์ไซค์เป็นยานพาหนะที่ใช้ประจำ
แม่ของแจ็กบอกว่า “ถึงเขาจะทำอะไรช้าๆ แต่ก็ทำมันอย่างสุขใจ เท็ดจะเป็นคนดูแลช่วยเหลือลูกฉันตลอดเวลา”
บุคคลสูญหายรายสุดท้าย แกรี มาเธียส (Gary Mathias) อายุ 25 ปี อดีตทหารผ่านศึกจากกองทัพบก ที่ถูกปลดประจำการเพราะติดยา และเพิ่งเข้ากลุ่มนี้ได้ไม่กี่เดือน เจ้าตัวมีอาการประสาทถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคจิตเภทแบบหวาดระแวง ต้องกินยาอยู่เป็นประจำ
พ่อเลี้ยงของแกรี บอกทางการว่า เขาให้ลูกช่วยดูแลธุรกิจทำสวน และที่ผ่านมาน้องกินยาจิตเภทอย่างต่อเนื่องเสมอ
ทั้ง 5 คน แม้จะมีอาการบกพร่องเรื่องการเรียนรู้ มีแกรีหนักสุดที่ป่วยด้วยโรคจิตเภท แต่ทุกคนรักใคร่และสนิทกันดี พวกเขาจะรวมกลุ่มแข่งบาสเก็ตบอล โดยหากไม่หายตัวไป เช้าวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ทุกคนจะไปแข่งบาส หากฝ่าฟันไปคว้าแชมป์สำเร็จ จะได้รางวัลเป็นตั๋วเดินทางไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์
แม้จะเป็นผู้ใหญ่ แต่ดูดีๆ ก็จะพบความเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและการเรียนรู้ แต่ทุกคนใช้ชีวิตในสังคมตามปกติ
พวกเขาทั้ง 5 แจ้งพ่อแม่ว่า คืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ จะไปดูแข่งบาสเก็ตบอลที่ต่างเมือง ซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียง 78 กิโลเมตร โดยใช้รถของแจ็ก มาดรูกา เดินทางกันไป เส้นทางแค่ชั่วโมงเดียวถึง เป็นเรื่องปกติของสังคมที่พ่อแม่จะอนุญาตให้ลูกๆ เดินทางกันได้
แถมเมื่อดูกำหนดการ เกมจะแข่งจบตอน 4 ทุ่ม ทั้ง 5 ก็จะเดินทางกลับกันมา เพราะพรุ่งนี้มีแข่งบาสตอนเช้า พวกเขาไม่ค้างคืน จะขับมาตามถนนเส้นทางปกติ ถึงแม้พวกเขาจะดูแปลกๆ แต่ทุกคนใช้ชีวิตได้เหมือนใครอื่น จึงไม่มีอะไรต้องน่าหวาดหวั่น
ช่วงจะออกเดินทาง ท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น และมีหิมะตก ยายของเท็ดบอกกับหลานสุดที่รักว่า
“หนูต้องเอาเสื้อหนาวไปด้วยนะ”
“โอย..คุณยาย คืนนี้ ผมไม่ต้องใช้มันหรอกครับ”
นี่คือประโยคสุดท้ายที่เท็ดพูดกับครอบครัว
3.
แลนซ์ เอเยอร์ นำทีมไล่สำรวจไปตามเส้นทางขาไปและขากลับ แต่ไม่เจอรถของแจ็ก มาดรูกา เบาะแสมีเพียงแค่ ร้านขายของชำ ใกล้กับสนามแข่งบาสเก็ตบอล ที่ทั้ง 5 เดินทางไปดู มีพยานเห็นพวกเขาแวะซื้อขนมก่อนขึ้นรถกลับไป
แม้ผู้ปกครองจะเร่งเร้า แต่เจ้าหน้าที่ไม่พบอะไร แลนซ์ไล่สอบถามทุกคนตลอดเส้นทาง 78 กิโลเมตรที่เด็กๆ เดินทางไป แต่ไม่เจอความคืบหน้า พวกเขาจึงลองสำรวจอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้ช่วยหา
กินเวลาไม่นาน เบาะแสแรกก็ปรากฏ ทางการพบยานพาหนะของแจ็ก มาดรูกา ที่หน้าทางเข้าอุทยาน ภายในไม่พบร่องรอยของเด็กๆ เจอแต่แผนที่ และขนมขบเคี้ยว โดยรถจมอยู่ในซากหิมะ แต่ไม่ได้ติดหล่มจนเอาออกไม่ได้ เมื่อแลนซ์สำรวจอย่างละเอียด คำถามมากมายก็ผุดในหัว
“น้ำมันรถยังเหลือพอให้ขับได้ แต่กุญแจหายไป แม้จะติดซากหิมะ แต่ทั้ง 5 สามารถรวมพลังกันยกรถออกมาได้อย่างสบายๆ”
รถอยู่ตรงนี้ แล้วคนอยู่ที่ไหน
ทุกอย่างชวนฉงนยิ่งนัก พลันที่สื่อมวลชนทราบข่าว พวกเขาเรียกคดีนี้ว่า “ปริศนาการหายตัวไปของ 5 หนุ่ม ยูบา เคาน์ตี” ทันที
เพราะทุกอย่างเต็มไปด้วยความสงสัยที่ไม่อาจไขคำตอบได้เลย
พ่อแม่ของแจ็ก มาดรูกา ไม่เชื่อว่า ลูกชายจะขับรถมาเส้นทางแบบนี้ได้ เพราะอย่างที่บอก เขารักรถมาก และหากเห็นถนนแย่ จะไม่ยอมไปเด็ดขาด
ดังนั้นอะไรทำให้ชายหนุ่มพร้อมเพื่อนอีก 4 คน เลือกเส้นทางนี้ ซึ่งหากจากบ้านของพวกเขาเกือบ 200 กิโลเมตร
“พวกเขาขับรถเข้าป่าเพื่ออะไร ทำไมไม่กลับบ้าน ใครบังคับพวกเขา หรือว่าหนีอะไรมากันแน่”
หลังพบรถ เจ้าหน้าที่เตรียมค้นหาทั่วผืนป่า ทว่าเพราะหิมะประกอบกับสภาพอากาศที่เลวร้าย หนาวจัดและลมกรรโชกแรง จนทางการเกือบจะเสียบุคลากรไปกับการค้นหา จึงมีคำสั่งให้ยุติปฏิบัติการนี้ชั่วคราวไปก่อน ทว่าแลนซ์ตั้งใจ ถ้าอากาศเปิด เขาจะนำทีมไปช่วยอีกครั้ง เขาสัญญากับผู้ปกครองของเด็กๆ ทั้ง 5 ไว้อย่างนี้
กระนั้นกว่าจะทำแบบนั้นได้ ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนทีเดียว และคนที่แจ้งเบาะแสสำคัญ คือ กลุ่มนักบิดสิงห์มอเตอร์ไซค์ ซึ่งเดินทางมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ในวันที่ 4 มิถุนายน 1978 หรือ 3 เดือนกว่าหลังการหายตัว
นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ขี่รถเข้ามาในผืนป่า แล้วเห็นกระท่อมพักของเจ้าหน้าที่มีร่องรอยกระจกแตก ด้วยความสงสัยจึงจอดรถ แล้วลงไปดู เมื่อมองเข้าไปข้างใน พวกเขาก็ตื่นตกใจ รีบแจ้งตำรวจทันที
เมื่อทางการส่งคนมา พวกเขารีบระดมกำลัง ไม่นานแลนซ์ก็รุดมาจุดเกิดเหตุ ก่อนพบภาพชวนหดหู่ใจ เพราะภายในกระท่อมนั้น พบศพนอนแข็งตาย เจ้าหน้าที่ทุกคนจำได้ว่าคือใคร แลนซ์แจ้งผู้ปกครองของทั้ง 5 ทันที
หลังลูกชายไม่กลับบ้าน อิโมจีนไม่เคยนอนหลับสนิทจนวันตาย เพราะหวังว่าเขาจะเคาะประตู และกลับมานอนที่เตียงดังเดิม แต่หญิงสาวไม่มีโอกาสแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว
“เราพบศพลูกชายคุณแล้ว”
เท็ด ไวเฮอร์ ถูกพบว่าเสียชีวิตในกระท่อมดังกล่าว เขาแข็งตาย มีบาดแผลถูกหิมะกัด ห่างจากจุดที่พบรถ 18 กิโลเมตร สิ่งที่สร้างความสลดคือ ก่อนหายตัวไป เท็ดโกนหนวดเคราเสียเกลี้ยง แต่ขณะพบร่าง เขามีเครื่องเคราเต็มไปหมด เชื่อได้ว่า หลังลงจากรถ เจ้าตัวยังมีชีวิตรอด 1-2 เดือน
ความน่าเศร้าคือ กระท่อมของเจ้าหน้าที่มีอาหารกระป๋องเพียงพอ มีเตาแก๊ส แต่เท็ดไม่ได้เปิด หรือจุดไฟ เขากินอาหารเล็กน้อย ก่อนจะสิ้นใจบนเตียงอย่างเดียวดายนี้
“พ่อของเท็ดไม่พอใจ เพราะเขาเป็นคนเสนอว่า ลองไปดูตามที่พักของเจ้าหน้าที่สิ เผื่อจะเจอลูก”
กระนั้นทางการไม่ได้รับคำวิงวอนนี้ เพราะสภาพอากาศที่เลวร้าย
“ถ้าพวกเขาออกค้นหาเพิ่มอีกนิดเท่านั้น ก็คงจะเจอและช่วยชีวิตลูกผมได้ทัน”
4.
เมื่อพบศพแรก พ่อแม่ของผู้สูญหายที่เหลือ ก็ร่วมลาดตระเวนหากับเจ้าหน้าที่ ไม่นานข่าวร้ายก็เพิ่มขึ้น 2 วันหลังพบร่างเท็ด พวกเขาพบศพแจ็ก มาดรูกา กับ บิล สเตอร์ลิง อยู่ในป่าข้างทางไม่ไกลจากกระท่อมเจ้าหน้าที่ แม้จะอยู่ในสภาพเหลือแต่กระดูก แต่พ่อแม่ของทั้งคู่ จำข้าวของได้ จึงยืนยันร่างผู้เสียชีวิต
วันที่ 7 มิถุนายน พ่อของแจ็ก ฮิวเอ็ตต์ ยืนยันร่างลูก ซึ่งอยู่ไม่ถึง 100 เมตร จากกระท่อมที่พบศพเท็ด
มีเพียงร่างของแกรี มาเธียสเท่านั้น ที่ไม่มีใครพบ และไม่รู้ว่าเขาตายหรือยังมีชีวิตอยู่ จนถึงปัจจุบัน
ทางการไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่า เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ คำถามมากมายประเดประดังเข้ามา จากสื่อ สังคมและพ่อแม่ของทั้ง 5 หนุ่ม แต่ไม่มีคำตอบใดเด่นชัดพอจะไขปริศนาได้
มีเพียงการสันนิษฐานว่า หลังจากซื้อของจากร้านสะดวกซื้อ พวกเขาถูกกลุ่มวัยรุ่นเห็นแล้วแกล้ง จนทั้ง 5 เตลิดขึ้นรถหนีไปทางอุทยาน จนรถติดหล่ม และเพราะมีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ จึงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่หนีกันไปคนละทาง จนพบจุดจบดังกล่าว
ความเป็นไปได้นี้ ไม่มีใครยืนยัน
อีกกรณีคือ ระหว่างนั้นพวกเขาเห็นการก่อเหตุฆาตกรรม หรือการก่ออาชญากรรมบางอย่าง จนต้องขับรถหนีเอาตัวรอด และพบโศกนาฏกรรม
ความเป็นไปได้นี้ อีกเช่นกัน ไม่มีใครยืนยัน
หรือเรื่องทั้งหมดเกิดจาก แกรี ผู้สูญหาย เกิดขาดยาแล้วคลั่ง จนทำให้ทั้ง 4 หนีเตลิด ถูกฆาตกรรมจนพบจุดจบดังกล่าว แต่เบาะแสนี้ ก็ดังเคย ไม่มีใครยืนยัน
ทุกวันนี้แม้วิทยาการสืบสวนจะก้าวหน้าไปมาก แต่ไม่พบร่องรอยฆาตกรรมในร่างทั้ง 4 ไม่พบดีเอ็นเอคนร้าย ทุกอย่างจึงเป็นปริศนาโดยสมบูรณ์อย่างแท้จริง
วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้ จึงนำไปสู่ทฤษฎีสมคบคิด บางทีพวกเขาทั้ง 5 อาจถูกบางสิ่งล่อลวงให้ไปจุดนั้น ทิ้งรถแล้วเตลิดเปิดโปงด้วยอำนาจลี้ลับ พงไพรและความหนาวเหน็บ มีความชั่วร้ายที่ทำให้ 5 หนุ่มยูบา ไม่มีวันได้เดินทางกลับบ้านตลอดกาล
ไม่มีใครสามารถพิสูจน์เรื่องราวนี้ และไม่มีใครกล้าตอบได้ว่า เป็นเรื่องไม่จริง
จากปี 1978 ถึง 2026 หรือ 48 ปีผ่านไป พวกเขาถือว่าแกรีน่าจะเสียชีวิตลงแล้ว แต่คดีนี้ยังคงเปิดคาทิ้งไว้ เพราะไม่อาจหาข้อสรุปได้ว่า ความจริงคืออะไรกันแน่
พ่อแม่ของเด็กๆ หลายคนเสียชีวิตไปแล้ว แต่ยังมีคนในครอบครัวหวังว่าสักวันเหตุการณ์นี้จะได้รับการไขปริศนาเสียที
แลนซ์ เอเยอร์เองก็ฝังใจกับเรื่องนี้มาก หลายครั้งเขาจะสะดุ้งตื่น กลางดึก ตัวสั่น เพราะคิดถึงเคสนี้ เพราะมันคือคดีที่แปลกสุดในชีวิตของเขา
“จนถึงวันนี้มีเบาะแสนับพันส่งเข้ามา แต่ทั้งหมด ไม่นำไปสู่การตอบอะไรได้เลย”
กระนั้นแลนซ์และเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ๆ ยังคงพยายามค้นหาความจริงในเหตุการณ์นี้ พวกเขาได้แต่หวังว่า เมื่อเวลาผ่านไปนานหลายปี คงจะมีสักคนขึ้นโรงพัก แล้วพูดออกมาว่า
“ผมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับทั้ง 5 คนในวันนั้น”
…แล้วทุกอย่าง ก็จะได้รับการคลี่คลาย…
อ้างอิงจาก