หลายคนใช้เวลาหลายปีเพื่อเตรียมตัวพูดประโยคสั้นๆ ที่มันหนักอึ้งอยู่ในใจ พวกเขาซ้อมบทสนทนาในหัวครั้งแล้วครั้งเล่า คิดถึงทุกความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้น เตรียมรับมือทั้งคำถาม ความเงียบ น้ำตา หรือแม้แต่การสูญเสียความสัมพันธ์ที่มีความหมายต่อชีวิต
ทั้งที่ปกติแล้ว ไม่มีใครต้องประกาศว่าตัวเองเป็นคนถนัดขวา ไม่มีใครต้องนั่งสารภาพว่าตัวเองชอบเพศตรงข้าม ไม่มีใครต้องกังวลว่าคนในครอบครัวจะยังรักอยู่ไหมหลังจากบอกตัวตนของเราเองออกไป
แต่สำหรับคนจำนวนมากในชุมชน LGBTQIA+ การ come out ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจว่าจะยอมให้คนอื่นรู้จักตัวตนที่แท้จริง หรือจะเก็บมันไว้เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบตัวไว้
งานวิจัยในหัวข้อ Parental Experiences of Supporting the Mental Health of TheirLGBTQA+ Child พบว่า การได้ใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยและไม่ต้องปกปิดอัตลักษณ์ของตนเองสัมพันธ์กับสุขภาวะทางจิตที่ดีขึ้น แต่งานวิจัยก็ชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งเช่นกันว่า กว่า 49% ของผู้ปกครองปฏิเสธการ come out ของเยาวชน LGBTQIA+
ในโลกที่ยังคาดหวังคำอธิบายนั้นอยู่ การ come out จึงกลายเป็นการตัดสินใจที่ไม่มีคำตอบตายตัว มีทั้งสิ่งที่ได้รับและสิ่งที่ต้องสูญเสีย ไม่ว่าจะลงเอยอย่างไร อย่างน้อยที่สุดมันคือช่วงเวลาที่คนคนหนึ่งได้เผยตัวตนออกมา ด้วยความหวังว่าจะได้มีพื้นที่ยืนหยัดในสังคมตั้งแต่หน่วยเล็กอย่างครอบครัว ไปจนถึงสังคมใหญ่ ในฐานะตัวตนของเขา
The MATTER ชวนมาฟังเสียงจากการ come out จากผู้คนต่างครอบครัว ต่างอายุ ต่างอาชีพ ในวันที่พวกเขาตัดสินใจบอกเล่าตัวตนออกไป บางคนได้รับไออุ่น บางคนได้รับเพียงความเงียบงัน แต่ท้ายที่สุดแล้วพวกเขาได้ยกความหนักอึ้งในใจ

บอส 26
ตอนนั้นทำไมถึงตัดสินใจ come out กับครอบครัว
จริงๆ ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าเลยนะ คือผมไม่ได้กลับบ้านบ่อย แต่วันนั้นมันเกิดขึ้นเพราะแม่เห็นรูปหน้าจอโทรศัพท์ เป็นรูปคู่กับแฟนแล้วถามตรงๆ ก็เลยต้องตอบ มันไม่ได้อยากปกปิดอะไร แต่ก็ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีจังหวะนั้นจะบอกเองไหม เพราะกับที่บ้านเราก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันขนาดนั้น พอเริ่มทำงานก็แยกมาอยู่คอนโด ก็เหมือนใช้ชีวิตคนเดียวมากขึ้น ความรู้สึกส่วนตัวอะไรหลายอย่างเราก็เก็บไว้คนเดียวอยู่แล้ว
พอบอกไปแล้ว พวกเขามีปฏิกิริยายังไง
ก็เงียบไปพักใหญ่ แล้วก็ถามว่า แน่ใจแล้วหรอ แล้วจะทำยังไงต่อ มันก็เถียงในใจ ว่าต้องทำอะไรล่ะ มันไม่มีอะไรต้องทำ แต่ไม่อยากพูดให้เขาเสียใจ นานๆ จะเจอกันที เลยตอบทั่วไปว่าเออ ใช้ชีวิตปกติเหมือนทุกวันแหละ ถ้ามีแฟนเป็นผู้หญิงก็ใช้ชีวิตปกติแบบนี้เหมือนกัน เขาก็พยักหน้าเหมือนเข้าใจนะ แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยพูดถึงอีกเลย เหมือนเรื่องที่พูดไปไม่มีอยู่จริง พ่อไม่รู้เรื่องนี้ด้วยซ้ำ ผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เรียกว่า โอเคหรือเปล่า

เพียซ 34
ตอนนั้นทำไมถึงตัดสินใจ come out กับครอบครัว
เพราะเราเบื่อแล้ว (หัวเราะ) เบื่อที่ต้องแกล้งทำเป็นว่าไม่มีใครในชีวิต เวลาญาติถามว่า แล้วแฟนล่ะ มีหรือยัง เราก็ต้องยิ้มแห้งๆ ตอบว่ายัง ทั้งที่ตอนนั้นคบกับแฟนมาหลายปีแล้ว มันรู้สึกไม่ยุติธรรมกับความสัมพันธ์ของเราเองด้วย เลยตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วแหละ
พอบอกไปแล้ว พวกเขามีปฏิกิริยายังไง
แกบอกว่า รู้มานานแล้วแหละ รอให้ลูกบอกเองอยู่ (หัวเราะ) พ่อเงียบสักพัก แต่สุดท้ายก็เข้ามากอดนะ คิดไว้แล้วว่าแม่น่ะรู้อยู่แล้วเพราะสนิทกับแม่มากกว่า แต่เซอร์ไพรส์ที่พ่อเข้าใจเรื่องนี้ได้แบบไม่มีเรื่องปะทะกัน

มิวนิก 23
ตอนนั้นทำไมถึงตัดสินใจ come out กับครอบครัว
หนูคิดนานมากเลยนะ ตั้งแต่ขึ้นมหาลัย รู้สึกว่ามันใกล้คำว่าผู้ใหญ่แล้ว น่าจะถึงเวลาบอกได้แล้วล่ะ แต่ก็กลัวว่าที่บ้านจะเสียใจ สุดท้ายที่กล้าบอกเพราะเพื่อนสนิทพูดว่า “ถ้าแกรักแม่ ก็ควรให้โอกาสแกรู้จักตัวตนจริงๆ ของเรา” ประโยคนั้นทำให้รู้สึกว่า เออใช่ ถ้านี่เป็นตัวตนของเรา เขาก็รักเราเหมือนเดิมสิ
พอบอกไปแล้ว พวกเขามีปฏิกิริยายังไง
ไม่ดีเลย แต่ก็คิดไว้ว่าจะเป็นแบบนี้แหละ (หัวเราะ) แม่บอกว่า เราคิดมากไป มันอาจเป็นแค่ช่วงหนึ่งเฉยๆ พ่อไม่พูดอะไรเลยแล้วก็ออกจากห้องไป ตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยเรื่องนี้กันอีก บรรยากาศที่บ้านก็ยังตึงอยู่ แต่เราก็ไม่ได้เสียใจที่บอกนะ อย่างน้อยก็รู้แล้วว่าสถานการณ์จริงมันเป็นยังไง ไม่ต้องนั่งคิดเอาเอง

เมฆ 40
ตอนนั้นทำไมถึงตัดสินใจ come out กับครอบครัว
มันมีแรงกดดันจากแฟนที่คบอยู่ แฟนคนแรกของการคบผู้ชาย เขาอยู่กับเรามา 2 ปีแล้ว แบบหลบๆ ซ่อนๆ มันอึดอัดทั้งคู่ เขาก็ถามว่าเมื่อไหร่จะได้ไปที่บ้านสักที อยากไปเล่นแมว อยากกินกับข้าวฝีมือแม่ ตอนนั้นมันมีเหตุการณ์ฟางเส้นสุดท้าย เลยตัดสินใจบอกที่บ้านเลย
พอบอกไปแล้ว พวกเขามีปฏิกิริยายังไง
เรารู้ว่าเขาน่าจะเข้าใจอยู่แล้วว่าเรามีรสนิยมแบบไหน พอวินาทีแรกที่บอกไป เขาถอนหายใจไม่ใช่แบบตกใจ เขามาจับมือแล้วบอก แม่รู้ตั้งนานแล้ว เหมือนเขารอเวลานี้อยู่ เวลาที่เราจะไปบอกเขา 2 วันต่อมาเราเอาแฟนเข้าบ้านเลย เขาอยู่กับแฟนเรา คุยกับแฟนเรา เหมือนเป็นสมาชิกของบ้านโดยที่เราไม่ต้องละลายพฤติกรรมอะไรเลย สิ่งนี้มันตอบทุกคำถามที่เราสงสัยในใจ