ยิ่งการเลือกตั้งทั่วไปใกล้เข้ามาเท่าไหร่ การหาเสียงของแต่ละพรรคยิ่งเข้มข้นเท่านั้น โดยเราจะเห็นการงัดกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ในการหาเสียง ซึ่งนอกจากการศึกษานโยบายแล้ว สิ่งหนึ่งที่เราละเลยไม่ได้เลยคือการทำความรู้จักคณะทำงานและผู้สมัคร สส. แต่ละคน ซึ่งอาจจะกลายเป็นรัฐมนตรีประจำกระทรวงหรือผู้ขับเคลื่อนประเด็นต่างๆ ในสภา
บทความนี้ The MATTER ได้คัดเลือกผู้สมัคร สส. และคณะทำงานที่ประกาศไว้ของแต่ละพรรค มาจัดเป็นทีมฟุตบอลต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้เห็นภาพรวมมากขึ้นว่า หากพรรคการเมืองกลายเป็นทีมฟุตบอล คุณจะเชียร์ใคร และอยากได้ทีมไหนมาบริหารประเทศ?

เริ่มด้วยทีมจากพรรคประชาชนซึ่งมีผู้เล่นใน ‘แดนหน้า’ ประกอบด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ผู้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 รับหน้าที่เป็นกองหน้าตัวเป้า มีหน้าที่ทำประตูหรือพาพรรคชนะการเลือกตั้ง ผ่านการเดินสายหาเสียงทั้งบนหน้าสื่อและลงพื้นที่พบประชาชน
ส่วนปีกขวาและปีกซ้ายของทีมประกอบด้วย ศิริกัญญา ตันสกุล และ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ที่อาจมีความคล่องตัวในการทำประตู
ถัดมาคือ ‘แดนกลาง’ ที่มีส่วนสำคัญทั้งช่วยป้องกันการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม และอาจผันไปเป็นตัวรุกเพื่อทำคะแนนให้ทีม ก็มี พริษฐ์ วัชรสินธุ ที่ใครหลายคนมองว่าเขาเป็นมันสมองของพรรค โดยรับหน้าที่เป็นทั้งโฆษกพรรค เป็นผู้เดินสายดีเบตตามสื่อบางรายการ และถูกวางเป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ด้วย
ส่วน รักชนก ศรีนอก และ วาโย อัศวรุ่งเรือง ก็ทำหน้าที่คล้ายกัน โดยพวกเขาสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้ทั้งสนาม เพื่อรุกและยับยั้งการโจมตี โดยรักชนกมีผลงานเชิงรุกอย่างประเด็นประกันสังคม และการตั้งรับเมื่อมีใครมาโจมตีหรือบิดเบือนสารของพรรค ด้านวาโยก็ทำหน้าที่เชิงรุกด้านข้อมูลในการอภิปรายผ่านสภาที่ผ่านๆ มา ซ้ำยังเป็นรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย และถูกวางเป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านคุณภาพชีวิต
ถัดมาที่แนวรับซึ่งประกอบด้วยผู้เล่น 4 คน แบ่งเป็นกองหลังตัวกลาง 2 คน คือ มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมบริหารรัฐบาลประชาชนที่ได้รับความสนใจจำนวนมากหลังเปิดตัว The Professionals ในฐานะว่าที่เก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมของรัฐบาลพรรคประชาชน
และ รังสิมันต์ โรม ผู้มีผลงานโดดเด่นจากการอภิปรายหลายประเด็นในสภาอย่างเรื่อง ‘ตั๋วช้าง’ การเป็น กมธ.ความมั่นคง และล่าสุดถูกวางเป็นทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่ การมีอยู่ของมุนินทร์และรังสิมันต์จะช่วยสกัดกั้นการโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม และเป็นหนึ่งในหลักมั่นเพื่อเซ็ตบอลจากแดนหลังส่งต่อไปยังผู้เล่นแดนกลางและแดนหน้า
ถัดมาที่แบ็กซ้ายและแบ็กขวาซึ่งเป็นทั้งผู้ตั้งรับในแดนหลัง พวกเขายังเป็นผู้หาโอกาสเติมเกมรุกขึ้น โดยช่วยทำทางให้แดนหน้าหรือครอสบอลจากริมเส้นด้วย ผู้ที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ คือ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ซึ่งเป็นเสมือนอีกเสาหลักที่มั่นคงของพรรค แต่เมื่อถึงเวลาต้องรุกเขาก็สามารถทำผลงานได้อย่างดุเดือดจากการอภิปรายในสภาที่ผ่านๆ มา
สุดท้ายคือผู้รักษาประตูอย่าง ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล อดีตประธานวิปฝ่ายค้านสมัยล่าสุด ผู้มีความนิ่งและสงบ จึงเหมาะจะทำหน้าที่เป็นปราการสุดท้ายของพรรคเมื่อถูกบุกอย่างกระชั้นชิด

ทีมที่สองจากพรรคเพื่อไทย มีผู้เล่นแดนหน้าประกอบด้วย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 ของพรรค เล่นเป็นกองหน้าตัวเป้าซึ่งมีส่วนสำคัญในการพาทีมชนะการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งดูเหมือนเขาจะทำหน้าที่ได้ดี จากกระแสความนิยมของพรรคเพื่อไทยที่เพิ่มขึ้นหลังเปิดตัวยศชนันและเดินสายหาเสียง
ถัดมาคือ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รับหน้าที่เป็นปีกซ้ายและขวา โดยพวกเขามักคอยช่วยประกบยศชนันในการหาเสียง พร้อมหาจังหวะในการทำประตูในรูปแบบของตัวเองไปด้วย
เขยิบไปที่แดนกลางซึ่งสามารถขยับไปเป็นตัวรุกทำคะแนนให้ทีม บทบาทนี้มอบให้แก่ ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ ผู้ได้รับเลือกเป็น สส.กรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง และยังมีบทบาทเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอีกด้วย
มองมาทางซ้ายของแดนกลางจะพบ จิราพร สินธุไพร อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลเศรษฐา ซึ่งสามารถเป็นทั้งผู้ทำคะแนนจากการลงสมัคร สส. และทางขวาจะพบ ชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ซึ่งสามารถช่วยควบคุมจังหวะของเกม และเป็นที่ปรึกษาเมื่อคนในสนามต้องการ
จาตุรนต์ ฉายแสง และ ชลน่าน ศรีแก้ว กับตำแหน่งกองหลังตัวกลาง จากผลงานการเมืองที่ทำมาอย่างยาวนาน เคยเป็นทั้งฝ่ายค้านและรัฐมนตรี ความเก๋าเกมของพวกเขาจะช่วยเป็นหลักมั่นให้กับพรรคเพื่อไทยในการลงสนามครั้งนี้
แบ็กซ้ายและแบ็กขวาในแดนหลัง คือ ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทยคนล่าสุด หนึ่งในมือเศรษฐกิจของพรรค ผู้ร่วมผลักดันนโยบายสำคัญอย่าง Entertainment Complex และ จักรภพ เพ็ญแข อีกผู้เล่นจอมเก๋าที่มีประสบการณ์สูง ทั้งสองคนมีส่วนสำคัญในการช่วยพรรคหาจังหวะรุกเพื่อเก็บแต้ม และช่วยสกัดการรุกของฝ่ายตรงข้ามด้วย
ผู้รักษาประตูประจำพรรคเพื่อไทย เราขอมอบตำแหน่งให้ ภูมิธรรม เวชยชัย ซึ่งครั้งนี้เขาลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 100 และดูเหมือนบทบาททางการเมืองจะลดลงในช่วงนี้ กระนั้น ยามพรรคหรือรัฐบาลเพื่อไทยประสบปัญหาใดๆ ไมค์สื่อมวลชนมักจ่ออยู่ที่หน้าของเขาเสมอ เขาจึงเหมือนผู้เฝ้าประตูที่คอยป้องกันและช่วยดูภาพรวม พร้อมหาทางออกให้ผ่านพ้นวิกฤตต่างๆ ไปได้

ทีมที่สามคือพรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ ประกอบด้วยผู้เล่นปีกซ้ายและขวาอย่าง สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 2 และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งช่วยดึงความนิยมของพรรคตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทินครั้งทีผ่านมา
แดนกลางของทีมจะมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หนึ่งในเทคโนแครตที่เคยนั่งรองนายกฯ และ รมต.คลัง ในรัฐบาลอนุทิน ครั้งนี้เขากลับมาเป็นผู้ช่วยหาเสียงเช่นเดียวกับศุภจี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกองกลางที่ช่วยผันเป็นตัวรุกในการทำคะแนนของทีมได้
ด้านข้างของแดนกลางยังมี วราวุธ ศิลปอาชา ผู้เล่นใหม่ซึ่งย้ายทีมมาจากพรรคชาติไทยพัฒนา เขาถูกมองว่าจะช่วยเพิ่มแต้มต่อให้พรรคภูมิใจไทยจากการขนทัพบ้านใหญ่จากเมืองสุพรรณบุรีและนครปฐม ขณะที่ ศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ก็จะเป็นตัวตัดเกมที่ดีผ่านการสกัดการบุกของคู่แข่งด้วยตัวบทกฎหมายและกติกาทางการเมือง
กองหลังตัวกลางของภูมิใจไทย เป็นตำแหน่งของ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ สส.ผู้รับไม้ต่อจากพ่อ—ชาดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งแม้จะเพิ่มเข้าวงการการเมืองได้ไม่นาน แต่ก็ได้รับตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลแพทองธาร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในรัฐบาลอนุทิน นอกจากนั้น การเลือกตั้งที่จะถึงนี้เธอยังถูกวางตัวเป็น ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรคภูมิใจไทยด้วย
ถัดมาคือ ธนกร วังบุญคงชนะ ที่มีบทบาทสำคัญในรัฐบาลหลายสมัย ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในรัฐบาลอนุทิน รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลประยุทธ์ จึงเป็นไปได้ว่าหากครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล เขาอาจได้รับตำแหน่งสำคัญอีกก็เป็นได้
เขยิบมาที่แบ็กซ้ายอย่าง ภราดร ปริศนานันทกุล และแบ็กขวา สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ทั้งสองคนมีบทบาทอย่างมากในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา โดยภราดรมักโดดเด่นในการอภิปรายในสภา ขณะที่สิริพงศ์รับหน้าที่เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และโฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยจากช่วงน้ำท่วมภาคใต้ปี 2568
สิ้นสุดที่ผู้รักษาประตูพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ ผู้เล่นหน้าใหม่จากตระกูลชิดชอบ ซึ่งแม้จะลงสนามการเมืองได้ไม่นาน เขาได้รับบทบาทเป็นทั้งเลขาธิการพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 เขาจึงเหมือนหนึ่งในปราการใหม่ของพรรคภูมิใจไทยที่น่าจับตาอย่างยิ่ง

ทีมสุดท้ายคือ พรรคกล้าธรรม ทีมน้องใหม่มาแรงที่ดึงตัวผู้เล่นจากทีมต่างๆ มาได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้เล่นประจำจังหวัด เริ่มจาก ธรรมนัส พรหมเผ่า แคนดิเดตนายกฯ หนึ่งเดียวของพรรค และเป็นเหมือนหัวใจสำคัญของพรรค และรับหน้าที่เป็นผู้ทำประตู ประกบด้วย นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ และ ปวีณา หงสกุล ปีกซ้ายและขวาที่คอยออกสื่อช่วยเรียกคะแนนเสียงจากประชาชน
แดนกลางของพรรคกล้าธรรมจะมี อรรถกร ศิริลัทธยากร จากฉะเชิงเทรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในรัฐบาลอนุทิน เขาปรากฏหน้าสื่ออย่างมากในช่วงที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาซีเกมส์ 2025
ด้านซ้ายของแดนกลางจะมี ไผ่ ลิกค์ จากกำแพงเพชร ส่วนด้านขวามี อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กองกลางสุดเก๋าจากประสบการณ์การเมืองตั้งแต่สมัยนายกยิ่งลักษณ์ และเป็นประธานยุทธศาสตร์ประจำพรรคกล้าธรรม
แดนหลังจะมีกองหลังตัวกลางอย่าง องอาจ วงษ์ประยูร จากสระบุรี ผู้เคยย้ายทีมมาหลายครั้ง เขาก็เป็นหนึ่งในกรรมการบริหารกล้าธรรม และ อัครา พรหมเผ่า ผู้ขยับจากการเมืองท้องถิ่นพะเยาสู่การเมืองระดับประเทศ การมีอยู่ของเขาช่วยควบคุมโซนและจัดการพื้นที่ยุทธศาสตร์จากภาคเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของพรรคกล้าธรรมได้ดี
แบ็กซ้ายจะมี นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ จากเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญในการหาจังหวะช่วงชิงคะแนนเสียงในจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากเขาเคยเป็น สส. หนึ่งเดียวของอดีตพรรคที่สังกัดอย่างพรรคพลังประชารัฐ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลอนุทินร่วมกับ อามินทร์ มะยูโซ๊ะ แบ็กขวาจากนราธิวาส
สุดท้าย ผู้รักษาประตูของพรรคกล้าธรรมคือ ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โฆษกพรรค ซึ่งแม้ตอนนี้เขาจะยังไม่ได้ออกหน้าสื่อมากนัก แต่เชื่อว่าหลังจากนี้ หากเกิดเหตุใดๆ เกี่ยวกับพรรคกล้าธรรม เขาจะต้องคอยตั้งรับและแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างแน่นอน

เมื่อมีนักกีฬาและการแข่งขันก็ย่อมต้องมีกรรมการ โดยการแข่งขันในครั้งนี้ ประกอบด้วยกรรมการจากองค์กรอิสระต่างๆ ดังนี้
กรรมการชุดแรก คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ซึ่งจะเป็นผู้เป่านกหวีดคอยตรวจความเรียบร้อยในสนาม ตั้งแต่การลงทะเบียนรับสมัคร สส. การนับคะแนน และหากพบการเล่นเกมที่ผิดกติกาอย่างการซื้อเสียง หรือข้อกำหนดอื่นๆ พวกเขาก็พร้อมที่จะเป่านกหวีดและให้ใบเหลืองได้ทันที
ชุดที่ 2 คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปรียบเหมือน ‘ไลน์แมน’ ที่คอยวิ่งตรวจเรื่องความโปร่งใสและทรัพย์สิน หากผู้เล่นหรือนักการเมืองคนไหนมีพฤติกรรมที่เข้าข่าย พวกเขาก็พร้อมที่จะยื่นตรวจสอบ เพื่อยกธงส่งสัญญาณให้กรรมการกลางพิจารณาบทลงโทษทันที
สุดท้ายคือ ศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่เป็นกรรมการกลางเมื่อมีเรื่องร้องเรียนต่างๆ พวกเขาก็พร้อมทำหน้าที่ตัดสินทันที โดยหากทีมใดทำผิดกติกาหรือกระทำการที่ตีความได้ว่าไม่เป็นไปตามศีลธรรมอันดีของการแข่งขัน ก็อาจถูกตัดสินยุบทีมได้ทันที
นอกจากนั้น หากผู้เล่นคนใดไม่มีคุณสมบัติด้านจริยธรรมตามเกณฑ์ที่กรรมการชุดนี้กำหนดไว้ ก็อาจถูกสั่ง ‘แบน’ ไม่ให้ลงสนามตลอดชีวิตหรือตามช่วงเวลาที่กำหนด
สุดท้ายนี้ ในฐานะผู้ชมอย่างเรา นอกจากการติดตามนโยบายและการหาเสียงแต่ละพรรคแล้ว ก็อย่าลืมคอยร่วมสอดส่องการเล่นของแต่ละทีม พร้อมจับตาการทำงานของกรรมการซึ่งมีอำนาจชี้ทิศทางประเทศเหล่านี้ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งพร้อมประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ด้วยนะ