“ผมและพรรคประชาชน มองว่า รธน. 60 ทำให้ประชาชนอ่อนแอ ทั้งอำนาจและสิทธิเสรีภาพ ดังนั้นวันที่ 13-14 นี้ ถือเป็นการเข้าใกล้การแก้รัฐธรรมนูญมากที่สุด ซึ่งหากกำหนดจากกรอบเวลา ถ้าไม่ใช่ 2 วันนี้ จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าว
การประชุมสภาในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นโอกาสเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ที่ ‘สำคัญที่สุด’ ที่จะเกิดภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน นำโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะพิจารณา มี 2 ฉบับที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 256 คือ ฉบับที่เสนอโดยพรรคประชาชน และฉบับที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีหลักการเหมือนกัน 2 ประเด็น ได้แก่
- แก้ไขเงื่อนไขในการจะแก้รัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง
- เปิดทางให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) จากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์
ทั้งนี้ การพิจารณาครั้งสำคัญนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี ต้องผ่านการลงมติเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมกัน 346 เสียง ซึ่งเสียง สว. ต้องมีอย่างน้อย 67 เสียง
หนทางนำไปสู่การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นอย่างไร? The MATTER ขอชวนทุกคนดู ‘ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ’ จากพรรคประชาชนและเพื่อไทยว่าแตกต่างมากน้อยเพียงใด เพื่อให้เห็นภาพคร่าวๆ ของรัฐธรรมฉบับใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอีกไม่นานนับจากนี้
หลังจากทุกคนเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 ร่างเรียบร้อยแล้ว อาจเกิดข้อสงสัยว่า “ทำไมจึงมีการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่?” ซึ่งคำตอบจากหลายต่อหลายคนอาจมองว่า เพราะฉบับปัจจุบัน ‘ค่อนข้างมีปัญหา’ จึงจำเป็นต้องมีการเขียนฉบับใหม่ แล้วรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีปัญหาอย่างไร เราขอพาทุกคนไปดูพร้อมๆ กัน
รัฐธรรมนูญ ปี 60 ไม่ได้มาจากเสียงประชาชนอย่างแท้จริง?
ก่อนจะมาเป็นรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปี 2557 ที่ถูกยกร่างโดยคณะรัฐประหาร ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการเกิดขึ้นของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญถาวรฉบับใหม่
ไม่เพียงเท่านั้น กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 อย่างประชามติ ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เจ้าหน้าที่ทหารเข้าควบคุมตัวผู้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวในประเด็นประชามติ และเวทีวิชาการและเสวนาสาธารณะถูกเฝ้ามองจากเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงคำถามพ่วงเรื่องวุฒิสมาชิกที่ถูกมองว่ากำกวมเกินเข้าใจได้ง่ายๆ
นอกจากนี้ หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 จะพบว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 เป็นครั้งแรกที่คำว่า ‘ความมั่นคงของรัฐ’ และ ‘ความสงบเรียบร้อย’ ถูกนำมาเขียนเป็นหลักการทั่วไปในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ
และอีกประเด็นที่สำคัญคือ โครงสร้างอำนาจรัฐที่ทำให้ผู้แทนประชาชนอ่อนแอ เช่น กำหนดให้มีมาตรฐานจริยธรรม นายกรัฐมนตรีมาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องเป็น สส. และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือ สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ที่มีอำนาจในการเลือกศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) หรือคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) โดย สว. ยังสามารถขัดขวางการออกฎหมาย และการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการเคลื่อนไหวของประชาชนปี 2563 มีการนำประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ทั้งที่มา กระบวนการ เนื้อหา และการแก้ไขโดยไม่ผ่านประชาชน กลับมาอยู่ในกระแสสังคมอีกครั้ง จนเกิดการพูดถึง ‘รัฐธรรมฉบับประชาชน’ นับจากนั้นเป็นต้นมา
ถึงเวลาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ก่อนมาถึงวันที่รัฐสภาได้บรรจุวาระพิจารณาในวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2568 พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน ได้พูดคุยหารือกับทั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานรัฐสภา ถึงประเด็นที่ว่าการทำประชามติเพื่อเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาทำประชามติถึง 3 ครั้ง สามารถทำครั้งแรกพร้อมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่จะต้องทำประชามติอยู่แล้ว
และทำอีกครั้งหลังจากที่ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสร็จแล้ว เพื่อให้ประชาชนได้ลงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่ จนกระทั่งฝ่ายกฎหมายของรัฐสภาสรุปความเห็นที่จะบรรจุร่างแก้ไขมาตรา 256 เข้าสู่การพิจารณาได้ทันทีโดยไม่ต้องทำประชามติก่อนตามแนวทางเดินของรัฐบาล
โดยที่ร่างของทั้ง 2 พรรคการเมืองต่างมีจุดร่วมกันในใจความสำคัญสองประเด็น ประเด็นแรกคือการแก้ไขมาตรา 256 โดยตัดเงื่อนไขที่จะต้องมีสมาชิกวุฒิสภาอย่างน้อย 1 ใน 3 หรืออย่างน้อย 67 คนให้ความเห็นชอบ ประเด็นที่สองคือการเพิ่มหมวด 15/1 การจัดรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านการเลือกตั้ง สสร. โดยตรงจากประชาชน
ส่วนที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญที่ สสร. จะสามารถทำได้ พรรคประชาชนไม่ได้จำกัดว่าห้ามแก้ไขในมาตราใดหมวดใด ในขณะที่ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยระบุชัดเจนว่าห้ามแก้ไขในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์
หากไม่ผ่านทั้ง 2 ร่าง เท่ากับจะไม่มี รธน. ฉบับใหม่ภายใต้รัฐบาลนี้
แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกหยิบมาพิจารณาระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ จะมีถึง 2 ร่าง ที่มีกระบวนการและเนื้อหาแตกต่างกันหลายอย่าง ทว่าก็มีการคาดเดาว่าทั้ง 2 ร่างอาจจะไม่ผ่าน หรืออย่างน้อยร่างของพรรคเพื่อไทยอาจผ่านเพียงร่างเดียว ซึ่งขณะนี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันอยู่
อย่างไรก็ดี เสวนา ‘ผ่าน 256 เปิดประตูเลือกตั้ง สสร. เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่’ ที่ถูกจัดขึ้นเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดย เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (CALL) โดยในงานนี้มีตัวแทนจาก 2 พรรคการเมืองที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาชี้แจงถึงเนื้อหาของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งตัวแทนจากภาควิชาการและภาคประชาชน มาร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยประชาชน

cr.ilaw
“กลัวว่าวันที่ 13-14 นี้ ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านเลย” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ กล่าว
ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุต่อว่า เป็นครั้งแรกที่จะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขมาตรา 256 โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยผลักดันเรื่องนี้มาโดยตลอด
“รัฐธรรมนูญปี 60 ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงคาดหวังให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง สสร. 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่จากพรรคใดพรรคหนึ่งเท่านั้น”
ขณะที่ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญ เพราะหลายคนมองว่ารัฐธรรมนูญปี 60 ไม่โปร่งใส เนื่องจากถูกสร้างขึ้นโดยที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม กระบวนการไม่เป็นไปตามสากล ย้อนไปตอนนั้นหากใครไม่เห็นด้วยกับร่างนี้จะโดนจับกุม ส่วนเรื่องเนื้อหาหลังจากนี้ เป็นเรื่องของ สสร. ที่ต้องไปถกเถียงกัน ดังนั้นพวกเราหลีกเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงเนื้อหาไม่ได้
“ผมและพรรคประชาชน มองว่า รธน. 60 ทำให้ประชาชนอ่อนแอทั้งอำนาจและสิทธิเสรีภาพ ดังนั้นวันที่ 13-14 นี้ ถือเป็นการเข้าใกล้การแก้รัฐธรรมนูญมากที่สุด ซึ่งหากกำหนดจากกรอบเวลา ถ้าไม่ใช่ 2 วันนี้ จะไม่มีโอกาสอีกแล้ว”
พริษฐ์ พูดถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มว่า ผมเห็นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ที่น่านำมาเปรียบเทียบด้วย คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทยที่เสนอเมื่อปี 2563 เพราะร่างฉบับดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาอย่างท่วมท้น ที่พอนำมาเปรียบเทียบกับร่างของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยในวันนี้ จะเห็นว่าเนื้อหาแทบไม่มีส่วนไหนที่เกินเลยไปกว่าสิ่งที่รัฐสภาเคยรับหลักการ
และเขายังพูดถึงโจทย์ที่ สสร. ต้องพบหากได้รับเลือกว่า การทำให้ สว. มีอำนาจและที่มาสอดคล้องกันมากขึ้น หรือพูดง่ายๆ คือ สว. ต้องมีอำนาจขึ้นอยู่กับประชาชน ถ้ามาจากการเลือกตั้งก็จะมีอำนาจมาก แต่ถ้าถูกแต่งตั้งจะมีอำนาจน้อยลง ซึ่ง รธน. ฉบับปัจจุบัน สว. มีอำนาจมากและยังตัดสินใจได้หลายอย่าง ขณะที่อีกโจทย์หนึ่งคือ การกำหนดที่มาและขอบเขตอำนาจของศาล รธน. และ องค์กรอิสระ อาทิ กกต. และ ปปช.
“เสมือนกับว่ารัฐธรรมนูญปี 60 เราถูกนำเข้าไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ที่เราไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างเลย ซึ่งการแก้ไขทีละห้องสามารถทำได้ แต่การทำบ้านหลังใหม่ทั้งหมดน่าจะดีกว่า เพราะใน รธน. หลายมาตรานั้นยึดโยงกัน ฉะนั้นแล้วควรแก้ทั้งฉบับไปเลย” สส.พรรคประชาชน พูดปิดท้าย
อ้างอิงจาก