โลกออนไลน์กว้างใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งเราไม่สามารถรู้ได้ว่า ‘เยาวชน’ กำลังเสพเนื้อหาแบบไหน หรือกำลังพูดคุยกับใคร ในเรื่องอะไรที่น่ากลัวอยู่บ้างรึเปล่า?
ในบางกรณี เนื้อหาที่มีความรุนแรงเหล่านั้นมักปรากฏในลักษณะ ‘Dark Meme’ หรือมีมตลกร้ายที่นำเรื่องซีเรียสและเกี่ยวข้องกับความสูญเสียมานำเสนอไว้ในรูปแบบภาพหรือข้อความที่สร้างอารมณ์ขัน ทำให้แพลตฟอร์มไม่สามารถตรวจจับได้ว่ามีเนื้อหาดังกล่าวได้ ซ้ำยังได้รับความนิยมจนขึ้นฟีดใครหลายๆ คน รวมถึงเยาวชนที่ใช้แพลตฟอร์มเหล่านี้ด้วย
ปรากฏการณ์นี้นำมาสู่คำถามสำคัญว่า ทำไมเนื้อหาความรุนแรง ที่แฝงด้วยมุกตลกร้ายถึงได้รับความนิยมอย่างมากบนโลกออนไลน์? และหากเยาวชนเสพสื่อประเภทนี้เป็นประจำ จะส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมในชีวิตจริงอย่างไร? โดยพูดคุยกับ ผศ.ดร.ชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศและสื่อใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อหาคำตอบในประเด็นดังกล่าว
มีม DARK JOKE เป็นที่นิยมได้อย่างไร?
Dark Joke หรือ Dark Humor ที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า ‘ตลกร้าย’ เป็นหนึ่งในรูปแบบอารมณ์ขันที่นำเรื่องเศร้า ความตาย ความเจ็บปวด การเมือง โรคภัย หรือประเด็นต่างๆ ในสังคม มาล้อเลียนทำให้ตลกแต่แฝงความหดหู่
อ.ชนัญสรา กล่าวว่า บางครั้งมุกตลกเหล่านี้ก็ช่วยลดทอนความเจ็บปวดที่คนเหล่านั้นต้องเผชิญ โดยยกตัวอย่างเรื่องการเมืองที่เราอาจรู้สึกช้ำใจกับผลการเลือกตั้ง บางครั้งมุกตลกร้ายเหล่านี้ก็ถูกผลิตออกมาเพื่อลดทอนความเจ็บช้ำหรือคับข้องใจจากสถานการณ์ดังกล่าว
“มันเป็นเรื่องของการสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ บางทีเราเจออะไรมาหนักๆ เครียดๆ พอเจออะไรที่มันตลกแล้วทำให้เราหัวเราะออกมา การหัวเราะให้กับเรื่องที่รุนแรงบางทีมันก็ช่วยลดความอึดอัดทางอารมณ์ได้ ซึ่งเป็นกลไกทางจิตวิทยา” อ.ชนัญสรา กล่าว
เมื่อเลื่อนฟีดโซเชียลมีเดียปัจจุบัน หลายครั้งเรากลับเห็นเนื้อหาบางอย่างซึ่งเกี่ยวข้องกับความรุนแรง เช่น สงคราม เหตุการณ์ฮอโลคอสต์ การเหยียดเชื้อชาติ หรือการเตรียมตัวสำหรับก่อเหตุยิงในที่สาธารณะ ซึ่งมองเผินๆ คนอาจมองว่านี่เป็นมุกตลกร้าย ไม่ได้นำไปสู่ความรุนแรงจริงๆ
อ.ชนัญสรา ชวนมองว่าเนื้อหาตลกร้ายเหล่านี้ควรถูกตั้งคำถามในกรณีที่มีเนื้อหาเข้าข่ายประทุษวาจา (Hate Speech) ซึ่งเหยียดหยามและลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทั้งยังส่งต่อความเกลียดชังหรือผลิตซ้ำความรุนแรงดังกล่าวสู่สังคม
“ในฐานะคนทำหรือคนดูอาจจะรู้สึกลดทอนความเจ็บปวด ทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องบางอย่างที่เราควบคุมไม่ได้หรือกังวลอยู่มันดีขึ้น แต่พอหยิบเอากรณีที่เกี่ยวกับเนื้อหาที่มีลักษณะเหยียดหรือความรุนแรง ก็ควรตั้งคำถามว่านี่เป็นการตลกบนความทุกข์ของคนอื่นหรือเปล่า”
“แม้แต่มีมซึ่งเกี่ยวกับความรุนแรงที่ถูกเผยแพร่ออกมา บางครั้งก็เป็นแค่การใช้ ‘ข้อความ’ และ ‘ภาพประกอบ’ ซึ่งขาดบริบทเพิ่มเติมว่าช่วงนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น บางคนอาจจะรู้สึกตลกกับเนื้อหา แต่ต้องตั้งคำถามว่าเราลืมนึกถึงความเจ็บปวดของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์จริงหรือเปล่า” อ.ชนัญสรา ตั้งคำถาม
กลไกอัลกอริทึมกับการป้อนฟีดความรุนแรง
ทำไมเนื้อหาความรุนแรงเหล่านี้ถึงขึ้นฟีด แม้เราไม่ได้สนใจด้วยซ้ำ?
อ.ชนัญสรา ตอบว่า หนึ่งในสาเหตุมาจากระบบอัลกอริทึมที่ถูกออกแบบมาโดยเน้นการส่วนร่วมและการเข้าถึงของผู้ใช้งาน (Engagement-driven) ที่ต้องการยอดไลก์หรือแชร์ ดังนั้น เนื้อหาที่มีลักษณะ ‘Rage bait’ ซึ่งตั้งใจกระตุ้นให้ผู้คนรู้สึกโกรธ โมโห หงุดหงิด หรือไม่พอใจ ก็มักจะได้ยอดการมีส่วนร่วมและแนะนำฟีดเยอะตามไปด้วย
“เมื่อระบบอัลกอริทึมเป็นแบบนี้ ก็ส่งผลต่อการใช้สื่อของผู้คน หากผู้ผลิตเนื้อหาต้องยอดการเอนเกจเมนต์สูงๆ ก็ต้องโพสต์แบบนี้เพื่อให้ขึ้นฟีด”
“จากตอนแรกที่เนื้อหาเหล่านี้ขึ้นมาแล้วเราอาจจะรู้สึกว่า ตลกดี คลายเครียด แต่พอเราหยุดดูบ่อยๆ อัลกอริทึมก็คิดว่าเราชอบ เนื้อหาเหล่านี้ก็ยิ่งขึ้นมา จากตอนแรกเราดูเนื้อหาเหล่านี้เพื่อคลายเครียด แต่พอดูไปเรื่อยๆ ก็อาจเกิดผลกระทบทางลบที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ซึ่งนี่เป็นความรุนแรงที่เกิดจากอัลกอริทึมที่ออกแบบระบบมาแบบนี้” อ.ชนัญสรา เสริม
การเสพเนื้อหาความรุนแรงซ้ำๆ ส่งผลต่อความคิดและพฤติกรรมได้มากแค่ไหน?
“เรื่องแบบนี้ต้องอาศัยข้อเท็จจริงหรือหลักฐานจากงานวิจัย” อ.ชนัญสรา ระบุ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็เชื่อว่า หากพิจารณาตามแนวคิด Media Effect ถ้าเราเสพเนื้อหาอะไรบ่อยๆ ก็จะส่งผลต่อการรับรู้และทัศนคติ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมบางอย่างได้
ยกตัวอย่างกรณีที่หากเด็กคนหนึ่งกำลังอยู่ในภาวะที่มีความเปราะบาง หรือเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ขัดแย้งภายในจิตใจ แล้วดูเนื้อหาเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าเนื้อหาความรุนแรงเหล่านี้จะไปกระตุ้นพฤติกรรมเด็กตอนไหน
“สมมติว่าเด็กถูกเลี้ยงแบบปล่อยให้อยู่กับโซเชียลมีเดีย แล้วไม่มีพ่อแม่คอยดูแล ไม่มีผู้ปกครองที่ใส่ใจมากพอ ไม่รู้ว่าเด็กกำลังเผชิญปัญหาอะไรอยู่หรือเปล่า พอเขาได้ดูเนื้อหาแบบนี้บ่อยๆ มันจะไปกระตุ้นพฤติกรรมตอนไหน เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เพราะนี่เป็นกลไกการเรียนรู้ทางสังคมและเป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้จากสังคม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบขึ้น” อ.ชนัญสรา อธิบาย

cr. Shutterstock
แล้วแพลตฟอร์มจะแยกเนื้อหาที่เป็นมีมตลกร้ายประชดประชันกับสัญญาณเตือนก่อนก่อเหตุจริงได้อย่างไร?
อ.ชนัญสรา ชวนย้อนมองกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียไลฟ์สดเนื้อหาลามกอนาจาร โดยมีการดำเนินต่อเนื่องถึง 8 ชั่วโมงโดยไม่ถูกระงับ ซึ่งมีผู้เข้าชมหลักล้าน โดยไม่ถูกระงับแม้จะผิดกฎชุมชนของแพลตฟอร์มอย่างชัดเจน
กรณีดังกล่าวสะท้อนความหละหลวมในการกำกับดูแลของแพลตฟอร์ม และนำมาสู่คำตอบที่ว่า ขนาดเนื้อหาที่เป็นการอนาจารอย่างชัดเจนยังไม่ถูกระงับการเผยแพร่ แล้วมีมซึ่งถูกมองว่าเป็น Dark Joke ยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะถูกระงับเนื้อหาดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อแพลตฟอร์มใช้ AI ในการตรวจจับเนื้อหาแต่ไม่สามารถมอนิเตอร์หรือตรวจจับเนื้อหาที่สื่อถึงความรุนแรงได้จริง
“ไม่รู้ว่า AI ของโซเชียลมีเดีย ตรวจจับอะไรได้บ้าง เข้าใจว่าอาจจะคัดกรอง ‘ข้อความ’ หรือ ‘ภาพ’ แต่จริงๆ มันต้องดูหลายองค์ประกอบพร้อมกัน ทั้งภาพ เสียง ประวัติการโพสต์ เครือข่ายปฏิสัมพันธ์ แล้วแพลตฟอร์มต้องมอนิเตอร์ได้ถึงสัญญาณว่าจะมีการก่อหวอดหรือไม่”
“แพลตฟอร์มอาจจะต้องลงทุนในการมีกระบวนการ Human-in-the-loop หรือกระบวนการทำงานที่ให้มนุษย์เข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลหรือตรวจสอบ ให้ AI ทำหน้าที่อย่างเดียว”
“สมมติว่าระบบใช้การจับสัญญาณเนื้อหาแล้วเจอ ‘สัญญาณเตือน’ ก็ควรให้มนุษย์เข้ามามอนิเตอร์ว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็น Harmful Content หรือมีลักษณะที่อาจสร้างเหตุอันตรายที่เราคาดไม่ถึงหรือไม่ โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชน ซึ่งถ้าแพลตฟอร์มคิดจะทำจริงๆ ก็ต้องทำอีกเยอะเลย เพราะตอนนี้ยังย่อหย่อนอยู่มาก” อ.ชนัญสรา เสนอแนวทางการกำกับเนื้อหาของแพลตฟอร์ม
แพลตฟอร์มจะเฝ้าระวังพฤติกรรมผู้ใช้ได้แค่ไหน โดยไม่ก้าวล่วงสิทธิความเป็นส่วนตัว?
“มันก็เป็นหลักการที่แพลตฟอร์มก็ต้องเคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานอยู่แล้ว ถ้าขอบเขตที่แท้จริง ก็ควรจะดูหลักการได้สัดส่วน (Proportional) คล้ายกับการบังคับใช้กฎหมายที่ต้องสมดุลกัน ไม่ใช่ไล่แบนไปเสียทุกอย่าง” อ.ชนัญสรา ตอบ
ดังนั้น แทนที่จะไล่แบนทั้งเครือข่าย อ.ชนัญสรา เสนอว่า แพลตฟอร์มควรใช้วิธีกำกับดูแลที่พฤติกรรมจากพื้นที่สาธารณะ เช่น ฟีด คอมเมนต์ แฮชแท็ก แล้วลบเฉพาะเนื้อหาที่เป็นพิษภัยหรือจำกัดการมองเห็น ซึ่งจะได้สัดส่วนมากกว่า และยังไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
ในส่วนกรณีของเด็กและเยาวชน การกำกับดูแลแพลตฟอร์มก็ควรเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่มีการออกแบบแพลตฟอร์มให้ปลอดภัย มีระบบคัดกรองเนื้อหาและจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมตามช่วงวัย การคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว และมีระบบให้เด็กหรือผู้ปกครองรายงานปัญหาและการคุกคามทางออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าแพลตฟอร์มยังไม่แก้ปัญหานี้ ผู้ใช้โซเชียลมีเดียอย่างเราจะทำอะไรได้บ้าง?
อ.ชนัญสรา แนะนำว่า “ควรรีพอร์ตและไม่แชร์ต่อ” เพื่อยุติวงจรการเพิ่มยอดเอนเกจเมนต์ เพราะหากมีการแชร์ แม้ว่าจะแชร์ไปด่าก็เป็นการเพิ่มยอดการเข้าถึงเนื้อหาเหล่านั้น
อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ คือ ‘การตั้งคำถาม’ ต่อเนื้อหาที่พบ แม้บางคอนเทนต์จะทำให้รู้สึกตลกและคลายเครียด แต่ควรตั้งคำถามว่าความตลกนี้เกิดขึ้นบนความเจ็บปวดของคนอื่นหรือไม่ โดยลองคิดว่าหากเราเป็นคนกลุ่มนั้นหรือนึกถึงคนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจหรือทางร่างกาย เราจะรู้สึกไม่ดีหรือเสียใจต่อเนื้อหาเหล่านี้ไหม
“มีมเหล่านี้ มันตลกบนความเจ็บปวดของคนอื่นหรือคนกลุ่มอื่นที่แตกต่างจากเราหรือเปล่า ถ้าเราไม่ตั้งคำถามเลย เราก็จะไม่รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง ไม่เกิดการรีพอร์ต และไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเราตั้งคำถาม แล้วตอบตัวเองได้ คิดว่ามันน่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง” อ.ชนัญสรา ตอบ
แน่นอนว่าเนื้อหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากไม่มีผู้ผลิตและเผยแพร่บนสื่อสังคมออนไลน์ ดังนั้น ชุมชนครีเอเตอร์ก็ควรมีส่วนรับผิดชอบในเนื้อหาที่ตนเองผลิตด้วย โดยอาจจะสร้างไกด์ไลน์หรือขอบเขตเนื้อหาว่า มีมตลกร้ายแบบใดที่ไม่ควรก้าวล่วง และเนื้อหาแบบไหนที่จะไม่ลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอื่น

cr. Shutterstock
คิดเห็นอย่างไรกับการควบคุมการใช้สื่อในเยาวชนในต่างประเทศ?
อ.ชนัญสรา มองว่าแนวทางดังกล่าวมีเหตุผลในเชิงพัฒนาการเด็ก ในส่วนของการเรียนรู้ การคิดเชิงตรรกะเหตุผล และอารมณ์ เมื่อยังไม่มีการพัฒนาอย่างเต็มที่แต่ไปเจอกับอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียที่ออกแบบมาให้เราเสพติดการใช้งาน ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่เด็กจะเข้าถึงเนื้อหาที่รุนแรง โดยอาจยังไม่รู้บริบทของมีมนั้นๆ
ยกตัวอย่างประเทศออสเตรเลียที่เริ่มบังคับใช้การแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี โดยเน้นไปที่แพลตฟอร์มหลัก อย่างเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม สแนปแชท เธรดส์ เอ็กซ์ ยูทูบ เรดดิท ติ๊กต็อก และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งคิก รวมถึงการเริ่มตรวจสอบอายุผู้ใช้งานในบางฟีเจอร์ของโรบล็อกซ์และดิสคอร์ด
ก่อนกฎหมายนี้บังคับใช้ ที่ออสเตรเลียก็มีการถกเถียงกันอย่างหนักว่าแพลตฟอร์มที่จะถูกแบนควรมีอะไรบ้าง แล้วผู้ปกครองหรือโรงเรียนควรมีบทบาทอย่างไร และมีฝ่ายที่แย้งว่าถึงแบนไป เด็กๆ ก็อาจหาวิธีหรือช่องทางการใช้แพลตฟอร์มอื่นที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลแทน ซึ่งอาจจะอันตรายกว่าเดิม
แพลตฟอร์มควรมีมาตรการในการกำกับดูแลเนื้อหาที่เข้มงวดกว่านี้ เช่น การปิดระบบออโต้เพลย์ ปิดระบบแนะนำเนื้อหาที่มีแนวโน้มเป็นความรุนแรง ร่วมกับผู้ปกครองที่จะให้ความสำคัญกับการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กมากขึ้น แต่เมื่อแพลตฟอร์มไม่ตอบสนอง กฎหมายแบนก็ถูกบังคับใช้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้
อย่างไรก็ตาม บริบทของออสเตรเลียก็มีความแตกต่างกับประเทศไทยอยู่ คือ การบังคับใช้กฎหมายที่ออสเตรเลียจะมีการบังคับใช้อย่างจริงจังและขอความร่วมมือจะทุกคนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กฎหมายที่ออกมามีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าจะสร้างผลกระทบในระยะยาวอย่างไร
ในยุคที่สื่อเข้าถึงง่ายขึ้น ควรมีการสอนเรื่อง Media Literacy ตั้งแต่เด็กๆ เลยหรือไม่?
หลายคนคงทราบดีว่า สื่อที่เด็กในปัจจุบันได้รับ มีความแตกต่างจากสื่อที่คนรุ่นพ่อแม่หรือแม้แต่วัยทำงานตอนต้นรับมาอย่างมาก เมื่อพูดถึงสื่อปัจจุบันที่มากับอัลกอริทึม สิ่งที่ อ.ชนัญสรา อยากชวนคุยคือ ‘การตระหนักรู้ทางอารมณ์’
“ไม่ใช่แค่เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) ในเชิงตั้งคำถามหรือสงสัยเพียงอย่างเดียว แต่ในยุคที่ทุกคนเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizen) ก็ควรต้องเข้าใจการทำงานของอัลกอริทึมที่มากับเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังหรือความรุนแรงผ่านโซเชียลมีเดีย ควบคู่กับการรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเอง”
“แม้กระทั่ง เบื้องหลังของมีมต่างๆ ควรตั้งคำถามว่าทำไมมีมนี้ถึงถูกสร้างขึ้นมา มีบริบทอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แล้วทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ ยกตัวอย่างเรื่องฮอโลคอสต์และนาซี แล้วตั้งคำถามว่าเรากำลังตลกบนความเจ็บปวดของใครไหม” อ.ชนัญสรา ชวนคิด
หากถามว่าการเรียนรู้นี้ต้องเริ่มตั้งแต่อายุเท่าไหร่ อ.ชนัญสรา เปรียบเทียบกับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เล็ก เพื่อสร้างภูมิต้านทาน เช่นเดียวกับการใช้สื่อในปัจจุบันที่เหมือนเด็กทุกวันนี้เกิดมาพร้อมแท็บเล็ตและเข้าถึงสื่อต่างๆ ง่ายขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เท่าทันสื่อของเด็กจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีวิชา Digital Literacy ในหลักสูตรหรือเด็กประถม แต่เป็นการที่ผู้ปกครองหรือจะฝึกเด็กให้รู้จักการรู้เท่าทันอารมณ์หรือตั้งคำถามถึงเบื้องหลังของสิ่งที่เห็น กล่าวโดยสรุปคือการฝึกให้มี Critical Thinking
“การฝึกสิ่งเหล่านี้ สามารถอยู่ได้ในทุกแง่มุมในชีวิตของเด็กๆ เรื่องพวกนี้เราสอนเขาได้ แต่ก็ต้องถามว่าคนที่จะไปสอน เช่น พ่อ แม่ ผู้ปกครอง คุณ มีความตระหนักในเรื่องนี้หรือยัง? หรือยังตลกกับมีมหรือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชังอยู่เช่นกัน ถ้าถามว่าจะเริ่มที่ใคร ต้องเริ่มที่คนที่อยู่รอบตัวเด็กนี่แหละ ที่จะมีส่วนในการกล่อมเกลาเด็กเหล่านี้” อ.ชนัญสรา ตอบ