ถ้าอยากให้ชีวิตราบรื่น ลองปรับให้ตัวเองมีพลังงานแบบ Feminine energy ดูสิ
‘feminine energy’ หรือพลังงานแบบเพศหญิง กลายเป็นเรื่องที่ได้ยินในกลุ่มสาวๆ บ่อยขึ้นบนโซเชียลมีเดีย มีคอนเทนต์มากมายที่ออกมาแนะนำถึงวิธีการเพิ่มพลังงานความเป็นผู้หญิง ทั้งสิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ หรือแม้กระทั่งกิจวัตรประจำวันเพื่อส่งพลังงานนี้ออกมา
แนวคิดนี้เชื่อว่าหากเราสามารถปรับพลังงานให้มี ‘ความเป็นผู้หญิง’ มากขึ้น ก็จะสามารถดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต เช่น การเป็นผู้หญิงที่ไม่ไล่ล่าสิ่งต่างๆ แต่ให้สงบนิ่ง ทำตัวให้คู่ควร จะดึงดูดสิ่งที่ต้องการ จนกลายเป็นคนที่ใครๆ อยากเข้ามาช่วยเหลือ
มองเผินๆ ‘feminine energy’ ฟังดูเป็นแนวคิดเชิดชูความเป็นผู้หญิงอยู่ไม่น้อย ในโลกที่ใครๆ ต่างเชื่อว่าการมีนิสัยแบบ ‘ผู้หญิง’ คือความอ่อนแอและเปราะบาง แนวคิดนี้กลับถูกนำมาบอกเล่าใหม่ แล้วใช้มันเป็นอาวุธเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆ กล้าโอบรับความเป็นผู้หญิงของตัวเองอย่างไม่เขินอาย
แต่แนวคิดนี้ช่วยให้ผู้หญิงได้ใช้ชีวิตตามที่ใฝ่ฝันจริงหรือ? เมื่อหากมองอีกมุมหนึ่ง การยึดติดกับภาพจำทางเพศ ก็อาจทำให้ผู้หญิงไม่สามารถหลุดออกจากกรอบแบบเดิมๆ ที่มักบอกว่าผู้หญิงต้องเรียบร้อย อ่อนหวาน ไม่สามารถเป็นผู้นำ ทั้งที่จริงไม่ว่าจะผู้หญิงหรือผู้ชาย ต่างก็มีความหลากหลายมากเกินกว่าจะถูกจำกัดด้วยนิสัยเพียงไม่กี่แบบ
วันนี้เราชวนไปรู้จักอีกด้านของ feminine energy แนวคิดนี้ช่วยให้ชีวิตผู้หญิงราบรื่น หรือเป็นเพียงการฉุดรั้งสิทธิสตรีให้ก้าวถอยหลัง ด้วยหีบห่อใหม่ที่เข้ากับยุคสมัยนี้กัน

feminine energy มาจากไหน?
ก่อนจะไปถึงว่าพลังงานแบบผู้หญิงสร้างขึ้นได้ยังไง เราอยากชวน ทุกคนกลับมาที่จุดตั้งต้นกันเล็กน้อยว่าแนวคิดนี้มาจากไหนกันแน่
เมื่อเราพูดถึง feminine energy หรือขั้วตรงข้ามอย่าง Masculine energy เราไม่ได้กำลังพูดถึงเพศสภาพชายหรือหญิง แต่เรากำลังพูดถึงพลังงานที่แฝงอยู่ภายใน เช่น ผู้หญิงที่มักชอบลงมือทำ พูดจาตรงไปตรงมา อาจถูกมองว่าเป็นคนที่มีพลังงานแบบผู้ชายได้ ขณะที่ผู้ชายที่อ่อนโยน ประนีประนอม ก็ถูกมองว่ามีพลังงานแบบผู้หญิงได้เช่นกัน
คำถามคือทำไมเราจึงรู้ว่าพลังงานแบบผู้หญิงจึงผูกติดอยู่กับอารมณ์ความรู้สึก หรือการเห็นอกเห็นใจ ขณะที่พลังงานแบบผู้ชาย มักทำให้เรานึกถึงพลังงานด้านความเป็นเหตุเป็นผล หรือการลงมือทำตามเป้าหมายให้สำเร็จด้วยล่ะ?
ย้อนกลับไปที่จุดตั้งต้น แนวคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่ได้นำเอาทั้งความเชื่อ เรื่องเล่า หรือทฤษฎีหลากหลายแห่งต่างเวลาและสถานที่มาผสมรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นจิตวิทยา การพัฒนาตัวเอง หรือแม้กระทั่งแนวความเชื่อด้านจิตวิญญาณ เช่น พุทธและฮินดู เข้าไว้ด้วยกัน
นีล ไชมินสกี (Neil Shyminsky) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแคมเบรียน ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศศึกษาจากวรรณกรรม อธิบายว่าหนึ่งในแนวคิดที่นำมาเชื่อมโยงกับ feminine energy มากที่สุด อาจมาจาก แนวคิดของคาร์ล จุง (Carl Gustav Jung) นักจิตวิทยาเชิงวิเคราะห์ชื่อดัง เรื่องต้นแบบคู่ตรงข้าม ที่เรียกว่า ‘แอนิมา (Anima)’ และ ‘แอนิมัส (Animus)’
ตามแนวคิดของจุงอธิบายว่า anima คือด้านที่เป็นหญิงที่มีอยู่ในผู้ชาย ส่วน animus คือด้านที่เป็นชายที่มีอยู่ในผู้หญิง เช่น ผู้ชายสามารถจะพัฒนาความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ ทำนองเดียวกับที่ผู้หญิงก็สามารถพัฒนาความสามารถด้านเหตุผล แต่หากเรากดทับ anima หรือ animus ของตัวเองไว้ ท้ายที่สุดก็อาจสร้างความเสียหายได้
นอกจากทฤษฎีทางจิตวิทยาแล้ว เรายังเห็นพลังงานของผู้หญิงและผู้ชาย จากเรื่องเล่าจากวัฒนธรรมต่างๆ อย่างภาพของพระแม่ธรณี เทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ หรือเทพสงครามที่เป็นชาย รวมไปถึงปรัชญาจีน จากเรื่อง หยิน-หยาง หรือพลังงานสองขั้วตรงข้าม แต่ต้องพึ่งพากันเพื่อสร้างความสมดุลในธรรมชาติ หรือแม้แต่พลังงานทางจิตวิญญาณอื่นๆ เช่น ‘ชี่’ หรือ ‘จักระ’ ที่ไหลเวียนอยู่ภายในตัว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเป็นความเชื่อที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่หลายครั้งความเชื่อที่ว่าหญิงชายคือขั้วตรงข้ามก็ยังอาจเต็มไปด้วยอคติ เพราะพลังงานชายมักถูกเชื่อมโยงกับคุณสมบัติที่หลายคนยกย่อง เช่น การลงมือทำ หรือการคิดอย่างมีเหตุผล ตรงไปตรงมา ตรงข้ามกับพลังงานหญิงที่มักถูกมองว่าด้อยกว่า ไม่ว่าจะเป็น การใคร่ครวญตัวเอง การใช้อารมณ์ และไร้เหตุผล
แนวคิดเหล่านี้ตอกย้ำมายาคติทางเพศ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ผู้หญิงมีภาวะผู้นำ ตัดสินใจได้เฉียบขาด พวกเธอไม่ได้ถูกมองว่ามีความสามารถเพราะเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่กลับถูกมองว่ามีพลังงานความเป็นชาย เช่นเดียวกับผู้ชายที่หากเป็นคนใช้อารมณ์ได้เก่ง มีความประนีประนอม ก็อาจถูกตั้งคำถามต่อความเป็นชายทันที
การเหมารวมว่าหญิงหรือชายต้องมีลักษณะอย่างไร กลายเป็นแนวคิดที่ทำให้สังคมเชื่อว่าผู้หญิงอ่อนแอและต้องได้รับการปกป้อง ทั้งที่ความเป็นหญิงหรือชายล้วนแต่เป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นเอง
นักสังคมและนักจิตวิทยาชื่อดัง อย่าง แจน สเต็ทส์ (Jan E. Stets) และ ปีเตอร์ เบิร์ก (Peter J. Burke) ทั้งคู่เชื่อว่าการแสดงออกถึงการเป็นหญิงหรือชายไม่ได้เป็นเรื่องของชีววิทยา แต่มาจากสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้น ตามทฤษฎีอัตลักษณ์ (Identity Theory) ที่อธิบายว่า มนุษย์เรามักจัดหมวดหมู่ตัวเองผ่านกลุ่มที่เราอยู่ด้วย เพื่อให้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร และควรปฏิบัติตัวอย่างไร
เหมือนอย่างที่เราต่างเรียนรู้จากผู้คนรอบตัวว่าผู้หญิงหรือผู้ชายควรทำตัวแบบไหน เช่น ผู้ชายต้องชอบสีฟ้า ต้องออกไปเล่นกีฬา ส่วนผู้หญิงมักมีสีประจำตัวเป็นชมพู เล่นตุ๊กตากอยู่ในบ้าน ต้องคอยดูแลคนอื่นอยู่เสมอ ทั้งที่ความจริงเด็กผู้หญิงก็สามารถชอบสีฟ้า หลงใหลวิชาคำนวณ และเก่งกีฬา เช่นเดียวกับที่ผู้ชายสามารถชอบเล่นตุ๊กตา เก็บสะสมของน่ารักสีชมพูได้เหมือนกัน
ดังนั้นแล้ว feminine energy อาจไม่ใช่พลังงานที่ผู้หญิงจำเป็นต้องดึงออกมาใช้เพื่อให้ชีวิตของตัวเองราบรื่นเสมอไป และไม่ผิดอะไรเลยหากสาวๆ บางคนจะชอบพูดจาตรงไปตรงมา และพึ่งพาตัวเองได้ดี เพราะที่จริงแล้วนิสัยเหล่านี้ล้วนแต่เป็นบุคลิกและทักษะที่ไม่ว่าใครก็สามารถฝึกฝนและพัฒนากันได้ โดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นเพศใดก็ตาม
เมื่อ feminine energy อาจตอกย้ำบทบาททางเพศแบบดั้งเดิม
อย่างที่บอกว่า feminine energy บางครั้งอาจจะไม่ได้พาเราไปทวงความหมายของความเป็นผู้หญิงคืน ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้ยังเป็นการตอกย้ำมายาคติเรื่องเพศแบบเดิมๆ ว่าหญิงชายควรมีนิสัยอย่างไร ราวกับเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด แต่แล้วทำไมแนวคิดนี้กลับได้รับความนิยมมากขึ้น ในวันที่สิทธิความเท่าเทียมเดินทางมาไกลจากอดีตมากขึ้นแล้วกันนะ?
ลินดา พีช (Linda Peach) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยชาร์ลส์ สเตอร์ท ได้ศึกษาเกี่ยวกับอคติทางเพศ โดยสำรวจคนหนุ่มสาวชาวออสเตรเลียในปี 2024 จากงานนี้ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้หญิงรุ่นใหม่ในออสเตรเลียมีแนวโน้มสนับสนุนบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมเมื่อเทียบกับ 14 ปีก่อน หรือช่วง 2010
จากเดิมในช่วงเวลาหนึ่งผู้หญิงหลายคนมุ่งมั่นในเส้นทางอาชีพของตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นคงและอิสระในชีวิต แต่ทุกวันนี้หลายคนกลับเลือกหันหลังให้งาน แล้วเปลี่ยนตัวเองมาเป็นแม่บ้าน เลี้ยงดูลูกหรือสามี หรือที่มีคำเรียกอย่าง ‘tradwives’ กันมากขึ้น สาเหตุหนึ่งมาจากภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจ
คอรีนน์ โลว์ (Corinne Low) นักเศรษฐศาสตร์ที่เชี่ยวชาญด้านเพศศึกษา อธิบายว่าผู้หญิงหลายคนกำลังเผชิญกับภาวะบีบคั้น พวกเธอมักหมดไฟจากการต้องจัดการงานทั้งที่บ้านและที่ทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องการมีลูก พวกเธอมีกรอบเวลาที่จำกัดกว่าผู้ชาย ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้หญิงต้องรีบแต่งงาน และต้องทุ่มเทให้งานเพื่อสร้างความก้าวหน้าไปพร้อมกัน

แม้ว่าจะมียุคที่ผู้หญิงหลายคนสามารถประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อย่าง ‘girl boss’ แต่ใช่ว่าจะเป็นเป้าหมายของผู้หญิงทุกคน บางคนอาจเพียงต้องการใช้ชีวิตสบายๆ ไม่รีบร้อนเท่านั้น โลว์จึงมองว่าเมื่อผู้หญิงเริ่มเจอกับแรงกดดันและต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ ผู้หญิงบางคนจึงเริ่มเชื่อว่าพวกเธออาจมีความสุขมากกว่าหากไม่ทำงานเลย และกลายเป็นภรรยาตามขนบ โดยละเลยปัญหาความไม่เท่าเทียมทางเพศที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น การใช้ความรุนแรง หรือการไร้อิสระเมื่อพึ่งพาฝ่ายชายมากเกินไป
ภาวะเศรษฐกิจที่บีบคั้น กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเชื่อบทบาททางเพศของหญิงและชายจึงกลับมาเป็นที่พูดถึงมากขึ้นอีกครั้ง เช่นเดียวกับแนวคิดอื่นๆ ที่ตอกย้ำความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและชายที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้ เหมือนอย่าง feminine energy
จึงน่าตั้งคำถามว่า feminine energy แนวคิดนี้จะช่วยให้ผู้หญิงมีอิสระจริงหรือ เมื่อด้านหนึ่งแนวคิดนี้อาจยิ่งตอกย้ำภาพการเหมารวมทางเพศว่าพลังงานผู้หญิงต้องเป็นอย่างไร แม้ว่าจุดเริ่มต้นอาจมาจากแนวทางการพัฒนาตัวเอง แต่ก็แนวคิดนี้ก็อาจพาเราหวนกลับไปสู่โลกที่จำกัดกรอบออกเป็นสองขั้ว โดยใช้คำว่า ‘พลังงาน’ ให้ดูเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
คงไม่ผิดอะไรหากเราจะยึดมั่นความเป็นผู้หญิงเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง แต่ผู้หญิงหลายคนอาจหลุดพ้นจากกรอบบทบาททางเพศแบบดั้งเดิมได้ หากเราไม่กำหนดเพศให้กับสิ่งต่างๆ และไม่พยายามจัดกลุ่มว่านิสัยนี้เป็นควรเป็นของเพศไหน เพราะนิสัยหรือคุณสมบัติบางอย่างก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศเสมอไป เพราะเราสามารถบอกว่าตัวเองตัดสินใจรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ชอบการแต่งหน้า หรือมีความฝันอยากมีลูกไปได้พร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าผู้หญิง หรือ feminine energy เข้ามาอธิบาย
เมื่อท้ายที่สุดแล้วผู้หญิงก็มีความเป็นไปได้อันหลากหลาย และเราก็สามารถเติบโตและพัฒนาตัวเองได้ในแบบที่ตัวเองต้องการ โดยที่ยังคงโอบรับความเป็นผู้หญิงของตัวเองไปได้พร้อมกัน
อ้างอิงจาก