“อย่าคิดมาก เด็กผู้ชายก็แบบนี้แหละ”
หลายต่อหลายครั้งภาพความรุนแรงที่เห็นจนชินตา มักมาพร้อมกับภาพของเหล่าเด็กชายวัยคะนองเป็นผู้ลงมือ ไม่ว่าจะเป็นการต่อยตี ข่มขู่ หรือพูดจารุนแรง จนแทบกลายเป็นภาพจำว่าเด็กชายและการเกเรเป็นของคู่กัน นั่นทำให้ผู้ใหญ่หลายคนมองข้ามไป เพราะเชื่อว่าอีกไม่นาน หากเขาโตขึ้นก็คงเปลี่ยนได้เอง
จริงอยู่ว่าการใช้ความรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกเพศ และเราไม่ได้กำลังบอกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นแค่เพียงเพราะเป็นเพศชายเท่านั้น แต่บางครั้งสิ่งที่หล่อหลอมให้ผู้ชายหันมาตอบโต้ด้วยวิธีรุนแรง อาจมาจากความเชื่อในสังคมส่งต่อกันมาโดยไม่รู้ตัว อย่างความเชื่อเรื่องเกียรติยศแบบชายเป็นใหญ่ หรือ ‘Masculine honor beliefs’ ที่หมายถึงความเชื่อว่าลูกผู้ชายควรเป็นคนแข็งแกร่งและไม่ยอมใคร จนทำให้เหล่าวัยรุ่นชายเชื่อว่าความรุนแรงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง
ภายใต้ความเชื่อนี้ทำให้พวกเขาถูกคาดหวังว่าต้องมีความเป็นผู้นำ ห้ามอ่อนแอ และแพ้ไม่ได้ จนทำให้เหล่าวัยรุ่นชาย โดยเฉพาะวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ รู้สึกกดดันและพยายามหาทางพิสูจน์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าอาจหมายถึงการใช้ความรุนแรงตอบโต้ก็ตาม เพื่อรักษาศักดิ์ศรีและแสดงว่าตัวเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร
ภายใต้สังคมที่กำลังปลูกฝังให้ผู้ชายห้ามแพ้ วันนี้เราชวนมาทำความเข้าใจเบื้องหลังความเชื่อนี้กันให้มากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วความเชื่อเรื่องเกียรติยศแบบชายเป็นใหญ่เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมพวกเขาจึงเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องถูกต้อง แล้วความเชื่อนี้บ่มเพาะให้เหล่าวัยรุ่นชายหันหน้าเข้าหาความรุนแรงยังไงบ้าง

เมื่อความเป็นชาย (ไม่) เท่ากับความแข็งแกร่ง
เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เราอาจสังเกตเห็นว่าหลายสิ่งในร่างกายที่ค่อยเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูงที่เพิ่มขึ้น เสียงที่แปลกไป ขนตามร่างกายที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี แต่นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกเหล่านี้แล้ว เรายังอาจพบว่าความคิดหรืออารมณ์ก็ค่อยๆ ต่างออกไป อย่างที่ไม่เห็นปรากฎขึ้นมาก่อนเมื่อคราวเป็นเด็ก
ในวัยที่ต้องค้นหาเส้นทางของตัวเอง สิ่งที่หลายคนให้ความสำคัญอาจไม่ใช่ครอบครัวอีกต่อไป แต่เป็นสายตาของคนภายนอก และการถูกยอมรับมากแค่ไหนจากสังคม ช่วงนี้เหล่าวัยรุ่นจึงเริ่มหาหนทางพิสูจน์ตัวเองตามที่สังคมคาดหวัง อย่างเพศชาย ที่ค่อยๆ แข็งกร้าวขึ้นเรื่อยๆ
มีการศึกษาในปี 2014 จากฟินแลนด์ เกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างความเห็นอกเห็นใจและการแสวงหาความเป็นชาย ผ่านชีวิตของเด็กนักเรียนชาย ชื่อว่า ‘มิคาเอล’ การศึกษานี้ทำให้พบว่าเส้นทางการเติบโตของมิคาเอลตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มค่อยๆ เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ช่วงแรกมิคาเอลสามารถใช้คำพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจกับเพื่อนและคนในครอบครัวได้ปกติ แถมยังมีความอ่อนไหวและความเปราะบางในตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำพูดของเขาเริ่มสะท้อนถึงอุดมคติความเป็นชาย และมีการจัดลำดับความสัมพันธ์แบบแบ่งชั้นมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น กีดกันคนอ่อนแอกว่า หรือไม่ยอมรับคนไม่เข้าพวกออกไป รวมถึงมีความเห็นอกเห็นใจน้อยลง
จากการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเด็กชายเริ่มเจอกับความยากลำบาก กับการต้องสร้างความสมดุลระหว่างการแสดงความอ่อนโยน ไปพร้อมๆ กับการรักษาสถานะทางสังคม ที่มักบอกว่าความอ่อนแอเป็นของต้องห้าม ความแข็งแกร่งเท่านั้นคือสิ่งที่ถูกต้อง ในที่สุดเด็กชายต้องการการยอมรับจากคนรอบตัว จึงค่อยๆ ก้าวร้าวขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดพวกเขาก็เริ่มสูญเสียวิธีการแสดงความรู้สึกเปราะบาง รวมไปถึงจินตนาการบางส่วนไป
หนึ่งในอุดมการณ์ที่ทำให้สังคมคาดหวังว่าผู้ชายต้องอยู่จุดสูงสุดเสมอ คือ ‘Masculine honor beliefs’ หรือความเชื่อเรื่องเกียรติยศแบบชายเป็นใหญ่ ที่บอกว่าผู้ชายควรเป็นคนแข็งแกร่งและไม่ยอมใคร และควรตอบโต้การคุกคามหรือถูกดูหมิ่นด้วยการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา

เด็กชายหลายคนถูกหล่อหลอมและถูกขัดเกลาจากสังคมด้วยแนวคิดเหล่านี้จากผู้ใหญ่ พวกเขาถูกคาดหวังให้ประพฤติตัวให้ตรงตามเพศของตัวเอง เช่น เด็กผู้หญิงต้องเรียบร้อย อ่อนหวาน หรือเด็กผู้ชายต้องก้าวร้าว ห้ามอ่อนแอให้ใครเห็น เช่น หากผู้ชายโดนใครคุกคามก็ต้องโต้กลับทันที ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อซ้ำๆ เพื่อรักษาสถานะความเป็นชายของตัวเองไว้
แน่นอนว่าเราไม่ได้บอกว่าเราต้องอยู่เฉยๆ เมื่อถูกรังแก อันที่จริงมีวิธีมากมายที่เราสามารถจัดการคนที่ทำผิดได้ โดยไม่ใช้ความรุนแรง เพียงแต่สิ่งที่น่ากังวลคือ แนวคิดนี้ไม่ได้นำเสนอทางเลือกเหล่านั้น แต่กลับส่งต่อความคาดหวังให้เหล่าเด็กชายหาทางตอบโต้ความรู้สึกถูกเหยียบย่ำทุกวิถีทาง ไม่เว้นแม้แต่การใช้กำลัง
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Personality and Individual Differences เมื่อปี 2025 อธิบายว่าความเชื่อเรื่อง Masculine honor มีส่วนเด็กๆ ซึมซับความรุนแรง ทำให้เกิดการกลั่นแกล้ง ไปจนถึงสนับสนุนให้มีการเอาคืนอย่างสาสม เมื่อความเป็นชายถูกคุกคาม ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ ข่มขู่ จนบางครั้งถึงขั้นใช้อาวุธปืนในโรงเรียน จากการศึกษาพบว่าคนที่มีความเชื่อเรื่องนี้ในระดับสูง มักเห็นดีเห็นงามกับการเอาคืนผู้กลั่นแกล้งอย่างก้าวร้าว แถมยังพบว่าคนที่ยึดถือเกียรติยศความเป็นชายแบบเข้มข้น มักเลือกที่จะต่อสู้ด้วยอาวุธมากกว่า เพื่อให้ตัวเองชนะ (แม้ว่าจะไม่ยุติธรรมก็ตาม)
และเมื่อความเชื่อนี้ยังคงถูกส่งต่อมาจากผู้ใหญ่มายังเด็กๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่า ท้ายที่สุดการกลั่นแกล้งและการใช้ความรุนแรงของเด็กหนุ่มก็จะยังไม่หายไปไหน และยังคงวนเวียนต่อไปในสังคม
เมื่อชายเป็นใหญ่บีบให้เด็กหนุ่มแพ้ไม่เป็น
แม้ความเจ็บปวดจากการเสียศักดิ์ศรีจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันก็อาจกลายเป็นความกดดันให้คนหนุ่มต้องแข่งขันกันเอง เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นผู้ชายมากพอ จนในที่สุดก็ระเบิดออกมาสร้างบาดแผลให้คนอื่นๆในสังคม ไม่ใช่แค่การใช้กำลังเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การต่อต้านความเท่าเทียมทางเพศในรูปแบบอื่นๆ ด้วย
จากบทความของ TIME พูดถึงการบ่มเพาะนิสัยของเด็กชายในโรงเรียน ที่นำไปสู่อคติทางเพศว่า ส่วนหนึ่งมาจากการปลูกฝังให้ผู้ชายแข่งขันกันเอง ไม่ว่าจะเป็นการเล่นวัยเด็ก การเรียนในห้อง หรือแม้แต่การแข่งกีฬาในมหาวิทยาลัย เด็กชายเรียนรู้ว่าสนามเหล่านี้สามารถสร้างสถานะและยืนยันความเป็นลูกผู้ชายได้ เพราะมีแต่คนที่ชนะเท่านั้นที่จะได้รับการยอมรับอย่างเต็มภาคภูมิ ดังนั้นพวกเขาจึงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ และการชนะครั้งนี้ต้องเกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ชายด้วยกันเองเท่านั้น
สาเหตุเพราะในพื้นที่ของการแย่งชิงความเป็นชาย หากพวกเขาพ่ายแพ้ให้กับเพศเดียวกันไม่นานคงทำใจได้ แต่ถ้าเกิดคนที่เขาแพ้กลับเป็นเด็กผู้หญิงที่ตัวเองมองว่าอ่อนแอกว่า เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ เนื่องจากตัวเองไม่สามารถทำตามความคาดหวังจากสังคมพร่ำบอกว่าผู้ชายต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้ ดังนั้นการพ่ายแพ้ โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงจึงมักทิ้งความรู้สึกเสียหน้า และอับอายให้เหล่าเด็กหนุ่มได้มากกว่าการแพ้ให้กับผู้ชายด้วยกันเอง

ภายใต้กรอบคิดที่ผู้ชายต้องแข็งแกร่งเสมอ ในที่สุดก็ทำให้เหล่าเด็กชายรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถยอมแพ้ได้เลย ทั้งยังต้องคอยแข่งขันกับคนอื่นตลอดเวลา ทั้งในกลุ่มผู้ชายด้วยกันเอง และกับผู้หญิงที่ห้ามแพ้โดยเด็ดขาด จนบางคนอาจเริ่มพัฒนาจนกลายเป็นความก้าวร้าว คอยขัดจังหวะ ปฏิเสธความคิด หรือกีดกันผู้หญิงออกจากกลุ่ม ไปจนถึงการเลือกจะถอนตัวออกจากการแข่งขัน เช่น ทำตัวไม่สนใจการเรียน แล้วหันมาเกเรกับกลุ่มเพื่อน ที่ถูกมองว่าเป็นพื้นที่ของผู้ชายมากกว่า
ท้ายที่สุด การบ่มเพาะให้เด็กผู้ชายต้องพิสูจน์ความเป็นชาย แพ้ไม่ได้ ยอมรับความพ่ายแพ้ไม่เป็น ก็นำไปสู่การปฏิเสธที่จะแข่งกับผู้หญิงอย่างเท่าเทียม และยิ่งตอกย้ำความแตกต่างทางเพศให้แพร่หลายมากขึ้น เช่น การมองว่าผู้ชายถูกสร้างมาให้เป็นผู้นำ มีความแข็งแรงมากกว่า มีความคิดเป็นเหตุเป็นผล ในขณะที่ผู้หญิงถูกสร้างให้ อ่อนแอ จึงต้องกลายเป็นผู้ดูแล หรือรอรับความช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว
แนวคิดนี้ถูกส่งต่ออย่างจริงจัง อย่างในกลุ่มสังคมออนไลน์ ที่ส่งต่อความเกลียดชังผู้หญิงอย่างชัดเจน อย่าง กลุ่ม ‘manosphere’ กลุ่มผู้ชายในสังคมออนไลน์ต่อต้านความเท่าเทียมทางเพศ โดยมักพูดจาลดทอนคุณค่าผู้หญิง พูดจาข่มขู่ หรือส่งเสริมให้ผู้หญิงกลายเป็นวัตถุทางเพศ เพียงเพราะเชื่อว่าผู้ชายคือเพศที่เหนือกว่าผู้หญิงกว่า
สร้างความภาคภูมิใจโดยไม่แบ่งแยกเพศ
คำพูดที่ว่าเลี้ยงเด็กคนหนึ่งต้องใช้คนทั้งหมู่บ้านคงจะไม่เกินจริงนัก
หากเราต้องการสร้างเด็กผู้ชายที่ดีในสังคม เราอาจต้องช่วยกันสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับพวกเขา โดยเริ่มจากการหยุดส่งต่อแนวคิดความภาคภูมิใจในความเป็นลูกผู้ชาย ที่ต้องแลกมาด้วยการแข่งขันและการใช้กำลัง แล้วหันมาชื่นชมและเห็นคุณค่าในตัวตนของเด็กกันจริงๆ
เมื่อย้อนกลับมาดูที่ต้นตอของปัญหา เราจะพบว่าส่วนหนึ่งมาจากการปลูกฝังความเชื่อเรื่องเพศแบบดั้งเดิม ที่เด็กๆ เรียนรู้มาจากพ่อแม่ หรือคนรอบตัวว่าพวกเขาควรต้องทำตัวยังไงตามเพศของตัวเอง ทั้งที่ไม่ว่าเพศไหนก็สามารถพัฒนาตัวเองได้ไม่ต่างกัน เช่น ผู้หญิงก็สามารถมีความเป็นผู้นำ พูดจาตรงไปตรงมา หรือเก่งกีฬาได้ เช่นเดียวกับผู้ชาย ที่พวกเขาก็สามารถมีความอ่อนไหว ละเอียดอ่อน หรือชอบดูแลผู้อื่นได้เช่นกัน

การเลิกส่งต่อความคาดหวังว่าผู้หญิงและผู้ชายควรทำตัวอย่างไร หรือใช้ไม้บรรทัดคอยวัดว่าพวกเขามีความเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเพียงพอไหม แล้วหันมาสนับสนุนให้มองเด็กจากตัวตนที่แท้จริง จะช่วยให้เด็กๆ สามารถค้นหาเส้นทางและความชอบของตัวเอง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เขารู้สึกภาคภูมิใจจากตัวตนของตัวเองมากขึ้น โดยที่ไม่จำเป็นต้องผูกติดคุณค่าของตัวเองตามความคาดหวังของใคร
เช่นเดียวกับเด็กผู้ชายในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่คงไม่สามารถเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเห็นอกเห็นใจคนอื่นได้เลย หากพวกเขาไม่ได้เรียนรู้ว่าการชนะและการแพ้เป็นเรื่องธรรมดาของการแข่งขัน และไม่เป็นอะไรเลยหากวันหนึ่งจะต้องพ่ายแพ้
เพราะสุดท้ายแล้วความเป็นชายก็เป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้น ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกคุณค่าของพวกเขาสักหน่อยนี่นา
อ้างอิงจาก