สมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว ยังมีอะไรที่เราต้องผลักดันต่อบ้าง?
ย้อนกลับไปในวันที่ 23 มกราคม 2025 ที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ เราต่างยิ้มยินดีกันถ้วนหน้า เพราะหลังการต่อสู้อันยาวนาน ในที่สุดความฝันที่จะได้อยู่เคียงคู่กับคนรักไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ได้รับการรับรองด้วยกฎหมายเสียที
แม้จะดูเหมือนความฝันที่เป็นจริง แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมก็อาจไม่ใช่เส้นชัยสุดท้ายที่เราต้องไปให้ถึง เพราะยังมีสิทธิอีกหลากหลายด้านที่เราต้องร่วมกันผลักดัน เพื่อให้คนเพศหลากหลายได้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน
ในปี 2026 นอกจากครบรอบปีที่ประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมแล้ว ยังเป็นปีที่ 25 ปี ของกฎหมายรับรองการแต่งงานคนเพศเดียวกันครั้งแรกของโลกอีกด้วย เราเลยอยากชวนไปดูว่ากฎหมายนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้กับสังคม และคอมมูนิตี้ LGBTQIA+ กันบ้าง แล้วเรายังมีอะไรที่ต้องช่วยกันผลักดันกันต่อบนเส้นทางอันยาวไกลนี้

เมื่อสมรสเท่าเทียมเปลี่ยนมุมมองของคนในสังคม
หลังจากที่เนเธอร์แลนด์ ประกาศรับรองให้การแต่งงานของคนเพศเดียวถูกกฎหมายเป็นที่แรกของโลก ในปี 2001 นับจากนั้นก็ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้อีกหลายประเทศยอมรับการแต่งงานของชาว LGBTQIA+ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่เพียงการยอมรับความรักของคนสองคนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการยอมรับจากสายตาคนรอบตัวที่มองเข้ามาด้วย
ก่อนอื่นเราอยากชวนมาดูว่าหลังจากผ่านมา 25 ปี ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรกันบ้าง จากการสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูล โดย Pew Research Center ในปี 2025 รายงานว่าปัจจุบันมีเกือบ 40 ประเทศทั่วโลกที่ประกาศให้การแต่งงานของชาว LGBTQIA+ ถูกกฎหมาย เช่น เบลเยียม แคนาดา สเปน บราซิล แอฟริกาใต้ ฯลฯ โดยประเทศไทยถือเป็นกลุ่มประเทศล่าสุดที่เพิ่งบังคับใช้กฎหมายนี้ และถือเป็นประเทศแรกในอาเซียน
ไม่เพียงแต่ทำให้หลายประเทศเริ่มพิจารณาร่างกฎหมายเท่านั้น แต่การเห็นว่าคนในคอมมูนิตี้เพศหลากหลายสามารถแต่งงานได้ ก็ช่วยให้คนในสังคมยอมรับความแตกต่างมากขึ้นด้วย เช่นในสหรัฐอเมริกา จากการสำรวจการสนับสนุนการแต่งงานของเพศเดียวปี 2023 พบว่ามีคนสนับสนุนถึง 63% ในขณะที่มีคนคัดค้าน 34% แต่หากย้อนกลับไปในปี 2001 ช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายรับรองการสมรสของเพศหลากหลาย ช่วงเวลานั้นมีคนสนับสนุนเพียง 35% และมีคนคัดค้านถึง 57%
นอกจากแค่สหรัฐอเมริกา ในการสำรวจอีกหลายประเทศก็แสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนมีแนวโน้มสูงขึ้นในประเทศที่รับรองให้การแต่งงานของคนเพศเดียวกันถูกกฎหมาย เช่น สวีเดน เยอรมนี สเปน หรือแคนาดา และค่อยๆ น้อยลงในประเทศที่ยังไม่ถูกรับรองให้ถูกกฎหมาย อย่าง ไนจีเรีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย หรือเกาหลีใต้
กลับมาในมุมของกลุ่ม LGBTQIA+ หลังจากกฎหมายรับรองการแต่งงานออกมาก็ช่วยจุดประกายความหวังให้คนเพศหลากหลาย จากที่เคยไม่เคยคิดเรื่องการแต่งงาน ทุกวันนี้ LGBTQIA+ ในสหรัฐอเมริกา ราว 59% บอกว่าพวกเขาต้องการแต่งงานสักวันหนึ่ง
เมื่อการแต่งงานไม่ใช่เพียงสัญญาปากเปล่า แต่ได้รับการยินยอมพร้อมใจทั้งจากกฎหมายและคนในสังคม สิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้ความสัมพันธ์ของคนในคอมมูนิตี้เพศหลากหลายแข็งแรงกว่าเดิม และสามารถวางแผนถึงอนาคตเพื่อความมั่นคงในชีวิตของตัวเองได้ด้วย

เมื่อสิทธิของ LGBTQIA+ มากไปกว่าการแต่งงาน
แม้ว่าการแต่งงานที่ถูกต้องตามกฎหมายจะเป็นทำให้เกิดการยอมรับทางสังคมมากขึ้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแต่งงานเป็นเพียงแค่เส้นทางหนึ่งในชีวิตคนเราเท่านั้น ยังมีชาว LGBTQIA+ อีกหลายคนที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดและอคติของคนในสังคมในด้านอื่นๆ
ว่าแต่สิทธิเหล่านั้นมีอะไรบ้าง? ข้อมูลจาก equaldex หรือฐานข้อมูลที่รวบรวมและเปรียบเทียบสิทธิของกลุ่มความหลากหลายทางเพศทั่วโลก แบ่งประเด็นสิทธิความเท่าเทียมทางเพศออกเป็น 14 ด้าน ครอบคลุมทั้งหมวดกฎหมาย เช่น การแต่งงานและการรับเลี้ยงบุตร กฎหมายคนข้ามเพศ เสรีภาพและการเกณฑ์ทหาร และหมวดทัศนคติทางสังคม เช่น การยอมรับในสังคม หรือสภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิต
สิทธิด้านต่างๆ เหล่านี้ นอกจากช่วยให้เราเห็นภาพสิทธิที่จำเป็นสำหรับคนเพศหลากหลายแล้ว equaldex ยังสรุปออกมาเป็นคะแนนรวมเต็ม 100 เพื่อชี้วัดความเป็นมิตรต่อกลุ่ม LGBTQIA+ ในแต่ละประเทศทั่วโลกด้วย ตัวอย่างเช่น ประเทศในเอเชีย ไทย ได้คะแนนอยู่ที่ 65/100 ถือเป็นอันดับที่ 40 หรือไต้หวัน ได้คะแนนอยู่ที่ 59/100 คิดเป็นอันดับที่ 49 ของประเทศที่เป็นมิตรกับเพศหลากหลาย
ในประเทศที่กฎหมายรองรับการแต่งงานคนเพศเดียวกันผ่านแล้ว พวกเขายังผลักดันสิทธิอะไรให้เกิดขึ้นอีกบ้างนะ เราชวนไปดูสิทธิของกลุ่ม LGBTQIA+ ในประเทศเหล่านี้เบื้องต้นกัน

เนเธอร์แลนด์ ประเทศแรกที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม
เนเธอร์แลนด์ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่รับรองการแต่งงานของเพศเดียวกัน ตั้งแต่ปี 2001 มีสิทธิด้านรับเลี้ยงบุตรครอบคลุมไปตั้งแต่การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม การทำเด็กหลอดแก้วในคู่รักเลสเบี้ยน รวมถึงการอุ้มบุญ (เฉพาะการกุศลเท่านั้น) อยู่ด้วย
ในด้านการต่อต้านการเลือกปฏิบัติ เนเธอร์แลนด์มีกฎหมายคุ้มครองการเลือกปฏิบัติทั้งจากที่ทำงานและที่อยู่อาศัย ส่วนด้านการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชัง (Hate Crime) ปัจจุบันครอบคลุมเฉพาะรสนิยมทางเพศเท่านั้น (ไม่รวมอัตลักษณ์ทางเพศ)
ถัดมาที่สิทธิของบุคคลข้ามเพศและนอนไบนารี่ ได้รับการยอมรับจากสังคมค่อนข้างสูง โดยชาวนอนไบนารี่ สามารถใช้สัญลักษณ์ X ในหนังสือเดินทางได้ และไม่จำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเพื่อใช้เพศนอนไบนารี่ ในเอกสารทางกฎหมาย นอกจากนี้ ทรานส์เจนเดอร์ยังสามารถเข้ารับการดูแลทางการแพทย์และทางจิตวิทยา เพื่อปรับสภาพร่างกายให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองด้วย
ส่วนด้านอื่นๆ คนเพศหลากหลายในเนเธอร์แลนด์สามารถเข้ารับการเกณฑ์ทหารได้ ชายรักชายสามารถบริจาคเลือดได้อย่างถูกกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เนเธอร์แลนด์ก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับชาว LGBTQIA+ บางข้อที่ยังรอการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเพศตามกฎหมายที่แม้จะทำได้ แต่ยังคงต้องได้รับการวินิจฉัยทางการแพทย์ก่อน หรือการบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy) ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาในอดีตที่ไม่เป็นที่ยอมรับในปัจจุบัน ยังคงมีอยู่เนเธอร์แลนด์
เดนมาร์ก ประเทศที่เริ่มจากกฎหมายคู่ชีวิต
เดนมาร์กถือเป็นประเทศแรกของโลกที่ใช้กฎหมายคู่ชีวิต นับตั้งแต่ปี 1989 ก่อนเปลี่ยนมาเป็นกฎหมายรับรองการสมรส ในปี 2012
นอกจากเรื่องสิทธิทางกฎหมายจากการแต่งงาน และการเลี้ยงดูบุตรร่วมกันแล้ว เดนมาร์กยังเป็นประเทศที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติอย่างจริงจัง นับตั้งแต่ 1996 การเลือกปฏิบัติทางเพศเป็นสิ่งผิดกฎหมาย โดยปัจจุบันมีการต่อต้านการเลือกปฏิบัติทั้งในที่ทำงานและที่อยู่อาศัย ครอบคลุมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศ รวมถึงลักษณะทางเพศ
สำหรับสิทธิของบุคคลข้ามเพศและนอนไบนารี่ กฎหมายใหม่ของเดนมาร์กอนุญาตให้ประชาชนกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางการแพทย์หรือจิตเวช รัฐบาลเดนมาร์กอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์ X ในหนังสือเดินทางได้ รวมถึง ทรานส์เจนเดอร์สามารถดูแลสุขภาพเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender-Affirming Care) ได้อย่างถูกกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมถึงผู้เยาว์ด้วย
ในด้านอื่นๆ สามารถเข้ารับการเกณฑ์ทหารได้อย่างเปิดเผย และชายรักชายสามารถบริจาคเลือดได้อย่างถูกกฎหมาย เรียกได้ว่าเดนมาร์กถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสิทธิ LGBTQIA+ ครอบคลุมและก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่ก็ยังมีการบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy) และสามารถผ่าตัดเพื่อกำหนดเพศของเด็กที่เกิดมามีภาวะเพศกำกวม (Intersex) ซึ่งอาจส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของเด็กในอนาคต
สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ผ่านกฎหมายทั้งระบบรัฐสภา คำตัดสินของศาล และประชามติ
เส้นทางการผ่านกฎหมายรับรองการแต่งงานเพศเดียวกันไม่ได้เหมือนกันเสมอไป บางประเทศผ่านกฎหมายนี้ด้วยระบบรัฐสภา บางประเทศมาจากคำตัดสินของศาล ส่วนบางประเทศได้มาจากการลงประชามติ โดยสหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศเดียวที่มี 3 กระบวนการนี้ในประเทศเดียว
สิทธิของชาว LGBTQIA+ ของสหรัฐฯ มีความซับซ้อนกว่าประเทศอื่น เพราะกฎหมายหลายส่วนขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการบังคับใช้กฎหมายรับรองการแต่งงานของคนเพศเดียวกันทั่วประเทศ ตั้งแต่ปี 2015 และสามารถรับบุตรบุญธรรมในทุกรัฐตั้งแต่ปี 2016 นอกจากนี้ การเลือกปฏิบัติและการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังก็ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย โดยครอบคลุมทั้งด้านเพศ รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และความพิการ
อย่างไรก็ตาม การรับตำแหน่งประธานาธิบดีของโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) สิทธิบางอย่างของชาว LGBTQIA+ ถูกเพิกถอนไป เช่น ห้ามบุคคลข้ามเพศเข้ารับการเกณฑ์ทหาร และรับราชการในกองทัพสหรัฐฯ หรือห้ามบุคคลข้ามเพศและนอนไบนารี่ เปลี่ยนเครื่องหมายเพศในหนังสือเดินทาง รวมถึงมีบางรัฐที่ออกกฎหมายห้ามดูแลสุขภาพเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศสำหรับผู้เยาว์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการปรับตัวและสภาพจิตใจของเด็ก
ปัจจุบันสหรัฐฯ อยู่ในสถานการณ์ที่มีการแบ่งขั้วชัดเจน แม้ว่าจะทำให้สิทธิของบุคคลข้ามเพศถูกลิดรอนไปในระดับรัฐบาลกลาง แต่ก็ยังมีบางรัฐที่เลือกเดินหน้าปกป้องสิทธิเหล่านี้อย่างแข็งขัน

ไอซ์แลนด์ ประเทศที่อันดับความเท่าเทียมทางเพศอันดับ 1 ของโลก
ไอซ์แลนด์ครองอันดับ 1 ของโลกด้านสิทธิ LGBTQIA+ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ครอบคลุมสิทธิของกลุ่มเพศหลากหลายที่ประเทศอื่นๆ ยังขาดไป
นอกจากการรับรองการแต่งงานเพศเดียวกัน การรับรองบุตร การเปลี่ยนคำนำหน้าในเอกสารทางกฎหมายและการเปลี่ยนเพศตามกฎหมายโดยไม่มีเงื่อนไขทางการแพทย์แล้ว ยังมีกฎหมายที่ว่าด้วยการห้ามผ่าตัดทารกที่มีภาวะเพศกำกวมอย่างเด็ดขาดด้วย โดยกำหนดว่าการผ่าตัดดังกล่าวจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากตัวบุคคลนั้นเท่านั้น
นอกจากนี้รัฐสภาไอซ์แลนด์ยังมีการลงมติเป็นเอกฉันท์ ห้ามการบำบัดแปลงเพศบนพื้นฐานรสนิยมทางเพศ การแสดงออกทางเพศ หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ตั้งแต่ปี 2023 ทำให้เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่มีการห้ามอย่างจริงจังครอบคลุมทั้ง 2 สิทธิที่ว่านี้
ไทย ประเทศแรกที่รับรองการแต่งงานเพศเดียวกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลังจากผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมไปแล้ว โดยถือเป็น ประเทศที่ 3 ของเอเชีย และอันดับ 1 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้สิทธิต่างๆ ของชาว LGBTQIA+ เปิดกว้างมากขึ้น
นอกจากการแต่งงานและการรับรองบุตรแล้ว กลุ่มคนเพศหลากหลายในไทยยังสามารถการดูแลสุขภาพเพื่อยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender-Affirming Care) อย่างถูกกฎหมาย และได้เพิ่มบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าไปในสิทธิสุขภาพถ้วนหน้า ขณะเดียวกันก็มีกฎหมายสำหรับการต่อต้านการเลือกปฏิบัติ โดยครอบคลุมบางส่วน อย่างอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านี่จะถือเป็นก้าวแรกที่ดี แต่ก็ยังมีสิทธิด้านอื่นๆ ที่เรายังต้องผลักดัน เพื่อให้ LGBTQIA+ ได้รับการยอมรับทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเพศในเอกสารทางกฎหมาย การรับรองนอนไบนารี่ การคุ้มครองอาชญากรรมจากความเกลียดชัง การผ่าตัดทารกที่มีภาวะเพศกำกวม การบริจาคเลือดในกลุ่มชายรักชาย หรือแม้แต่การบำบัดแปลงเพศ (Conversion Therapy) ที่ยังคงมีรายงานว่าหน่วยงานบางแห่งยังใช้การบำบัดนี้กับ LGBTQIA+ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน
แน่นอนว่าแต่ละประเทศต่างมีบริบทที่แตกต่างกันไป แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงระดับกฎหมายจะเป็นเรื่องยาก และอาจต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะสำเร็จ แต่จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นแล้วการความคิดของคนสังคมไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา กฎในวันนี้ก็สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้เช่นกัน
และเมื่อเราร่วมกันส่งเสียงร่วมกันมากพอ การเปลี่ยนแปลงก็อาจมาถึงในเร็ววันก็ได้นะ
อ้างอิงจาก