ภาพน้ำท่วมสูงลิบระดับหลังคา ผู้คนมากมายที่ยังติดอยู่ภายในบ้าน ข้อความบอกพิกัดขอความช่วยเหลือ สัญญาณโทรศัพท์ติดๆ ดับๆ ไม่มีน้ำและอาหาร น้ำเชี่ยวกรากจนขาดการเชื่อมต่อ
ภายในไม่กี่วันหลังน้ำท่วมใหญ่ ความเดือดร้อนไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตผู้ประสบภัยเท่านั้น แต่ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย สร้างแรงสั่นสะเทือนถึงผู้คนที่ติดตามข่าวสารไปด้วย พร้อมด้วยอารมณ์มากมายที่เกิดขึ้น ทั้งความเศร้า สิ้นหวัง หรือแม้กระทั่งความโกรธแค้น
เพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกของแต่ละฝ่ายให้มากขึ้น The MATTER ชวนคุยกับ วิกกี้—หทัยทิพย์ ไชยวาที นักจิตวิทยาจาก MasterPeace ศูนย์ให้บริการปรึกษาเชิงจิตวิทยาและสุขภาพจิต ผู้ที่คลุกคลีในงานด้านการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรม มาทำความเข้าใจสารพัดอารมณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกคน ทั้งด่านหน้า คนที่ติดตามข่าว และผู้ประสบภัย พร้อมวิธีรับมือกับอารมณ์ท่วมท้น แม้ในวันที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วกัน

ผลทางใจของคนด่านหน้า
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าคนที่ต้องรับความกดดันไม่ต่างไปจากผู้ประสบภัยเลยคือ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ที่คอยดูแลช่วยเหลือชีวิตผู้คนท่ามกลางความเสี่ยง ก่อนจะไปถึงผลกระทบ นักจิตวิทยาผู้เคยทำงานด้านฝึกอบรม Psychological First Aid ชวนเรามองถึงกลุ่มคนทำงานด่านหน้าให้ลึกขึ้น เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบด้านจิตใจ โดยปกติแล้วสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ นั่นคือกลุ่มกู้ภัย หรือเจ้าหน้าที่ที่ถูกฝึกเพื่อทำงานในภาวะวิกฤติโดยเฉพาะ และกลุ่มอาสาสมัคร
สำหรับกลุ่มกู้ภัย จุดแข็งคือเป็นคนที่มีความพร้อม และถูกฝึกมาเพื่อรับมือกับความกดดันจึงช่วยลดความเสี่ยงด้านจิตใจได้บางส่วน ในขณะที่กลุ่มอาสาสมัคร มักเกิดในช่วงทรัพยากรขาดแคลนจึงต้องมีคนอาสาทำหน้าที่นี้ แม้จะมีทักษะเฉพาะบางอย่าง แต่ก็อาจไม่ได้เตรียมความพร้อมเท่ากลุ่มแรก จึงอาจมีความเสี่ยงด้านจิตใจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 กลุ่ม ก็ยังถือเป็นคนทำงานด่านหน้าที่ต้องเจอกับความกดดัน และผลกระทบด้านร่างกายและจิตใจ วิกกี้อธิบายถึงผลกระทบในการทำงานภาวะของทั้ง 2 กลุ่มไว้ 5 ข้อ คือ
ผลกระทบด้านความปลอดภัยและชีวิต: การทำงานของคนด่านหน้ามีความเสี่ยงต่อชีวิตสูงมาก จากสถานการณ์นี้เราจะเห็นชัดว่ากระแสน้ำค่อนข้างแรง ไม่ใช่แค่การช่วยชีวิตคนอื่น แต่ตัวคนทำงานเองก็อาจตกอยู่ในอันตรายไปด้วย แต่สำหรับเจ้าหน้ากู้ภัย มักมีการเตรียมตัวมาอย่างดี พวกเขามักมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนตัว (PPE) แตกต่างจากกลุ่มอาสา ที่มีความเสี่ยงมากกว่า หากไม่ได้มีการเตรียมตัวหรือฝึกมาสำหรับสถานการณ์นี้โดยเฉพาะ
ความกดดันด้านศีลธรรม: ข้อนี้คือสิ่งที่ด่านหน้าสุดจะได้รับผลกระทบ เช่น บางคนอาจมองว่าทำไมทำไมไปช่วยบ้านนั้น ทำไมไม่เอาของไปมากกว่านี้ ทำไมช่วยมาได้แค่นี้ ฯลฯ ความกดดันเหล่านี้เกี่ยวข้องกับศีลธรรมและจริยธรรมค่อนข้างสูง เป็นภาระทางใจที่หนักมากสำหรับคนที่เป็นด่านหน้า เป็นไปได้ที่เขาจะรู้สึกผิด เพราะช่วยเหลือใครไม่ได้
ผลกระทบด้านจิตใจ: เหล่าคนด่านหน้ามักต้องเจอภาพความทุกข์ของคนซ้ำๆ เช่น เขาอาจจะเห็นเด็กตัวเล็กๆ ไม่ได้กินข้าว คนแก่ เจ็บ ป่วย หรือผู้เสียชีวิตที่ออกไปจากบ้านไม่ได้ ภาพเหล่านี้คือผลกระทบทั้งหมดที่เกิดกับคนช่วย มันเป็นภาพที่ไม่ได้ถูกเซ็นเซอร์ ไม่เพียงแต่ภาพสถานการณ์เท่านั้น แต่บรรยากาศข้างนอก ความโกรธของคน ความโศกเศร้าของญาติ ถ้าเขาไม่สามารถนำภาพเหล่านี้ออกไปได้ อาจทำให้เกิด secondary trauma หรือบาดแผลทางใจจากการสัมผัสเหตุการณ์สะเทือนใจ แม้ความสูญเสียจะไม่ได้เกิดกับตัวเองโดยตรง ถ้าเขาไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอ ในที่สุดเขาก็จะหมดไฟ จนไม่สามารถทำงานต่อได้
ผลกระทบด้านการสนับสนุนไม่เพียงพอ: การขาดแคลนอุปกรณ์ น้ำ อาหาร หรือไม่มีการสนับสนุนเพียงพอ คนทำงานก็จะทำงานต่อไม่ได้ ่เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลกับอารมณ์ความรู้สึก คนทำงานอาจจะรู้สึกเหนื่อยล้าที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้ เพราะขาดแคลนอุปกรณ์ เช่น ฉันต้องไปช่วยนะ แต่เรือไม่มีน้ำมัน หรือติดปัญหาบางอย่าง ดังนั้นเรื่องทรัพยากรจึงเป็นเรื่องสำคัญในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นกัน
และสุดท้าย ปัญหาที่มักเกิดกับกลุ่มอาสาสมัครหรือคนที่ไม่ได้ถูกเทรนมาโดยเฉพาะ คือความเครียดจากความไม่รู้ เช่น การช่วยเหลือโดยที่ไม่รู้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร มีข้อห้ามทางกฎหมายไหม หรือทำไปมันมีความเสี่ยงตีกลับมาที่คนทำหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ก็อาจทำให้อาสาสมัครลังเลใจ จนกลายเป็นความเสี่ยงในการทำงานที่พวกเขาต้องรับมือ

ตามข่าวมากไปอาจกลายเป็นแผลทางใจทางอ้อม
ภัยพิบัติใหญ่ไม่ได้ส่งผลต่อผู้ประสบภัยหรือเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่สำหรับคนทางบ้านที่ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด ก็รู้สึกแย่ไม่ต่างกัน เราอาจรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งที่เห็นภาพคนรอการช่วยเหลือ กังวลใจทุกนาทีที่ติดต่อคนในครอบครัวไม่ได้ วิกกี้ชี้ว่าความท่วมท้นจากการรับรู้ข่าวนี้ซ้ำๆ แม้เราจะไม่ได้ประสบเอง แต่ก็ส่งผลต่อจิตใจไม่ต่างจากผู้ประสบภัยเลย
“เมื่อเรารับข่าวสาร เราอาจจะคาดหวังว่าเขาต้องช่วยคนนี้ได้สิ เราเห็นเขาอยู่ตรงนี้ มันก็ยิ่งมีอารมณ์ร่วม คนที่ติดตามข่าว อาจมีความท่วมท้นทางอารมณ์เกิดขึ้นได้ อาจถึงขั้นเป็น Secondary Trauma หรือ ได้รับประสบการณ์ทางอ้อม หรือการที่เราแทบจะเจ็บปวดไปกับเขา รู้สึกเหมือนเราอยู่ในสถานการณ์เหล่านั้นด้วย”
“ความเจ็บปวดของแต่ละคนอาจไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเชื่อมโยงกัน เช่น ถ้าเป็นคนใต้ด้วยกัน ก็อาจจะรู้สึกเจ็บปวดได้มาก บางคนเห็นเด็ก เราคิดถึงลูกของเรา หรือหากมีครอบครัวอยู่ที่นั่น ตัวเขาเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ก็จะยิ่งวุ่นวายใจ มีความโกรธแค้น ถ้าช่วยไม่ได้ก็จะยิ่งตั้งถาม ยิ่งหงุดหงิด รวมถึงรู้สึกเป็นห่วงใย
“ในสถานการณ์นี้สิ่งแรกที่เกิดขึ้นเลยคือความไม่รู้หรือพยากรณ์ไม่ได้ ในทางจิตวิทยา ความไม่รู้ก่อให้เกิดความเครียดสูงมาก ยิ่งถ้าเขาติดต่อครอบครัวไม่ได้ ไม่รู้ยังมีชีวิตดีอยู่หรือเปล่า มีข้าวกินไหม ความรู้สึกสูญเสีย สิ้นหวัง มันจะใกล้ตัวมากขึ้น” วิกกี้เล่า

อารมณ์โกรธปะทุเมื่อชีวิตไม่ปลอดภัย
นอกจากความสิ้นหวังและความสะเทือนใจจากการรับรู้ข่าวแล้ว การช่วยเหลือที่ล่าช้าจากภาครัฐก็สร้างอารมณ์โกรธแค้นให้กับผู้คนไม่น้อย วิกกี้ชี้ว่าอารมณ์นี้ไม่ได้เกิดจากความไม่พอใจอย่างเดียว แต่ยังเป็นเพราะทำลายความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ด้วย
“ความรู้สึกโกรธ จากการบริหารจัดการที่ไม่ดีมันเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล องค์กรส่วนท้องถิ่น หรือแม้กระทั่งตัวกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ศูนย์อพยพ พออยู่ในสถานการณ์วิกฤติ สิ่งหนึ่งที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์มากๆ เลย คือความปลอดภัย เมื่อชีวิตไม่ปลอดภัย มันก็ก่อให้เกิดความเครียด ความโกรธ หรือความไม่พอใจ มันไม่ได้โยงไปถึงแค่สภาพจิตใจเท่านั้น แต่มันเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์ด้วย”
“แต่ละคนมีวิธีการจัดการในสถานการณ์เลวร้ายหลายแบบ บางคนอาจจะโกรธ โมโห ขณะที่บางคนก็เศร้า สิ้นหวังอยู่กับตัวเอง มันเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติเมื่อคนรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือรู้สึกไม่ยุติธรรม เรามองว่ามันไม่ใช่ความเห็นแก่ตัวของคนนะ เพราะทุกคนต้องการเอาชีวิตรอด บางครั้งอารมณ์ที่ท่วมท้น ก็อาจจะส่งผลต่อความคิดหรือการควบคุมตัวเอง”
“เราอาจจะต้องกลับไปมองว่าเขาเจออะไรมาบ้าง ก่อนหน้านี้ความทุกข์ของเขาอาจจะไม่มีใครรับฟัง หรือเก็บความรู้สึกไว้คนเดียวมาตลอดเวลาก็ได้ การระเบิดทางอารมณ์แบบต่างๆ เลยเกิดขึ้น ดังนั้นการให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือว่าเจ้าหน้าที่อาสา มีความเข้าใจเรื่อง Psychological First Aid ตั้งแต่ต้น จะช่วยเซฟเจ้าหน้าที่มากๆ เพราะเขาจะได้เข้าใจจิตใจคน เพื่อไม่ให้กระทบกับตัวเขาเอง”

เข้าใจสัญญาณความเครียด และวิธีเยียวยาใจในช่วงเวลาวิกฤติ
ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน เรายิ่งต้องการรับข้อมูลให้มากขึ้นเพื่อยืนยันสวัสดิภาพของคนที่เรารัก แต่ยิ่งเราจมอยู่กับข้อมูลข่าวสารมากเท่าไหร่ ความรู้สึกต่างๆ ก็ยิ่งท้วมท้น จนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อตัวเอง?
วิกกี้ชี้ถึงสัญญาณความเครียดที่เราสามารถสังเกตได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย เช่น รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็ว รู้สึกหายใจสั้นลง อาการปวดศีรษะ ตาลาย บางทีรู้สึกหวิวๆ รวมถึงอาการนอนไม่หลับหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก ส่วนด้านอารมณ์ เราอาจรู้สึกสึกโกรธ หงุดหงิด เศร้า หรือวิตกกังวลบ่อยขึ้น นอกจากนี้ยังสังเกตได้จากพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยทำงานอย่างกระฉับกระเฉง ตอนนี้ก็อาจจะอยู่แค่หน้าจอทีวี ติดตามข่าวสาร ไม่กิน ไม่นอน หรือในตรงกันข้ามบางคนอาจจะเก็บตัวมากขึ้น
นอกจากความเครียดแล้ว สิ่งที่กระทบใจกับคนที่ติดตามข่าวในช่วงวิกฤตอีกอย่างคือ คือความรู้สึกผิด จนไม่กล้ามีความสุข วิกกี้อธิบายว่าที่จริงแล้วแต่ละคนต่างก็มีวิธีรับมือปัญหาแตกต่างกัน การที่เราดูแลตัวเองอย่างดีไม่ได้หมายความว่าเรากำลังทอดทิ้งคนที่เดือดร้อน หรือละเลยปัญหาที่เกิดขึ้น
“เหมือนเวลาเกิดเหตุฉุกเฉินบนเครื่องบิน เราต้องสวมหน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนใส่ให้คนอื่น ดังนั้นในระหว่างที่ติดตามข่าวสาร อย่าลืมว่าการกินหรือการนอนของเราก็สำคัญไม่แพ้กัน บางคนรู้สึกผิดว่าฉันต้องเสียใจอย่างเดียว ฉันมีความสุขไม่ได้ แต่การที่เรามีความสุขไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เข้าใจคนที่น้ำท่วมนะ มันไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นด้านเดียว เรามีมิติอื่นๆ คู่กันไปได้”
หากเรารู้สึกท่วมท้นจนรับมือไม่ไหว วิกกี้ได้แนะนำวิธีดูแลใจของเราในช่วงวิกฤตินี้ คือ
จัดการอารมณ์ ด้วยการพูด: การรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพื่อให้เราสามารถรับมือได้อย่างถูกต้อง เราอาจลองใช้ถ้อยคำง่ายๆ เพื่ออธิบายความรู้สึกตัวเอง คือ ‘ฉันรู้สึก…’ เช่น ‘ฉันกำลังโกรธเพราะว่าญาติๆ ฉันติดอยู่ข้างใน’ ‘ฉันรู้สึกสิ้นหวังกับการบริหารงาน’ ถ้าเป็นไปได้ให้ลองพูดออกมา เพื่อเราโฟกัสความรู้สึกให้ชัดเจน และหาทางจัดการได้ดีขึ้น
ฉันทำอะไรได้บ้าง: หลังจากเรารู้แล้วว่าเรารู้สึกอะไร หลังจากนั้นเราก็จะหันมาดูว่าในสถานการณ์เหล่านี้เราทำอะไรได้บ้าง เช่น บางคนอาจเลือกวิธีบริจาค บางคนเลือกเข้าไปในแอปพลิเคชั่นเพื่อช่วยปักหมุดให้เจ้าหน้าที่ตามหา หรือถ้าเรารู้สึกว่ามันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เราอาจจะเริ่มเขียนคำร้อง ยื่นฟ้องร้องต่อองค์กรตามช่องทางที่มี หรือรวมกลุ่มกันเรียกร้อง วิกกี้ย้ำว่าสิ่งที่ทำได้อาจไม่จำเป็นต้องใหญ่ แค่ส่วนเล็กๆ ที่ตัวเองทำได้ก็เพียงพอแล้ว
กลับมาอยู่กับตัวเอง : หากลองลงมือทำแล้วความตึงเครียดทางอารมณ์ยังคงอยู่ เราอาจลองใช้เทคนิค Grounding หรือทักษะรู้เนื้อรู้ตัว สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น เปลี่ยนอิริยาบทจากหน้าทีวี ไปเดินเล่น ออกไปเดินที่สนาม ลองไปถามเพื่อนบ้านว่าเป็นยังไงบ้าง หรือถ้าไม่มีพื้นที่ก็แค่ฝึกลมหายใจเข้าออก พยายามบอกตัวเองว่าให้สงบลงก่อน ถ้าใครที่มีปากกา ก็อาจจะใช้วิธีวาดรูป หรือส่งผ่านความรู้สึกเหล่านี้ออกมาแทนที่จะเก็บไว้กับตัว
ลดและเลือกดูข่าว: สื่อหรือการรับรู้ซ้ำๆ มีส่วนอย่างมากที่ทำให้เราอารมณ์ท่วมท้น โดยเฉพาะภาพความทุกข์ทรมาน ความสูญเสีย ความอดอยาก หรือการร้องไห้ รู้ตัวอีกทีเราอาจรู้สึกเหมือนว่าตัวเองหายใจไม่ออก ดังนั้นวิธีที่เราทำได้คือการจำกัดเวลาดูข่าวสารหรือโซเชียลมีเดียน้อยลง นอกจากนี้ท่ามกลางข่าวมากมาย เรายังต้องเลือกดูจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือด้วย เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของภาพจาก AI ที่สร้างขึ้นมาเพื่อกระตุ้นอารมณ์เรามากเป็นพิเศษ

ฟื้นฟูใจหลังการสูญเสีย
วิกกี้อธิบายว่าสภาพจิตใจที่มั่นคงไม่ได้สร้างขึ้นจากตัวเราคนเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องสร้างไปพร้อมๆ กับความต้องการพื้นฐาน (basic needs) อย่าง อาหาร ยารักษาโรค เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และความปลอดภัยด้วย ทั้ง 2 สิ่งนี้เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก เฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ประสบภัยที่เพิ่งสูญเสียความไว้วางใจต่อโลก การฟื้นฟูจิตใจให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้
“สำหรับผู้ประสบภัย อาจจะมีหลายอารมณ์ ทั้งความโกรธแค้นหรือสิ้นหวัง โดยเฉพาะถ้าเขากลับไปเจอบ้านเขา หรือได้รับข่าวสารของการสูญเสีย ไม่ว่าจะเกิดจากการสูญเสียพี่น้อง ทรัพย์สิน ความไว้วางใจต่อระบบ ทำให้รู้สึกว่าโลกนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับฉันอีกต่อไปแล้ว
“อารมณ์พวกนี้พอมันเกิดขึ้น เราอาจจะต้องเข้าใจธรรมชาติว่าการฟื้นคืนของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน บางคนมีแรงสนับสนุนเยอะก็อาจจะฟื้นขึ้นเร็ว แต่ในขณะเดียวกัน บางคนสูญเสียสิ่งที่สำคัญมากๆ ก็อาจจะยากที่จะยอมรับมัน เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มองเป็นมาตรฐานเดียวกันว่า ทุกคนจะผ่านพ้นไปได้เหมือนกัน”
“สิ่งที่สำคัญมากๆ นอกจากข้าวของเครื่องใช้แล้ว สิ่งที่เยียวยาเขาได้ในภาวะหลังวิกฤต คือพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้พวกเขาบอกเล่าความสูญเสียและเยียวยาจิตใจหลังวิกฤต ด้วยการสร้างความเป็นชุมชนกลับคืนมาอีกครั้ง ให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และจะเกิดขึ้นได้เร็ว ถ้ามีสนับสนุนที่เหมาะสม” วิกกี้ทิ้งท้าย
แม้แต่ละคนจะรับมือกับความสูญเสียไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่าใครต่างต้องการความปลอดภัยในชีวิต ดังนั้นการดูแลให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัยทั้งกายและใจ จึงเป็นก้าวแรกของการเยียวยา เพื่อช่วยให้ผู้คนกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง