เพื่อนคนหนึ่งวาดรูประบายสีเก่งตั้งแต่เด็ก อารมณ์สุนทรีย์ โตมาเฉิดฉายความคิดสร้างสรรค์ไว้มากมายและได้เป็นครีเอทีฟบริษัทดัง เราก็นึกในใจว่า “เนี่ยแหละ ตัวอย่างคนถนัดสมองซีกขวา” ส่วนเพื่อนอีกคนมีเหตุมีผลมาก อ่านเยอะเขียนเก่ง ตอนนี้เป็นทนาย แถมโหดคณิตด้วย เราเลยคิดว่า “คนถนัดสมองซีกซ้ายเป็นอย่างนี้เลย”
ความเชื่อเรื่องสมองสองขั้วที่กำหนดสองเผ่าพันธุ์ทางความคิดนี้ฝังรากลึกไปมากแล้ว แถมยังปรากฏในเหล่าแบบทดสอบบุคลิกภาพ สัมมนาองค์กร หนังสือพัฒนาตนเอง แต่ความจริงมันไม่ถูกต้องเลยแม้แต่น้อย

ย้อนกลับไปสู่ต้นกำเนิดตำนานความเชื่อ
ในช่วงทศวรรษ 1960 ศัลยแพทย์ระบบประสาท โจเซฟ โบเกน (Joseph Bogen) และนักชีววิทยาจิตวิทยา โรเจอร์ สเปอร์รี (Roger Sperry) ได้ร่วมกันทดลองกับผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่เข้ารับการผ่าตัดตัดสายใยประสาทเชื่อมระหว่างซีกสมองทั้งสอง (Corpus Callosotomy) การผ่าตัดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อบรรเทาอาการชักในผู้ป่วยโรคลมชักที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่นแล้ว ผู้ป่วยเหล่านี้ถูกเรียกว่า ‘split-brain patients’ หรือ ‘ผู้ป่วยสมองแยก’ ซึ่งการศึกษาพวกเขานำมาซึ่งการค้นพบที่แสนน่าทึ่ง
การทดลองของสเปอร์รีพบว่า เมื่อสมองสองซีกถูกตัดการเชื่อมโยงจากกัน แต่ละซีกดูเหมือนจะมีความสามารถเฉพาะของตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น สมองซีกซ้ายซึ่งควบคุมร่างกายด้านขวาและรับข้อมูลจากดวงตาขวา กลับแสดงความสามารถด้านภาษาและการคิดวิเคราะห์มากกว่า ส่วนสมองซีกขวาซึ่งควบคุมร่างกายด้านซ้ายและรับข้อมูลจากดวงตาซ้าย ก็ดูจะเก่งเรื่องการรับรู้เชิงพื้นที่ (Spatial Awareness) และการจดจำรูปแบบ (Pattern Recognition)
หายนะเกิดขึ้นเมื่อเหล่านักข่าวและนักเขียนหนังสือพัฒนาตนเอง ต่างหยิบเอาผลการวิจัยแสนละเอียดอ่อนจากผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆ นี้ไปตีฟูเป็นทฤษฎีครอบจักรวาลเกี่ยวกับบุคลิกภาพมนุษย์ที่กำหนดด้วยสมองซีกใดซีกหนึ่ง ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตคอนเทนต์จิตวิทยาก็คว้าโอกาสนี้ทันที โดยหนังสืออย่าง Drawing on the Right Side of the Brain ก็ขายได้หลายล้านเล่ม แถมในองค์กรต่างๆ ก็เริ่มแบ่งพนักงานเป็นประเภทสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาเพื่อให้เก๋ ดูอัปเดต ดูใส่ใจ ปรัชญาการศึกษาทั้งระบบถูกสร้างขึ้นบนรากฐานนี้ แถมแนวคิดนี้ยังสอดรับกับความขัดแย้งทางวัฒนธรรมระหว่างสายวิทยาศาสตร์กับสายศิลปะ ตรรกะกับความรู้สึก เหตุผลกับอารมณ์
ในสมองที่สุขภาพดี สายใยประสาทประมาณ 250 ล้านเส้นที่เชื่อมระหว่างซีกสมองนั้นทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างสองซีกอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งสองซีกล้วนทำงานและสื่อสารกันแบบเรียลไทม์ พัวพันกันอย่างแน่นหนาและซับซ้อน ฉะนั้น การนำผลการศึกษาจากผู้ป่วยสมองแยกมาใช้กับประชากรทั่วไปก็ไม่ต่างอะไรกับการศึกษาวิธีเดินของผู้ที่ถูกตัดขาข้างหนึ่ง แล้วสรุปว่ามนุษย์โดยปกติเดินกระโดดขาเดียว ถ้าตัดข้างซ้ายจะมีนิสัยอย่างนี้ ถ้าตัดขวาจะเป็นอย่างนั้น

“ภาษาเป็นหน้าที่ของสมองซีกซ้าย” แม้เกือบจะถูก แต่ก็ผิด เพราะเป็นการพูดแบบเรียบง่ายเกินไปมากๆ เป็นความจริงว่าสมองส่วนโบรคา (Broca’s area) และส่วนเวอร์นิคเก (Wernicke’s area) ที่อยู่ในสมองซีกซ้ายสำหรับคนถนัดขวาส่วนใหญ่ โดยจะเกี่ยวข้องกับการเข้าใจภาษาเพื่อตีความหมายตรงตัว แต่การประมวลผลภาษาระดับสูงที่ทำให้เราสามารถสร้างบทสนทนาอันล้ำลึกได้นั้นต้องใช้พื้นที่ในสมองมากมาย กระจายอยู่ทั่วทั้งสองซีก
อันปรากฏว่าสมองซีกขวานั้นจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเข้าใจบริบทกว้างของภาษา ไม่ว่าจะเป็นการตีความอุปมาอุปไมย การจับน้ำเสียงประชด การเข้าใจอารมณ์ในน้ำเสียงพูด การเข้าใจโครงเรื่องของนิยาย และการเข้าใจอารมณ์ขัน (Humor) ซึ่งสำคัญมากๆ ส่วนแนวคิดที่ว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นหน้าที่ของสมองซีกขวา งานวิจัยมากมายที่มีการสแกนภาพสมองแสดงให้เห็นว่าการคิดเชิงสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะด้านดนตรี ศิลปะ การให้กำเนิดไอเดีย และความลุ่มลึกทางอารมณ์ ล้วนกระตุ้นเครือข่ายประสาทที่ในทั้งสองซีกเท่าเทียมกัน
มีงานวิจัยทดลองสังเกตกิจกรรมของสมองทั้งสองซีก ระหว่างการใช้งานแบบ ‘โหมดพัก’ (Default Mode Network) ในช่วงปล่อยใจสบาย ๆ ไปกับธรรมชาติ จินตนาการตามสิ่งกระตุ้นเรียบง่าย หรือ ‘โหมดบริหาร’ (Executive Control Network) ที่ใช้ในช่วงต้องตั้งใจคิดเป็นอย่างเป็นกระบวนการ ตัดสิน โดยพลวัตระหว่างสองโหมดนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในหลากหลายเครือข่ายประสาทสมองในสมองทั้งหมด ไม่ใช่ของซีกใดซีกหนึ่ง
งานวิจัยเกี่ยวกับ ‘default mode network’ หรือเครือข่ายโหมดพัก ซึ่งเป็นกลุ่มบริเวณสมองที่ทำงานขณะเพ้อฝัน จินตนาการ และคิดโดยธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่ามันครอบคลุมทั้งสองซีก เช่นเดียวกับ ‘executive control network’ หรือเครือข่ายควบคุมการบริหาร ที่จัดการการคิดอย่างมีสมาธิและตั้งใจ ความเข้าใจแวบขึ้นมาอย่างสร้างสรรค์ดูเหมือนจะเกิดจากปฏิสัมพันธ์แบบพลวัตระหว่างเครือข่ายเหล่านี้
เป็นปรากฏการณ์ของสมองทั้งหมด
ไม่ใช่ของสมองซีกขวาเพียงซีกเดียว
แล้วทำไมคนยังเชื่อเรื่องนี้อยู่?
ความเชื่อนี้ยังมีที่ยืนอยู่ได้เพราะมันตอบสนองสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ที่ชอบจัดระเบียบโลกอันแสนซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายแบบทวิลักษณ์ (Binary) การระบุว่าใครคนหนึ่งเป็น ‘ชาวซีกซ้าย’ หรือ ‘ชาวซีกขวา’ ช่วยให้เราจัดหมวดหมู่บุคลิกภาพที่เข้าใจยากให้กลายเป็นป้ายแปะหน้าผากที่ดูชัดเจน อีกทั้งยังมีเรื่องของ ‘อคติยืนยันตัวเอง’ (Confirmation Bias) ที่ทำให้เราเลือกจดจำเฉพาะเหตุการณ์ที่สนับสนุนยืนยันความเชื่อนั้นเพื่อรักษาอีโก้ เช่น เมื่อเพื่อนศิลปินสุดติสท์ขับรถหลงทางทั้งๆ ที่เปิดแมพ เราจะรีบสรุปว่าเป็นเพราะเขาถนัดสมองซีกขวาจนขาดทักษะด้านการรับรู้ทิศทาง ทั้งที่ในความเป็นจริงคนทุกประเภทก็หลงทางได้จากหลายปัจจัย นอกจากนี้ แรงขับเคลื่อนทางการค้าจากอุตสาหกรรมหนังสือพัฒนาตนเองและหลักสูตรสัมมนาองค์กร ไลฟ์โค้ช ยังช่วยให้ความเชื่อนี้ขายได้ ขายง่าย มีแบบทดสอบสีสัน และสร้างความรู้สึกว่าเรา ‘รู้จักตัวเอง’ ได้ในเวลาไม่กี่นาที
ผลเสียที่น่ากังวลที่สุดของมายาคตินี้คือการสร้าง ‘กรงขังทางปัญญา’ ให้กับศักยภาพของมนุษย์ ในโลกการศึกษา เมื่อเด็กคนหนึ่งถูกประทับตราว่าเป็นสายศิลป์หรือสายวิทย์ตามความถนัดของซีกสมอง พวกเขาอาจสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองจากทักษะด้านตรงข้ามไปโดยปริยาย
เด็กที่คิดว่าตัวเองเป็นคนซีกซ้ายอาจเลิกพยายามทำความเข้าใจกิจกรรมเสริมสุนทรียภาพ ขณะที่คนทำงานสร้างสรรค์อาจปฏิเสธการคิดเชิงตรรกะหรือคณิตศาสตร์ เพราะเชื่อว่าไม่ใช่ธรรมชาติของตัวเอง ส่วนในระดับองค์กร การแบ่งพนักงานลงกล่องตามซีกสมองไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการทำงานแบบไซโล (Silo) ที่ขาดการประสานงานกัน แต่ยังขัดขวางการสร้างนวัตกรรมที่ต้องอาศัยจุดตัดระหว่างศิลปะและวิทยาศาสตร์ การยึดติดกับสมองสองซีกจึงเป็นการจำกัดทางเลือกและบั่นทอนความพยายามในการพัฒนาทักษะแบบองค์รวม (Fixed Mindset) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกยุคใหม่
ท้ายที่สุดแล้ว สมองของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือนวงออเคสตราขนาดมหึมาที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นอาจมีเสียงเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทว่าบทเพลงอันสมบูรณ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกส่วนประสานเสียงและรับส่งจังหวะกันอย่างไร้รอยต่อ
การเลิกแบ่งแยกซีกซ้ายหรือซีกขวาไม่ได้ทำให้เราสูญเสียตัวตน (อันตื้นเขิน) แต่มันช่วยให้เราตระหนักถึงพลังที่แท้จริงว่า เราทุกคนมีเครื่องมือที่ครบครันอยู่ในกะโหลก เป็นได้ทั้งนักคิดที่เฉียบคมและศิลปินที่ลุ่มลึกในร่างเดียวกัน เพียงแค่ปล่อยให้เส้นประสาทนับร้อยล้านเส้นได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงทุกความเป็นไปได้เข้าด้วยกันอย่างอิสระดุจเวทย์มนตร์ที่ต้องพิสูจน์โดยความพยามที่จะเรียนรู้ของมนุษย์เอง