วันนี้ (9 มีนาคม 2569) ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ ศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กล่าวปาฐกถา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 20 หัวข้อ “ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้: ปมปริศนาบนเส้นทางแสวงหาของสังคมไทย”
โดยใจความของปาฐกถาครั้งนี้เกี่ยวกับการสำรวจความยอกย้อนของ “ประชาธิปไตย” ในสังคมไทย ผ่านการเดินทางแสวงหา “ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” จากการอภิวัฒน์สยาม 2475 จนถึงปัจจุบัน
ทำไมถึงคิดเรื่องนี้?
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. บอกว่า เมื่อได้รับโจทย์ให้มาพูดในงานปาฐกถา เขานึกถึงคำพูดของคน 4 คน เริ่มจาก “คนเราจะมีสิบปีในชีวิตสักกี่ครั้งกัน?” โดย สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย “สิบปี” นั้น หมายถึงช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญการต่อสู้หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม
บทสนทนาข้างต้นเกิดขึ้นในปี 2535 ซึ่งเกษียรและสุวินัยได้ผ่านช่วงเวลา 10 ปีที่ว่ามาแล้วถึงสองครั้ง คือ เหตุการณ์ช่วงเดือนตุลา 2516-2519 และเหตุการณ์ในเดือนพฤษภา 2535 แม้คิดว่าคงไม่เกิดเหตุอะไรแล้ว แต่ในปี 2540 กลับเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง การปฏิรูปทางการเมืองหลังยุค ทักษิณ ชินวัตร จนถึงการรัฐประหารโดย คสช. และม็อบเยาวชนในปี 2563 เมื่อรวมแล้วเกษียรผ่านช่วงเวลา 10 ปีนั้นถึง 5 ครั้ง
ถัดมาคือถ้อยคำของ George Santayana นักปรัชญาชาวอเมริกันเชื้อสายสเปน กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่จดจำอดีต ย่อมถูกลงโทษให้ทำซ้ำในสิ่งเดิม” ซึ่งจากการเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ สอนนักศึกษามาแล้วหลายรุ่น พบว่า นักศึกษารุ่นใหม่หลายคนไม่รู้จัก และไม่เข้าใจประวัติศาสตร์การเมืองที่เคยเกิดขึ้นในอดีต
สิ่งนี้ทำให้เขานึกถึงคำพูดของ Raymond Williams นักวัฒนธรรมศึกษาแนวสังคมนิยมชาวเวลส์เรื่อง ‘ทรัพยากรทางวัฒนธรรมเพื่อการต่อต้าน (Cultural Resources of Resistance)’ ซึ่งเห็นว่าการต่อสู้ของประชาชนในสังคมไทย มักเสียเปรียบจากการด้อยอำนาจรัฐหรือทุน เมื่อเทียบกับอุปสรรคที่ต้องเผชิญ
สิ่งที่พวกเขาพอมี คือ ‘วัฒนธรรมจากอดีต’ หรือ ‘วัฒนธรรมในการต่อสู่เพื่อการเปลี่ยนแปลง’ จึงคิดว่าควรหาโอกาสในการประมวลภาพรวมของการแสวงหาทางประชาธิปไตย เพื่อเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมของการต่อต้านสำหรับผู้ที่ขาดอำนาจรัฐและทุน
เขาได้อ้างอิงถึงคำพูดของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ว่า “วัฒนธรรมจะกลายเป็นอาวุธเพื่อปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจและสิทธิได้ ต้องเข้าใจบริบทและประวัติศาสตร์ของมัน” คือ บริบททางประวัติศาสตร์จะช่วยสร้างเรื่องเล่าที่ทรงพลัง (Narrative of Empowerment) และเป็นประโยชน์สำหรับการต่อสู้ เพื่อต้านทางเรื่องเล่ากระแสหลัก และเกิดการถกเถียงเพื่อให้เห็นคุณค่าของตัวเองว่าเป็นผู้ถูกกระทำทางการเมืองหรือในประวัติศาสตร์หรือไม่
คิดเรื่องนี้อย่างไร?
เกษียรมองว่าสังคมไทยมองเรื่อง ‘ประชาธิปไตย’ คล้ายกับที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ นิยามคำว่า ‘พุทธไทย’ คือ เมื่อมีการคิดค้นสัจจธรรมหนึ่งขึ้นมาและเผยแพร่ตั้งแต่เมื่อ 2500 ปีที่แล้ว สิ่งที่ชาวพุทธรุ่นหลังทำคือการค้นคว้า ศึกษา เพื่อกล่าวซ้ำในสัจจธรรมที่สมบูรณ์แบบและถูกค้นพบไปแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ไปมากกว่านี้

ภาพ แนวคิดปรัชญารู้แจ้งสมัยใหม่ของตะวันตก
ซึ่งต่างกับปรัชญาวิธีคิดแบบรู้แจ้งของตะวันตกที่มีการประมวลความคิดรูปแบบต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยมองโลกในแง่ดีว่ามนุษย์จะก้าวหน้าด้วยเหตุผล สามารถฝันถึงโลกที่ดีกว่านี้ได้ โดยก้าวข้ามรัฐและศาสนจักรที่ส่งเสริมความเขลา อคติ และความไม่อดกลั้น
อีกหนึ่งตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่องพริกแกง (2559) ซึ่งพูดถึงความดีงามของอาหารไทยว่า อร่อย เป็นที่หนึ่งของโลก ไม่ควรมีใครมาเปลี่ยนแปลงรสชาติหรือวิวัฒนาการอาหารเหล่านี้เป็นอย่างอื่นแล้ว ต่างกับสารคดี Jiro Dreams of Sushi (2554) ซึ่งเป็นเชฟซูชิมือหนึ่งของญี่ปุ่นที่กล่าวว่า จะไม่พยายามทำตัวให้ดูวิเศษหรือภูมิสูงกว่าคนอื่น เทคนิคที่ใช้ก็ไม่ได้เป็นความลับพิเศษ แต่การตั้งใจทำซ้ำๆ ทุกวัน เพื่อหาทางพัฒนาซูชิให้ดีที่สุด
เหล่านี้สะท้อนวิธีคิดแบบพุทธไทยที่ต้องการแช่แข็งสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้คงอยู่ตลอดไป โดยมองว่าสิ่งนั้นดีงามและสมบูรณ์แล้ว แต่ในทัศนะของเกษียรอยากให้สังคมไทยเรียนรู้โดยยึดหลักปรัชญาแบบรู้แจ้งมากกว่า
เกษียรกล่าวว่า กรอบการสอนวิชาประวัติศาสตร์การเมืองไทยของเขาเป็นไปตามช่วงการย้ายขั้วอำนาจที่สำคัญ ได้แก่ การปฏิวัติ 2475 จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ข้าราชการ, เหตุการ 14 ตุลา 2516 และพฤษภา 2535 จากข้าราชการสู่กระฎุมพีชาวเมือง และ 2548 ถึงปัจจุบัน ที่รัฐบาลทักษิณขยับอำนาจจากกระฎุมพีชาวเมืองสู่คนชั้นกลางล่างได้
แน่นอนว่าตอนนี้เริ่มเกิดการขยับย้ายขั้วอำนาจครั้งที่ 4 แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าจะนำไปสู่อะไร คล้ายกับที่ อ.ธงชัย วินิจจะกูล เคยเสนอไว้ว่าจุดเปลี่ยนของอำนาจที่สำคัญเกิดขึ้นในรูปแบบซีรีส์ในเน็ตฟลิก ที่มีหลายเรื่อง หลายตอน แต่ละเรื่องถูกปล่อยออกมาในเวลาใกล้ๆ กัน คือ “เรื่องเก่ายังไม่ทันจบ ก็มีการแย่งชิงอำนาจของคู่ซีรีส์ใหม่เกิดขึ้นทับซ้อนกัน”

ภาพ กลอนไทยไหนไทยแท้จริง?
นอกจากหลักคิดแบบพุทธไทยแล้ว สังคมไทยยังยึดติดกับความเป็นหนึ่งเดียว และแยกตัวเองออกจากนานาชาติ ยกตัวอย่างคำพูดของ ระพี สาคริก ที่ว่าคนที่นิยมต่างประเทศ อยากเป็นแบบต่างประเทศ จะทำลายรากฐานวัฒนธรรมไทย ในบริบทว่า การก่อรัฐประหารโดยทหารเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอันดีงาม ระบบของต่างประเทศจะเป็นอะไรก็แล้วแต่
ในตอนนั้นเกษียรเห็นแย้งกับข้อความดังกล่าว ถึงแต่งกลอนโต้ตอบ “ไทยไหนไทยแท้จริง?” เพื่อสะท้อนว่าแต่ละช่วงในประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีช่วงไหนที่ไทยเป็นหนึ่งเดียว และไม่จริงที่ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองไทยเป็นหนึ่งเดียว เพราะประวัติศาสตร์ทำให้เห็นว่าที่ผ่านมามีความแตกต่างและความขัดแย้งเกิดขึ้นอยู่เสมอ
ดังนั้น สำหรับเกษียรประชาธิปไตยจึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่หยุดนิ่ง มีความหลากหลาย และไม่เป็นก้อนเดียวกัน
“ประชาธิปไตยประเสริฐสุดที่เป็นไปได้” มาจากไหน?
ประชาธิปไตยที่ประเสิรฐสุดที่เป็นไปได้ คือ การสังเคราะห์จากประสบการณ์เดินทางแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของสังคมไทย ผ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลัง 2475-ปัจจุบัน ซึ่งเป็นการแสวงหาที่ไม่มีสัจจธรรมหรือคำตอบสำเร็จรูปที่พบแล้วหยุดนิ่งตายตัว
เขาได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือประกอบการสอนเรื่อง การิทัตผจญภัย นิยายปรัชญาการเมือง ที่ตัวเอกต้องเดินทางไปสำรวจเพื่อแสวงหาคำตอบว่า “โลกที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” หากเจอโลกที่คนคิดว่าคำถามนี้ไม่เป็นที่พึงถามอีกต่อไปแล้ว ก็ย่อมมิอาจปรับปรุงโลกให้ดีขึ้นได้กว่านี้อีก เกษียรจึงลองเปลี่ยนจากคำว่า “โลก” เป็น “ประชาธิปไตย”
เกษียรยกตัวอย่างหลุมพรางกับดักที่จะทำให้คำถามว่า “ประชาธิปไตยที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” ไม่เป็นที่พึงถามอีกต่อไป ดังนี้
- “อยู่ที่นี่แล้วไง” คือ เห็นว่าที่เป็นอยู่นี้ทุกอย่างดี สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนให้ดีมากกว่านี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงนั่นหมายถึง ‘ความเสื่อม’ จึงไม่ควรเปลี่ยน
- “ที่เป็นอยู่นี้เหมาะกับเขาแล้ว” คือ เขารู้ตัวว่าประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ได้ประเสริฐที่สุด แต่เหมาะกับความเป็นไทยแล้ว ที่อื่นจะดีหรือแย่กว่านี้ก็ไม่เป็นไร เพียงแค่อนุรักษ์สิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ที่เหมาะกับฉันก็เพียงพอแล้ว
- “ไม่มีจริงหรอก จะหาไปทำหอกอะไร” ซึ่งเป็นแนวคิดแบบ ‘มองโลกในแง่ร้าย’ หากมีการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆ อย่างอาจจะแย่ลงกว่านี้ก็ได้
แรงบันดาลใจที่สองของคำถามนี้มาจากแนวคิด ‘อภิสัญญะ’ คือ ใช้สัญญะหลักใหญ่ของสัญญะย่อยทั้งหลายในปริมณฑลการให้ความหมายหนึ่งๆ โดยอภิสัญญะจะทำหน้าที่กำกับและจัดระเบียบสัญญะย่อยๆ เหล่านั้น
เกษียรมองว่า “ประชาธิปไตย” คืออภิสัญญะที่ถูกหยิบใช้จากหลายฝ่าย ยกตัวอย่างชื่อของ ‘กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (คนเสื้อเหลือง)’ และ ‘แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (คนเสื้อแดง)’ ที่ต่างมีคำว่าประชาธิปไตยในชื่อขบวนการทั้งสิ้น
สุดท้าย คือ การนิยามความหมายเชิงนิเสธหรือการนิยามความหมายของสิ่งนั้นโดยบอกว่ามันไม่ใช่อะไรบ้าง โดยแต่ละยุคสมัยได้มีการนิยาม “ประชาธิปไตย” ในแบบที่ต่างกัน ซึ่งส่งผลสะเทือนไปสู่คำอื่นๆ อย่างชาติ รัฐธรรมนูญ สถาบันกษัตริย์ กองทัพ ประชาชน คอมมิวนิสต์ ทุนนิยม สังคมนิยม นายทุน ชนชั้นกลาง กรรมกร ชาวนา รัฐราชการ ฯลฯ
การนิยามความหมายเชิงนิเสธ ทำให้เกิดการคลี่คลายขยายตัวของประชาธิปไตยไทย 5 ช่วงชั้น ดังนี้
- ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สาธารณรัฐ หรือสังคมนิยม (2475-2490)
- ประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการทหารหรือคอมมิวนิสต์ (2516-2535)
- ประชาธิปไตยไม่ใช่เลือกตั้งอธิปไตยและโลกานุวัตรสุดโต่ง (2536-2540)
- ประชาธิปไตยไม่ใช่ประชาธิปไตยไม่เสรี อำนาจนิยม หรืออำมาตยาธิปไตย (2549-2557)
- ประชาธิปไตยไม่ใช่สาธารณรัฐจำแลง หรือเหมือนสัมบูรณาญาสิทธิราชย์ (2558-ปัจจุบัน)
โดยวันนี้ เกษียรจะขออธิบายเพียงประเด็นที่ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สาธารณรัฐ หรือสังคมนิยม”
ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ สาธารณรัฐ หรือสังคมนิยม
เกษียรพาเราย้อนไปดูชั่วขณะที่คำว่า “ประชาธิปไตย” จุติในประเทศไทย ผ่านการบัญญัติของรัชกาลที่ 6 ในปี 2455 ว่า “ประชาธิปตัย (ริปับลิค)” หมายถึงการปกครองที่ไม่มีพระเจ้าแผ่นดิน มีแต่ผู้ซึ่งราษฎรเลือกขึ้นให้บังคับบัญชาบ้านเมือง
ซึ่งปรากฏอีกครั้งในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า “ขอเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งต่อไป แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร… (มิฉะนั้นแล้ว) ประเทศจะต้องมีการปกครองอย่างประชาธิปตัย (Republic) กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ในตำแหร่งตามกำหนดเวลา”
จากเอกสารทั้งสอง หมายความว่าในช่วงแรกคำว่า “ประชาธิปตัย” ถูกกำหนดให้มีความหมายเดียวกับ “Republic” หรือการปกครองแบบสาธารณรัฐก่อนจะถูกแทนด้วยคำว่า “Democracy” ผ่านเค้าโครงการเศรษฐกิจ (สมุดปกเหลือง) ของหลวงประดิษฐมนูญธรรม ซึ่งระบุว่า ตนมิได้ปรารถนาเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดินองค์เดียวเป็นหลายองค์ ซึ่งเป็นการปกครองแบบ ‘ประชาธิปไตย’ แต่เปลือกนอก มีความมุ่งมั่นต่อสาระสำคัญคือการบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎร
เกษียรมองว่า สิ่งนี้เกิดจากความรอมชอมระหว่างคณะราษฎรกับรัชกาลที่ 7 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่ทำให้พลังของคำศัพท์ลดลง จากการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน “Republic” กลายเป็นความเชื่องหรือหมดเขี้ยวเล็บพิษสง และกลายเป็น “Democracy” แบบไทยๆ
ถัดมา คือการให้ความหมายเชิงนิเสธว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่สังคมนิยม” หลังมีการออก ‘สมุดปกขาว’ มาโต้สมุดปกเหลืองของปรีดี ซึ่งทำให้โครงการปฏิรูปเศรษฐกิจเกษตรส่งออกบนฐานชาวนารายย่อยในระบบสหกรณ์แบบสังคมนิยมที่จัดการโดยรัฐราชการตกไป ด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์
“ประชาธิปไตยไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์” เกิดขึ้นในยุคสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์มากมาย เช่น อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย การกำหนดวันชาติเป็นวันที่ 24 มิถุนายนของทุกปี และจัดให้มีงานรื่นเริงเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ
เหล่านี้สะท้อนว่า จอมพล ป. พยายามผูกคำว่า “ชาติ” ไว้กับการปฏิวัติ ระบอบรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตย มากกว่าคำว่า ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ประชาธิปไตยประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้
หลังจากอธิบายแนวคิดพร้อมยกตัวอย่างประวัติศาสตร์เพื่อหาคำตอบของคำถามที่ว่า “ประชาธิปไตยที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อยู่ที่ไหน?” เกษียรได้ยกคำตอบของ ปกป้อง จันวิทย์ ประธานกรรมการบริหารของวันโอวัน เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษาในรายวิชาของเขาว่า
“โลกที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้ คือ โลกที่เปิดโอกาสให้คนแสวงหาโลกที่ประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้อย่างไม่สิ้นสุด”
กล่าวคือ เพื่อที่จะทำให้ผู้คนสามารถดำเนินชีวิตทางการเมืองและแสวงหาประชาธิปไตยที่ประเสิรฐที่สุดได้ ก็มีสิ่งหนึ่งที่ควรต้องมี ตั้งแต่สิทธิเสรีภาพทางการเมืองและภูมิปัญญาในการแสวงหาและสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประเสริฐที่สุดที่เป็นไปได้โดยสันติ สังคมต้องมีความเสมอภาคกัน โดยความเสมอภาคนี้ควรร่วมยกระดับสูงได้เรื่อยๆ ซึ่งแต่ละคนควรมีมาตรฐานการครองชีพขั้นต่ำที่ดีตามสมควร และต้องมีพหุนิยมทางวัฒนธรรม
นอกจากนั้น สังคมยังควรเปิดพื้นที่คู่ขนาน (Heterotopia) ในการปฏิบัติทดลองยูโทเปียประชาธิปไตยต่างๆ ซึ่งแม้ใครจะมองว่าโลกยูโทเปียเป็นเพียงเรื่องอุดมคติ ไม่มีอยู่จริง แต่อย่างน้อยก็เป็นพื้นที่ให้ประชาชนได้ทดลองฝันหรือมีความหวังต่อสังคม เพื่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขณะที่สังคมต้องเปิดให้พวกเขามีทางเลือกที่จะปลีกย้ายออกจากระบบได้ โดยไม่ขังประชาชนไว้ในคุกในนามของความเป็นไทย
“สังคมที่ไม่มียูโทเปียถือเป็นวิกฤตจินตนาการของสังคมที่ฝันไม่เป็น ดังนั้น เพื่อจะเปลี่ยนโลก เราต้องสามารถจินตนาการถึงเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงปัจจุบันอย่างถึงรากได้ ถ้าฝันไม่ได้ ก็อย่าเสียเวลาเปลี่ยน เพราะคุณก็จะได้แบบเก่า” เกษียร กล่าว
ทั้งนี้ การปฏิบัติทดลองยูโทเปียไม่ใช่เพื่อว่าต้องยึดอำนาจรัฐหรือยึดครองสังคมก่อนจึงทำได้ แต่ทุกคนสามารถทำคู่ขนานกับสังคมที่กำลังเป็นไปในปัจจุบันได้เลย แล้วสักวันการเปลี่ยนแปลงจะมาถึง ยกตัวอย่างเมื่อ 2500 ปีที่แล้วที่คนเลือกห่มผ้าสามผืนเดินตามหาสัจจธรรมของชีวิต, การเปิดพื้นที่เสรีภาพในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2516-2519, การรวมตัวกันของสมัชชาคนจน หรือคนที่ยังมีความหวังว่านักโทษมาตรา 112 จะได้รับการปล่อยตัว

สุดท้ายนี้เกษียรขอจบปาฐกถาด้วยวาทะของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ชวนแลไปข้างหน้าถึงประชาธิปไตยในวันสุกดิบก่อนการสังหารหมู่กับรัฐประการ 6 ตุลาคม 2519 คือ