คำขอโทษเป็นทางลงของปัญหาทั้งหลาย แต่บางคำขอโทษกลับทำให้คนฟังอารมณ์ขึ้นเสียนี่
หลายคนคงเคยประสบพบเจอสถานการณ์นี้กันมาบ้าง ไม่ว่าจะกลุ่มเพื่อน ที่ทำงาน ครอบครัว หรือแม้แต่ตัวเราเองก็อาจเคยเป็นคนนั้น พอขมวดจบถึงตอนท้ายของปัญหา รู้แล้วว่าจะต้องขอโทษ แต่ก็ต้องไม่เป็นฝ่ายผิดทั้งหมดเสมอไป แม้จะต้องขอโทษ แต่มีเงื่อนไขตามมามากมาย อาจลามไปถึงขอโทษเพื่อให้เรื่องจบ เพื่อความสบายใจ แต่ไม่ยอมรับความผิดเลยก็มี

Sorry Not Sorry
“ขอโทษถ้าทำให้ใครรู้สึกแย่”
“ขอโทษนะแต่เธอเองก็มีส่วนผิดเหมือนกัน”
หลายครั้งแม้จะมีคำขอโทษประกอบในนั้น แต่ใจความของมันไม่ชวนให้รู้สึกว่าผู้พูดรู้สึกผิดเลยสักนิด คำขอโทษแบบนี้เราเรียกว่า ‘Non-apology apology’ การแสดงออกในรูปแบบของคำขอโทษ แต่ไม่ได้แสดงความเสียใจต่อสิ่งที่ทำ หรือยังโยนความผิดกลับไปให้คนที่รับคำขอโทษแทน (เนื่องจากเป็นคนที่ทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากแบบนี้)
เราเคยพูดถึงคนที่คำขอโทษออกจากปากได้ยาก (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ thematter.co) แต่สิ่งนี้แตกต่างจากคนที่พูดขอโทษยากอยู่นิดหน่อย คนที่พูดขอโทษได้ยากมักมองว่า การเอ่ยขอโทษทำให้รู้สึกอายมากกว่ารู้สึกผิด พอขอโทษปุ๊บ เท่ากับว่าเรายอมรับว่าเราเป็นฝ่ายผิดทันที พอยอมรับว่าทำผิดแล้ว จะแปลว่ากลายเป็นคนไม่ดีไปโดยอัตโนมัติ
แต่คนที่ขอโทษแค่คำ การกระทำฉันไม่ผิด อาจเอ่ยคำขอโทษออกมาได้ง่ายแสนง่าย แต่ความหมายกลับไม่เสียใจในสิ่งที่ทำเลย เพราะคนที่พูด Non-Apology ออกมามักรู้สึกว่าตัวเองได้ขอโทษไปแล้วจริงๆ
ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดที่สุดตัวอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ล่าสุด เมื่อปี 2010 แท่นขุดเจาะน้ำมันของบริษัท BP ระเบิดในอ่าวเม็กซิโก คร่าชีวิตคน 11 คน และปล่อยน้ำมันออกมาหลายสิบล้านแกลลอน ซีอีโอในขณะนั้นออกมาขอโทษด้วยตัวเอง แต่ในแถลงการณ์เดียวกันนั้น เขาพูดถึงความเดือดร้อนที่เกิดกับชีวิตตนเอง และทิ้งท้ายว่า “ผมอยากได้ชีวิตผมคืน” ในขณะที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตกำลังฟังอยู่ กลายเป็นว่าพลิกสถานการณ์จากคนที่ต้องขอโทษ กลายเป็นเหยื่อของสังคมในเรื่องนี้แทน

เส้นบางๆ ระหว่าง รู้สึกผิดกับละอาย
หากมองเผินๆ แล้ว รู้สึกผิด (guilt) กับ ละอาย (shame) คล้ายคลึงกันในแง่ของอารมณ์ที่มีต่อเหตุการณ์หนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว 2 คำนี้มันทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิง
เบรเน่ บราวน์ (Brené Brown) นักวิจัยและนักเขียนชื่อดัง ศึกษาเรื่องความละอายมาหลายปี เธออธิบายไว้ว่า ความรู้สึกผิด คือความรู้สึกไม่สบายใจต่อสิ่งที่ทำ ส่วนความละอาย คือความรู้สึกว่าตัวเองมีข้อบกพร่อง และไม่คู่ควรกับการยอมรับ แม้ฟังดูต่างกันนิดเดียว แต่ผลลัพธ์ทางความรู้สึกค่อนข้างต่างกันอย่างชัดเจน
งานวิจัยของ จูน แทงก์นี่ (June Tangney) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด พบว่าคนที่รู้สึกผิดมีแนวโน้มจะขอโทษและพยายามแก้ไขสิ่งที่ทำลงไปมากกว่า เพราะความรู้สึกผิดนั้น นำทางไปยังการกระทำและพฤติกรรม เป็นสิ่งที่พอจะแก้ไข ปรับเปลี่ยนได้ ในขณะที่ความรู้สึกละอายนำทางไปยังตัวตนของผู้กระทำ อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่า หากยอมรับว่าตัวเองทำไม่ดีแปลว่าตัวตนของเขาต้องเป็นคนไม่ดีไปด้วย การยอมรับผิดจึงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อตัวตนและความภาคภูมิใจในตนเอง คำขอโทษที่ออกมาจึงแบ่งรับแบ่งสู้ไม่ให้ความผิดมาอยู่ที่ตัวเองทั้งหมด
หากคำอธิบายยังฟังดูหมิ่นเหม่ แยกไม่ออก ลองนึกภาพตามดูว่า ถ้ามีคนบอกว่าเราพูดอะไรบางอย่างไม่ดีออกไป กับมีคนบอกว่าเราเป็นคนไม่ดี เราจะตอบสนอต่อสถานการณ์นั้นเหมือนกันหรือเปล่า?
หากใครสักคนตำหนิเรื่องพฤติกรรมของเรา จนเรารู้สึกผิดที่ทำสิ่งนั้นลงไป เราสามารถแก้ไขการกระทำนั้นให้ถูกต้องด้วยการขอโทษ และไม่ทำผิดซ้ำอีก แต่หากใครบอกว่าเราเป็นคนปากไม่ดี ก็เลยพูดอะไรแย่ๆ ออกมา สิ่งนี้มันกระทบถึงตัวตนของเรา มันจึงเจือไปด้วยความซับซ้อนทางอารมณ์
พอต้องขอโทษ คนที่มีความรู้สึกต่อเปราะบางต่อคุณค่าในตัวเอง มักจะยิ่งขอโทษได้ยาก เพราะสำหรับพวกเขา การยอมรับว่าผิดไม่ใช่แค่การรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น มันคือการยืนยันสิ่งที่กลัวที่สุดในใจ นั่นคือ ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ ไม่คู่ควร หรือน่าละอาย และไม่มีใครอยากยืนยันความกลัวของตัวเองโดยสมัครใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นแทนก็คือ การหาทางลงด้วยการเบี่ยงประเด็นบ้าง หยิบเอาความผิดของอีกฝ่ายมาบ้าง ข้ออ้างสารพัดเริ่มผุดขึ้นมา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่กลยุทธ์ที่คิดขึ้นมาอย่างรอบคอบ แต่เป็นการตอบสนองของคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังจะจมลงในอีโก้ตัวเอง เขาจะหาทางปกป้องตัวเองจากความรู้สึกนั้นให้ได้ ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ตาม อาจไปไกลถึงการสั่งสอนคนที่รอคำขอโทษอยู่กลับไปด้วย

ถ้าฉันผิดเธอก็ต้องผิดด้วย
DARVO เป็นคำย่อที่ เจนนิเฟอร์ เฟรด์ (Jennifer Freyd) นักจิตวิทยาจาก Oregon University คิดขึ้น ย่อมาจาก Deny, Attack, Reverse Victim และ Offender ปฏิเสธ โจมตี และพลิกบทบาทเหยื่อกับผู้กระทำ
เจนนิเฟอร์สังเกตเห็นรูปแบบที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในความสัมพันธ์ เริ่มจากปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ หรือทำแต่ไม่ใช่แบบที่อีกฝ่ายเข้าใจ จากนั้นโจมตีกลับ ตั้งคำถามกับความรู้สึกของอีกฝ่าย อาจเป็นแปะป้ายว่าอ่อนไหว ดราม่าเกินไปหรือเปล่า หรือจงใจจะทำให้ดูแย่ และสุดท้ายพลิกบทบาทกลายเป็นเหยื่อ ถึงต้องออกมาแก้ตัวในขณะที่อีกฝ่ายต่างหากที่เป็นคนทำให้ทุกอย่างแย่ลง
ลองมาดูสถานการณ์ตัวอย่าง สมมติว่าเราโกรธเพื่อนที่หลุดพูดอะไรออกไปต่อหน้าคนอื่น จนเราอายหน้าแทบมุดดิน เราบอกตรงๆ ว่ารู้สึกแย่นะที่พูดแบบนี้ แต่เพื่อนตัวดีกลับพูดว่า “ขอโทษนะที่พูดแบบนั้น แต่แกเองก็เคยทำแบบนี้กับฉันก่อนเหมือนกัน ตอนนั้นฉันยังไม่ว่าอะไรแกเลย” นี่เราเป็นฝ่ายผิดหรือนี่ อยู่ดีๆ ก็ต้องมานึกย้อนกลับไปเคยเกิดอะไรขึ้น กลายเป็นว่าเราต้องหาทางแก้ต่างให้ตัวเองแทน ทั้งที่ตอนเริ่มเรื่องคุยกัน คือฝั่งนั้นพูดไม่ดีกับเรานี่นา
การขอโทษแบบไม่ขอโทษ ไม่ได้วนเวียนอยู่แค่ในชีวิตจริง วงสังคมที่เจอะเจอกันเท่านั้น ในทุกวันนี้มันเบ่งบานในพื้นที่สาธารณะมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดีย พอมีใครทำอะไรพลาดบางอย่าง กระแสสังคมก็กดดัน จนกระทั่งออกแถลงการณ์ขอโทษมา แต่พอเปิดอ่านแล้วก็รู้สึกว่า มีอะไรบางอย่างหายไปหรือเปล่านะ อ๋อ ความรู้สึกผิดจากใจจริงไงล่ะ
รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดในพื้นที่สาธารณะคือการขอโทษแบบ passive (เรียกว่าอ้อมแอ้มได้ไหมนะ) โดยไม่ระบุว่าตัวเองทำอะไรผิดอย่างตรงไปตรงมา เช่น “ขอโทษถ้าเราพูดไป แล้วมันตีความไปแบบนั้นได้” “ขอโทษสำหรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น”
หากเป็นการขอโทษในแบบฉบับ DARVO แล้ว จะขาดการโต้กลับไปได้อย่างไร เราเลยได้ยินคำขอโทษในทำนองว่า “ฉันขอโทษในสิ่งที่ทำ แต่วิธีที่เธอตอบสนองต่อเรื่องนี้ก็ไม่เหมาะสมเหมือนกัน” “ขอโทษนะ แต่ฉันหวังว่าเธอจะเอาเรื่องนี้ไปคิดด้วยว่าทำไมถึงกระทบเธอขนาดนี้” คำขอโทษที่ทำให้คนรับคำขอโทษรู้สึกว่าตัวเองยังมีการบ้านต้องทำอยู่ ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง ยังต้องแก้ตัว แทนที่จะได้แค่รับรู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกผิดแล้วจริงๆ
นักภาษาศาสตร์และนักข่าวหลายคนที่ติดตามรูปแบบการขอโทษสาธารณะมาต่อเนื่องชี้ให้เห็นว่า โซเชียลมีเดียสร้างแรงกดดันให้คนต้องออกมาพูด แต่ไม่ได้สร้างเงื่อนไขให้คนพูดอย่างจริงใจ ผลลัพธ์ที่ได้คือแถลงการณ์ที่ผ่านการคิดมาแล้วว่าจะพูดอย่างไรให้ดูเหมือนรับผิดชอบ โดยไม่ต้องรับผิดชอบจริงๆ
ถ้าคิดดูดีๆ สิ่งที่เราต้องการมักไม่ใช่แค่คำขอโทษ เราต้องการให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเจ็บปวดจริง ต้องการให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้อ่อนไหวไปเอง หรือไม่ได้พยายามทำให้เขาดูแย่ มันฟังดูเป็นเหตุผลง่ายๆ ที่เข้าใจได้ทั่วไป แต่จริงๆ มันกลับพูดออกมายากกว่าที่คิด เพราะฝั่งตรงข้ามก็กำลังป้องกันตัวเองอยู่เหมือนกัน
เราไม่ได้พูดเรื่องนี้เพื่อหาทางลงให้ฝ่ายไหน เพียงแต่พามาสำรวจกลไกเบื้องหลังว่ามันทำงานอย่างไร อย่างน้อยก็ช่วยให้เราหยุดตั้งคำถามกับตัวเองได้บ้าง ว่าทั้งเข้าใจตัวเองและเข้าใจอีกฝ่าย
ถ้าวันหนึ่งเราอยู่ในฝั่งที่ต้องขอโทษ เราจะได้รู้เท่าทันความคิด และเอ่ยคำขอโทษออกไปอย่างที่ควรจะเป็น
อ้างอิงจาก