เนอส—ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย เข้ามาทำงานการเมืองด้วยความโกรธแค้น ไฟที่เสียแต่ไม่ถูกซ่อม ทางเท้าที่ทรุดโทรมแต่ไม่ถูกใครเหลียวแล ทำให้เธอตั้งคำถามว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้คุณภาพชีวิตในเมืองไม่ถูกอนุญาตให้ได้รับการพัฒนา
ถึงแม้จะเติบโตมาโดยการเห็นพ่อเป็นทำงานเป็น สก. แต่อดีตนักศึกษาคณะแฟชั่น ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงหนึ่งที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ก็ตั้งคำถามในวันที่เธอเดินทางกลับมายังเมืองไทยว่า ทำไมเมืองที่เราอยู่มันถึงมีสภาพที่ย่ำแย่ได้ขนาดนี้ ภาพการเปรียบเทียบในใจครั้งนั้น สะสมเป็นความสนใจในการเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง จนถึงวันที่เธอได้ผ่านการคัดเลือกของพรรคก้าวไกล ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สก.เขตบางซื่อในปี 2565
19,103 คือคะแนนที่เธอได้รับจากประชาชนเขตบางซื่อ ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองร่วมหนึ่งหมื่นคะแนน จนได้เข้าป้ายเป็น สก. ครั้งแรกในชีวิต
จากวันนั้นถึงวันนี้ ภัทราภรณ์ บอกว่านอกจากเธอทำงานพื้นที่อย่างต่อเนื่องแล้ว เธอยังเห็นถึงความสำคัญของการอีกด้านของ สก. ที่หลายคนอาจหลงลืมไปอย่างการทำงานในสภา กทม. ที่ต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร
เราชวนภัทราภรณ์พูดคุยถึงชีวิตการทำงานเป็น สก.ทั้งในบทบาทของคนในพื้นที่บางซื่อ รวมถึงการเข้าไปเป็นปากเป็นเสียง คอยตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารในสภา กทม. ที่เธอเชื่อว่า “ควรจะโปร่งใสให้มากกว่านี้”

อะไรคือเหตุผลที่อยากเป็น สก.สมัยที่สอง
ตอนที่เป็นสมัยแรก เราเข้ามาด้วยแบบความหงุดหงิด และมีคำถามมากมายว่าทำไมอันนี้ไม่ซ่อม ทำไมอันนี้ไฟดับไม่แก้ไข เป็นคำถามในฐานะประชาชนคนนึง เราเป็นคนที่ยังไม่เข้าใจระบบ เลยอยากเข้ามาด้วยความอยากเข้าใจระบบ แต่พอเวลาผ่านไปสี่ปี เราเข้าใจระบบมากขึ้น สามารถประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้หมด เมื่อมาถึงตอนนี้ เราเลยมีเป้าหมายว่าเราอยากจะเห็นเขตบางซื่อและกรุงเทพมหานครเป็นอย่างไรต่ออีกสี่ปีข้างหน้า
เป้าหมายของเรามีสองอย่างก็คือ การปรับปรุงพื้นที่สีเขียวพระรามเจ็ดที่ใหญ่ที่สุดในเขตบางซื่อและเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจ เขตบางซื่อมีเสน่ห์เรื่องตึกแถวเพราะว่าเป็นเมืองเก่า เราก็เลยจะทำทางเท้าให้ดี มีต้นไม้เพื่อสร้างร่มเงา กระตุ้นให้คนเดินเท้ามากขึ้นส่งผลให้ตึกแถวจะได้มีการค้าขายมากขึ้น เรามีการรับฟังความเห็นของประชาชน มีการไปลงพื้นที่ ส่งโปสการ์ดส่งไปที่บ้าน มีทำรับฟังความเห็นออนไลน์ รวบรวมความเห็นต่างๆมาออกแบบนโยบาย ซึ่งเราก็อยากจะทำตรงนี้อีก เสนอข้อบัญญัติขยายผลไปให้ทำได้ในเขตอื่นด้วย
แล้วความโกรธของคุณน้อยลงไหม หลังจากที่เป็น สก.แล้ว
มันกลายเป็นความหดหู่และเป็นความเข้าใจมากกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าเรายอมรับนะ แต่ว่าเราเข้าใจว่าการเมืองมีผลประโยชน์ของตนเองเยอะมากแล้วไม่ได้คุยกันบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน แต่พวกเขาพูดแต่เรื่องงบประมาณว่า งบประมาณนี้เป็นของใคร แล้วถ้าเกิดผ่านงบไป แล้วใครจะได้ส่วนต่างบ้าง มันเป็นความจริงคู่ขนาน ซึ่งเรามองว่าค่อนข้างหดหู่
หดหู่ในความหมายที่ว่า มันไม่ได้เป็นไปแบบที่ควรจะเป็น
เราเคยคิดว่า สภา กทม.เล่นการเมืองน้อยกว่าสภาใหญ่เพราะพูดกันเรื่องการจราจรกับสิ่งแวดล้อมแต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้นเลย
เราเชื่อว่าสภา กทม.ต้องโปร่งใส และเราต้องเอาพี่น้องประชาชนเป็นหลักพิง ใครโหวตอะไรในสภา กทม.จะต้องเปิดชื่อออกมาเลย คนใน กทม.แต่ละเขตควรจะรู้ว่า สก.ที่เป็นผู้แทนของเขาโหวตอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้ผู้แทนเขามีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเอง
แต่ทุกวันนี้คือถ้าจะเปิดชื่อต้องให้ประธานสภาอนุมัติ เราพยายามจะเอาคนนอกเข้าไปการพิจารณางบประมาณรายจ่ายของ กทม.เพื่อที่จะเป็นหูเป็นตาในการพิจารณางบในห้องประชุมก็ควรจะมีการถ่ายทอดสดเพื่อแสดงความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ทุกปีที่เรานั่งพิจารณางบประมาณ กทม. เราก็เป็นซึมเศร้าไปหลายหน ถือว่าเป็นช่วงชีวิตที่เราจะไม่มีความสุขไปประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจและยอมรับมัน
แล้วฝ่ายบริหารไม่ได้รับรู้ถึงปัญหาแบบนี้หรอ พวกเขามีมีวิธีการจัดการอย่างไร
ฝ่ายบริหารชุดที่ผ่านมามีความประนีประนอมค่อนข้างสูง เราคิดว่าเขาก็มีความพยายามที่จะจัดการกับเรื่องทุจริต แต่ว่ามันเป็นไปด้วยความประนีประนอม พยายามอยู่ในระบบแต่เป็นการเจรจาที่สุดท้ายแล้วก็มีการทุจริตเกิดขึ้นอยู่ดีแต่อาจจะเป็นสัดส่วนที่น้อยลงหรือว่าเปลี่ยนที่ไป มันเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะรับได้ เรารู้สึกว่าผู้ว่าฯ มีประชาชนหนุนหลังมากกว่า สก.อีก จากเคสที่ผ่านมาเราก็เลยยังไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงมีการประนีประนอมในเรื่องโครงการที่ส่อทุจริต
แล้วอย่างนี้ยังมีความหวังกับการทำงานเป็น สก.มากแค่ไหน
เรายังมีความหวังอยู่มาก เราเชื่อว่า สก.มีหน้าที่พิจรณางบประมาณ เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน ตรวจสอบและติดตามการบริหหารราชการ กทม.
สิ่งที่ทางพรรคประชาชนคุยกันคือคุณภาพของ สก.คืออันดับแรกที่เราต้องจัดการเพราะว่าสิ่งที่เราเจอคือหลายคนทำงานมา 20 กว่าปี แต่อ่านงบไม่เป็น แล้วเราก็อึ้งมากเพราะว่าเราเข้ามาสมัยแรก ทางพรรคก็เห็นปัญหานี้เลยให้มีการคัดตัวผู้สมัครสก.พรรคประชาชนเข้มข้นมาก เราคิดว่าการคัดคนที่มีคุณภาพและต้องทำงานสภาเป็นแค่นี้สภา กทม.เปลี่ยนไปเยอะมากมากแล้ว
สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนความคิดเราก็คือเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวที่ไปติดที่โรงพยาบาลและศูนย์บัญชาการ งบประมาณอยู่ที่เก้าล้านบาท เราก็ดูตามเอกสารรู้สึกว่าดีถือเป็นการนำร่องคุ้มค่าที่จะลอง ปรากฏว่ามันก็เป็นการเถียงกันด้วยความจริงคู่ขนานสำหรับโครงการนี้ไม่ได้มีการอนุมัติ สุดท้ายไม่ได้มีใครคาดคิดว่าจะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขึ้นจริงจริงใน กทม. เราก็เห็นภาพที่เขาวิ่งกันลงมาจากโรงพยาบาล ยกรถเข็นมีผู้ป่วยติดเตียงจากชั้นบน ถ้าเรามีเครื่องนี้ภาพเหล่านี้จะไม่เกิด

คุณเคยพูดถึงคำว่าการเป็นนักการเมืองที่หลังตรง สิ่งนี้มันหมายความว่าอย่างไรแล้วสำคัญต่อการทำงานแค่ไหน
คำว่าหลังตรงคือคุณต้องไม่ลืมว่าคุณเข้ามาเพื่อทำอะไรแล้วการตัดสินใจของคุณทุกอย่างจะต้องอยู่บนพื้นฐานของสุจริต ถ้ามันมีการทุจริต ต่อให้ผู้ว่าจะเป็นคนน่ารักขนาดไหนคุณก็ต้องตรวจสอบ โครงการที่ดีต่อให้ไม่ได้ลงที่เขตเราไม่ได้มีผลประโยชน์กับเราแต่ถ้ามันส่วนใหญ่ดีคุณก็ตัดสินใจไปตามนั้นตามข้อเท็จจริง แต่ในการทำงานจริงมันมีการกดดันทางสังคมด้วย ซึ่งคุณต้องทนกับแรงกดดันทั้งข้างนอกและข้างในให้ได้
ถูกกดดันทางสังคมแบบไหน
ย้อนกลับไปช่วงพิจารณางบประมาณประจำปี ในปีแรก เราก็ยังงงกับชีวิตเพราะเข้ามาก็ต้องทำงานเลย แต่พอเราเรียนรู้มาเรื่อยๆ จนปลายปี 68 ก็เป็นช่วงที่ดุเดือดพอสมควร สิ่งที่เราเจอก็คือมันมีการปล่อยข่าวลือว่าเรารับเงินของฝั่งใดฝั่งหนึ่งมาเราก็เลยมาสู้ให้โครงการที่ว่ามานี้ไง หรือมีการโดนชี้หน้าด่าในห้องประชุมซึ่งห้องประชุมก็มีทั้งฝ่ายบริหารทั้งข้าราชการ แต่พอถึงเวลาที่เขาจะเขียนรายงานการประชุมเขาก็ตัดเรื่องการชี้หน้าออก แล้วพี่น้องประชาชนไม่ควรจะได้รู้เหรอว่าเกิดอะไรขึ้น ถ้าคนที่จิตใจไม่แข็งแรงก็พร้อมที่จะยอมงอตัวถอยไปแล้วก็เลิกตรวจสอบเพื่อให้มันไปต่อกับสังคมทั้งนั้นได้
มิตรภาพก็สำคัญ การเมืองก็สำคัญ คุณคิดว่าจัดวางสิ่งเหล่านี้อย่างไร
อย่างแรกเลย เราควรจะสนับสนุนให้ สก.ด้วยกันเองที่เห็นไปในทางเดียวกัน เราก็เลยมีความหวังมากว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัคร สก.พรรคประชาชนจะเข้าไปได้เยอะเพื่อที่จะไปช่วยกันลุยแล้วก็เป็นหลังพิงให้กันและกันได้ พี่น้องประชาชนก็จะรับทราบด้วยว่าเรากำลังสู้กับอะไรอยู่
การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคเราได้เข้ามา 14 คน ตอนนี้เหลือ 11 คนเลยค่อนข้างเป็นเสียงส่วนน้อย แต่เราก็โหวตตัดได้โหวตปรับลดงบประมาณได้อยู่บ้าง หลายโครงการเราก็สามารถเจรจาได้ แต่ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการ การมีเจตจำนงทางการเมืองสำคัญมากว่าคุณจะสู้กับเรื่องทุจริตขนาดไหนกับการใช้อำนาจที่คุณมีเข้าไปสู้กับมัน
ที่บอกว่ามันมีการโกงกัน ยกตัวอย่างให้ฟังหน่อย
ทริคการโกงมันมีเยอะมาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเราถูกหลอกมาเยอะ เพราะก่อนหน้านี้เราไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้ เช่นการดึงเอกสารไม่ให้ข้อมูลหรือการให้ไม่ครบหรือเรื่องพิจารณางบรายจ่ายประจำปีของสภา คนที่กำหนดไทม์ไลน์ในการประชุมคนที่วางตารางคือประธานคณะกรรมการวิสามัญงบประมาณ มันมีการวางตารางให้พิจารณาไม่ทันในช่วงท้าย ซึ่งในช่วงท้ายจะเป็นงบแปลญัตติ
อธิบายก็คืองบแปรญัติติ จะเป็นการพิจารณางบปกติ สภาจะตัดงบก่อนรอบแรก
ว่าตัดโครงการไหนปรับลดโครงการไหน แล้วก็จะเหลือเงินมันก็จะเป็นเงินก้อนนึงที่ถูกตัดไป ตัวอย่างปีที่แล้ว งบ 6,200 ล้าน ฝ่ายบริหารก็ต้องเอางบ 6,200ล้านแปรกลับมาเป็นโครงการแล้วตัดงบรอบสุดท้าย
แต่เรามีเวลาการพิจารณางบแค่หนึ่งวัน แถมยังมีการบีบให้ราชการมีเวลาทำเอกสารได้น้อย จนกลายเป็นว่าไม่มีเอกสารดิจิทัลด้วย มันเป็นเทคนิคในการที่จะส่อทุจริต โครงการพัฒนาทางเดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาเขตบางพลัดก็อยู่ในงบแปลญัตตินี้เหมือนกัน มันถูกยัดเข้ามาเป็นโครงการใหม่แล้วมีเวลาถามแบบน้อย ประธานไล่อ่านให้รีบจบ มีเอกสารมาแค่ 18 หน้ากับงบเยอะขนาดนั้นคือมันน่าสงสัย แต่พอตอนนี้เริ่มมีสื่อสนใจมากขึ้น พรรคประชาชนเนี่ยเราก็มีความหวังมากว่าความแย่เหล่านี้จะถูกฉายออกไปแล้วก็ทำให้มันมีการปรับปรุงให้มันดีขึ้นให้มันโปร่งใสมากขึ้น

สี่ปีผ่านไป วิธีการทำงานในพื้นที่เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
เราเป็นลูกแบบบ้านคนจีน เราจะไม่ค่อยชินกับการถูกชมเวลาเราทำงานเราก็แก้เป็นเรื่องๆ ไปพอแก้เสร็จแล้วมันเปลี่ยนชีวิตเขาเจอชาวบ้านมาชมขอบคุณบางทีก็อยากร้องไห้เพราะมันยิ่งใหญ่มากกับงาน สก.เราเลยอยากทำอะไรที่มันยากและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆเพื่อที่จะไปแก้อะไรที่ประชาชนเห็นว่าเป็นปัญหาอีก
เจอข้อจำกัดอะไรบางอย่างที่รู้สึกว่าอำนาจ สก.ยังทำไม่ได้บ้างไหม
เรื่องการขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นที่ กทม.ไม่มีอำนาจแล้วไม่ได้อยู่ในอำนาจเราด้วย เราทำงานเกินหน้าที่ของ สก.ไปมากเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดให้จบ
สก.เมื่อเทียบกับหน่วยงานทั้งหมดถือว่าเล็กมาก เราไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมผู้ว่าฯ ถึงจะต้องบอกว่าอำนาจของตัวเองมีแค่นี้และไม่สามารถทำไปได้มากกว่านี้เพราะถ้าคุณยึดตามกฎหมาย สก.ทำได้อยู่นิดเดียวเอง แต่เราอะมีเจตจำนงทางการเมืองเรามองว่าก็ปัญหาเป็นแบบนี้ก็ต้องทำยังไงก็ได้ให้แก้ได้ ซึ่งเดี๋ยวเราหาช่องทางไปเราก็จะเจอเองว่าสุดท้ายแล้วมันทำยังไงหลายเรื่องมันใช้เวลาหน่อยแต่มันไม่ใช่ว่ามันทำไม่ได้เลย
ผู้ว่าฯ มีทั้งความนิยมในสังคมและประชาชนหนุนหลัง เป็นตำแหน่งที่ควรจะไปบู๊มากที่สุดอย่างเรื่องจราจร ผู้ว่าฯ มีอำนาจแค่นี้แล้วยอมรับกันแบบนี้ถ้า สก.บอกว่ามีอำนาจอยู่แค่ที่สำนักงานเขตก็จะทำงานแค่ตรงนี้แบบนั้นหรือ เราไม่ได้ให้เขาทำในสิ่งที่เขาไม่มีอำนาจ แต่เป็นสิ่งที่เขาต้องทำอยู่แล้ว บางทีเราลงพื้นที่ละเอียดกว่าเขาบางทีเราคุยกับชาวบ้านเราอาจจะได้อีกแง่มุมหนึ่งว่าตรงนี้เป็นปัญหาเหรอแต่หน่วยงานเขาอาจจะเข้าไม่ถึง หรือเขาอาจจะไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา เราก็เป็นคนที่ไปประสานงานว่าตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ในอำนาจหน้าที่คุณทำตรงนี้ได้ไหม ซึ่งเราคิดว่าผู้ว่าฯ ก็สามารถทำได้เช่นกันในสเกลที่ใหญ่กว่า สก.
หนึ่งวันกับการเป็น สก. คุณทำอะไรบ้าง
ตารางเวลาก็จะยึดสภาเป็นหลัก ถ้าสภามีประชุมก็แพลนตามการประชุมสภาแล้วก็จะมีประเด็นปัญหาที่เราจะต้องลงไปพูดคุยไปดูหน้างานให้เข้าใจกับตา พอลงไปเสร็จก็ติดตามกับปัญหานั้นว่าไปช่องทางไหนต่อ แต่ละปัญหามันก็จะมีการติดตามของมัน แต่ละวันก็จะเปลี่ยนไปตามหน้างาน
คิดว่าคนในเขตบางซื่อนี่เขามีคาแรคเตอร์แบบไหน
เป็น Active Citizen มาก ซึ่งเต็มไปด้วยพลังงานที่ดีมาก เราเป็นคนที่เข้าถึงง่ายคือช่องทางติดต่อเราก็มีทีมงานตอบตลอด บางทีไม่ใช่แค่เรื่องในเขตเรานะ เรื่องเขตอื่นก็มาที่เขตบางซื่อเหมือนกับ บางทีเขาพึ่งที่อื่นไม่ได้เขาก็มาที่เขตเรา ยกตัวอย่างพื้นที่รกร้างอยู่ผืนนึงที่ซอยโชติวัฒน์ ตอนแรกเราก็คิดว่าเป็นพื้นที่เอกชน ปรากฏว่ามีคุณพี่ท่านนึงเขาส่งข้อความมาหาเราแล้วเขาบอกว่าพื้นที่นี้มันเป็นของ กทม.นะทำเป็นสวนสาธารณะได้ไหม เราก็เลยไปคุยกับสำนักงานเขต แล้วก็ผลักดันงบเพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่นี้เป็นสวนสาธารณะที่อยู่ในซอย ตอนนี้อยู่ขั้นตอนการก่อสร้าง ซึ่งเกิดมาจากคุณพี่ท่านเดียว เรารู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นพลังงานของคนในเขตบางซื่อ

ปัญหาหลักของคนบางซื่อคือเรื่องอะไร
นอกจากเรื่องน้ำท่วมตามซอยแล้วก็เป็นเรื่องของพื้นที่สีเขียวพื้นที่สาธารณะ อย่างสวนพระรามเจ็ด เมื่อก่อนเป็นมิตรกับครอบครัวมากเลย แต่ตอนนี้เราคุยกับใครเขาก็เลิกไปแล้วเพราะมันมันรู้สึกไม่ปลอดภัย เราอยากจะรื้อฟื้นตรงนี้ตั้งแต่ที่ตอนเราเข้ามารับตำแหน่งพร้อมทางผู้ว่าแล้วก็มีเรื่องดนตรีในสวน ปรากฏว่าเขตเราอะต้องไปจัดที่ลานเอโรบิกเพราะไม่มีที่จัด เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่มันต้องพัฒนา
แล้วภาพลักษณ์ของเขตบางซื้อเป็นแบบไหนหรอ
บางซื่อเป็นเมืองเก่าที่พัฒนาขึ้นไปเร็วมาก แต่สุดท้ายมันก็ยังเป็นโซนที่อยู่อาศัยอยู่ วัฒนธรรมดั้งเดิม ตึกเก่า ร้านอร่อยอาหารเก่าแก่ยังอยู่ซึ่งมันเป็นการผสมผสานกันที่มีเสน่ห์มาก ปัจจุบันก็เริ่มมีร้านแบบแฮนด์เมดร้านมาตั้งแล้วมันก็ทำให้มันเริ่มดูเก๋ไก๋มากขึ้น ดึงดูดคนรุ่นใหม่มารีวิว สี่ปีข้างหน้าเราก็คิดว่าเราก็อยากจะพัฒนาไปในแนวทางให้เป็นย่านท่องเที่ยวแบบเต็มวันที่มีครบทุกอย่าง แล้วเราก็พยายามจะทำให้พื้นที่สีเขียวเชื่อมกันได้ด้วยการเดินสิ่งที่เราจะทำต่อคือการพัฒนาทางเท้าให้มันเหมาะสมกับการเดินมากยิ่งขึ้น
คุณเคยตอนสมัคร สส.พรรคประชาชน แล้วเขาให้ซ้อมหาเสียง แต่คุณยังทำไม่ได้ จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ความเป็นนักการเมืองของตัวเองเปลี่ยนไปแค่ไหน
เนอสคิดว่าคนเราเรียนรู้ได้แบบไม่มีที่สิ้นสุด จากตอนแรกที่เราพูดไม่เก่งเราก็สามารถพัฒนาได้ เราพยายามจะไม่ตัดสินคนที่เข้ามาการเมืองใหม่ด้วยการที่เขาพูดไม่เก่งหรือว่าเขาอาจจะทำอะไรไม่คล่องเพราะการเมืองมันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว สิ่งสำคัญคือมันต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ พัฒนากันได้ตลอดแต่ว่าอุดมการณ์หรือว่าแก่นมันน่ะก็ต้องยังอยู่เหมือนเดิม
คุณต่อสู้กับคนในสภามาเยอะมากกับคนที่ไม่ได้มีอุดมการณ์เดียวกับเรา คุณคิดว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเราไม่กลายเป็นคนแบบนั้น
เราต้องมีคนที่สนับสนุนกันที่มั่นคง ความจริงเป็นจริงเวลาคุณอยู่ในห้องประชุมสิ่งที่คุณพูดอะเป็นเรื่องที่ถูกนะ แต่คนอื่นด่าคุณหมดเลยเพราะเขาอยู่ในคนละความคิดกันกับเรา
เขาพูดความจริงคู่ขนานแต่เราพูดความจริงบนเอกสาร แล้วก็มีผู้สนับสนุนพรรคที่คอยให้กำลังใจเราเป็นหลังพิงที่จะทำให้เราไปต่อได้
