เป็นที่ทราบกันอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 แต่ม้ามืดที่น่าจับตาที่สุดกลับกลายเป็นผู้สมัครหมายเลข 14 มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข แม้จะจับสลากหมายเลขผู้สมัครไม่ทัน แต่ผลการนับคะแนนล่าสุด (21.10 น. นับแล้ว 94.4%) กลับพุ่งแซงขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ด้วย 286,556 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 3 อย่าง ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชน ที่ได้คะแนนอยู่ที่ 175,846 คะแนน
ใครคือมัลลิกา
เรียกได้ว่าเป็นผู้สมัครที่สร้างสีสันให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ไม่น้อย ด้วยบุคลิกสตรีแกร่ง พูดเร็ว ฉับไว ไปที่ไหนก็มักมีวาทะให้คนพูดถึงอยู่เสมอ ก่อนหน้านี้ มัลลิกาเป็นที่รู้จักจากการเป็นผู้สื่อข่าว และพิธีกร รายการร่วมมือร่วมใจ ของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี ก่อนลาออกและเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีหมุดหมายสำคัญ ดังนี้
– ปี 2548 สังกัดพรรคมหาชน
– ปี 2551 ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
– ปี 2552 เป็นที่ปรึกษา รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
– ปี 2554 ลงสมัคร สส. จังหวัดพะเยา ในนามพรรคประชาธิปัตย์
– ปี 2562 ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ในสมัยจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
– ปี 2565 หลังไชยยศ จิรเมธากร ลาออกจากตำแหน่ง สส. ทำให้มัลลิกาเลื่อนขึ้นดำรงตำแหน่ง สส.
– ปี 2566 ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์
หลังจากนั้น มัลลิกาผันตัวมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ วิเคราะห์การเมือง ควบคู่กับการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเอง ทำให้เธอมีผู้ติดตามจำนวนมาก นอกจากนี้ เธอยังเคยเป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย และเป็นนักกีฬายิงปืนสมัครเล่นของชมรมยิงปืนรบพิเศษอีกด้วย
มัลลิกากับเอไอ
อีกความน่าสนใจของมัลลิกา คือป้ายหาเสียงที่ตะโกนออกมาเลยว่าใช้ AI สร้างขึ้นมา เจ้าตัวมุ่งมั่นว่า ทุกปัญหาของชาวกรุงตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ ตนจะใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อนำพายุคสมัยใหม่มาสู่กรุงเทพมหานคร พร้อมกับสโลแกน ‘HUMAN INNOVATION มนุษย์ทันกาลเวลา’ ยืนยันว่าจะผลักดันให้กรุงเทพมหานครก้าวขึ้นมาเทียบชั้นมหานครของประเทศมหาอำนาจ
ครั้งหนึ่ง มัลลิกาเคยตอบคำถามต่อกระแสวิจารณ์ว่าใช้ AI มากเกินไปหรือไม่ โดยยืนยันว่าไม่ได้ใช้ AI กับทุกเรื่อง แต่ AI คือเครื่องมือสำคัญของผู้นำยุคใหม่ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับนโยบายต่าง ๆ เช่น
– AI Traffic: นำระบบ AI มาวิเคราะห์และสั่งการสัญญาณไฟจราจรตามความหนาแน่นของรถยนต์แบบเรียลไทม์ แทนการใช้ระบบตั้งเวลาแบบเดิม เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพฯ
– AI Flood Command Center Bangkok: นำระบบตรวจจับความถี่คลื่นระดับสูง ทำงานร่วมกับ AI เพื่อตรวจจับกลุ่มก้อนเมฆฝน ช่วยวิเคราะห์และส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำท่วมได้เร็วขึ้นถึง 7-8 ชั่วโมง รวมถึงการวางแผนเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ
– AI Prompt & CCTV: ใช้ระบบ AI Prompt เชื่อมต่อกับกล้องวงจรปิดทั่วกรุงเทพฯ เพื่อตรวจจับสิ่งผิดปกติ วัตถุต้องสงสัย หรือการก่ออาชญากรรมในจุดเสี่ยง ระบบจะส่งคำสั่งหรือแจ้งเตือนเหตุร้ายไปยังเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทันที เพื่อให้เข้าระงับเหตุได้รวดเร็วแบบ 24 ชั่วโมง
– AI-Drone: ใช้โดรนอัจฉริยะที่ควบคุมด้วย AI บินสำรวจและประเมินสถานการณ์ในพื้นที่เกิดอุบัติภัยร้ายแรง เช่น เหตุเพลิงไหม้ หรือตึกถล่ม เพื่อช่วยวางแผนกู้ภัยและส่งความช่วยเหลือเข้าไปได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องเสี่ยงชีวิตเจ้าหน้าที่
– แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM 2.5: นำข้อมูลจาก AI มาประมวลผลสภาพอากาศ ทิศทางลม และความหนาแน่นของฝุ่นละออง เพื่อกำหนดพิกัดด้วยการล้างฝุ่นด้วยฝน หรือการดักจับฝุ่นในจุดที่มีความเข้มข้นของมลพิษสูง
– Smart Governance: นำระบบ AI มาปรับปรุงกระบวนการทำงานราชการของ กทม. ให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ง่าย และลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน รวมถึงใช้ AI ตรวจสอบงบประมาณของ กทม.
อ้างอิงจาก