“ต่อให้ฟ้าฝนโหมมาเทกระหน่ำ จับมือประคองร่วมแรงไม่ถดถอย ฝ่าพายุสืบฝันความหมองคล้อย ร่วมกันร้อยใจไว้เพื่อแผ่นดิน เปรียบดังดวงดาวที่ส่องแสงไกล…”
ข้อความข้างต้นไม่ใช่โจทย์คำถามวิชาภาษาไทยในข้อสอบโอเน็ตว่า ‘ผู้พูดรู้สึกอย่างไร?’ แต่เป็นเนื้อเพลงในซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ‘ปณิธานคนตรวจเงิน’ ที่มีท่วงทำนองปลุกใจ หวังคนไทยมองเห็นความอุตสาหะของคนทำงาน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ราชการไทยนึกครึ้มออกซิงเกิ้ลให้คนไทยฟัง และที่ผ่านมาคนแต่งเพลงก็เป็นระดับบิ๊กกรม-กองกันทั้งสิ้น หรือนี่คือการแก้ปัญหาแบบ ‘ราชการคาราโอเกะ’ เขาแต่งเพลงกันไปทำไม และร้องให้ใครฟัง ชวนอ่านคำอธิบายไปกับ รศ.ปรีชญาณ์ นักฟ้อน หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ มศว
สวัสดิการคนไทย ซิงเกิลใหม่จากราชการ
ไทยคือชาติร้องรำทำเพลง เราขับเคลื่อนชีวิตด้วยคาราโอเกะและงานเลี้ยงเกษียณ เด็กไทยคุ้นชินกับการท่องอาขยานและการอ่านกาพย์กลอน เรามีระบบวรรณยุกต์ที่เหมือนโน๊ตดนตรี แถมเรายังมีรายการเรียลลิตี้ดวลเพลงอีกนับไม่ถ้วน เราต่างใช้ดนตรีเพื่อสุนทรีย์ และยังใช้เพื่อขับเคลื่อนอุดมการณ์อีกด้วย เช่นเดียวกับหน่วยงานราชการที่ใช้ประโยชน์ข้อนี้ ในการสื่อสารแนวคิดบางอย่างกับคนไทย
ก่อนหน้าที่ สตง. ออกเพลงใหม่ที่แต่งโดย มณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เรายังมีอีกหลายซิงเกิ้ลที่ออกมาแล้วก่อนหน้าโดยหน่วยราชการอื่น ๆ เช่น เพลง ‘ลาออกทำไม’ โดย วีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สาเหตุที่แต่งเพราะว่าตอนนั้นครูไทยลาออกกันมากจากภาระงานที่หนักเกินไป เนื้อหารวม ๆ ก็คือ ขอให้ครูอดทน เห็นคุณค่าของอาชีพ และเปลี่ยนใจไม่ลาออกไป โดยมองว่ามีงานทำยังดีกว่าตกงานน่ะนะ
สิ่งที่น่าสนใจคือ ถ้าลองเสิร์ชชื่อ ‘วีระ แข็งกสิการ’ ในยูทูปจะพบว่าเขาแต่งเพลงมาแล้วเป็นสิบ ๆ เพลง แถมยังมี MV อีกหลายเวอร์ชั่น รวมวิดีโอในช่องมากถึง 175 วิดีโอ และถ้าคุณติดตามข่าวสารของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อยู่บ่อย ๆ คุณจะเห็นว่า เฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์ของ ศธ. เอา MV เหล่านั้นมาเผยแพร่เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้ครูไทยอยู่เสมอ
ถ้ามองย้อนไปไกลกว่านั้น เราก็จะเห็นคนระดับนายกรัฐมนตรีออกซิงเกิ้ลด้วยเช่นกัน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือลุงตู่นั่นเอง เขาแต่งคำร้องเพลงแนวสร้างความปรองดองหลายเพลง เดบิวต์ด้วย ‘คืนความสุขให้ประเทศไทย’ ตามด้วย ‘เพราะเธอคือประเทศไทย’ ‘ความหวังความศรัทธา’ และอีกกว่า 10 บทเพลง นี่ยังไม่นับค่านิยม 12 ประการที่เด็กไทยต้องร้องและท่องกันทุกเช้าก่อนเคารพธงชาติ
จะปัง จะแป้กก็อีกเรื่อง สิ่งที่น่าขบคิดกันต่อคือ พวกเขาแต่งเพลงกันทำไม? และทำไมส่วนใหญ่เพลงถึงแต่งโดยคนใหญ่คนโต? เราเคยเห็นราชการตัวเล็กๆ ออกซิงเกิ้ลเองไหม? (ก็คงมีบ้างใน TikTok) และที่สำคัญคือ การปลูกฝังแนวคิดหรือวาทกรรมบางอย่างผ่านบทเพลงมันยังใช้การได้อยู่ไหมในยุคนี้ และถ้ามันทำได้จริง ราชการไทยหวังการแก้ไขปัญหาด้วยแนวคิดแบบใดกัน?
เพลงไม่ผิด ผิดที่ความจริงดูขัดแย้งกับเพลง
คงไม่มีใครนึกครึ้มอยากเปิดเพลงหน่วยงานราชการฟังระหว่างคาร์ดิโอ เพราะมันมี ‘ฟังก์ชัน’ คนละอย่างกับเพลงในคลิปเบเบ้ สำหรับ รศ.ปรีชญาณ์ นักฟ้อน หัวหน้าภาควิชารัฐศาสตร์ มศว มองว่าเพลงประเภทนี้มีเป้าหมายในการสื่อสารอยู่ 2 แบบ
- เป้าหมายแรก คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กร ให้คนในรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ ‘เรา’ คล้าย ๆ กับเพลงประจำโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ร่วม สร้างความยึดโยง ความภาคภูมิใจ และตอกย้ำอัตลักษณ์ ทำงานแบบเดียวกับเครื่องแบบ โลโก้ หรือคำขวัญ
- เป้าหมายที่สอง คือการสื่อสารออกไปภายนอก เพื่อสร้างภาพลักษณ์หรือทำให้สาธารณชนเข้าใจบทบาทขององค์กรได้ง่ายขึ้น เพลงสามารถย่นย่อภารกิจหรือปรัชญาขององค์กรที่ซับซ้อน ให้เข้าใจได้ผ่านอารมณ์และท่วงทำนอง โดยไม่ต้องอ่านเอกสารทางราชการให้วุ่นวาย
แต่ต้องดอกจันไว้ว่า เพลงก็มีข้อจำกัด มันทำหน้าที่แนะนำองค์กรได้ระดับหนึ่ง หากสังคมมีประสบการณ์หรือทัศนคติบางอย่างอยู่ก่อน แล้วเนื้อหาในเพลงไม่สอดคล้องกับภาพจำดังกล่าว (เช่น กรณีตึก สตง. ถล่ม) ก็อาจก่อให้เกิดคำถามหรือกระแสย้อนกลับได้ เพราะฉะนั้น การแต่งเพลงนั้นทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่คนในสังคมรู้สึกไม่อินกับเพลง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเช่นกัน
“ประชาชนไม่ได้ตั้งคำถามเพราะไม่เข้าใจบทบาท สตง. แต่คนรู้บทบาทสตง. คืออะไรต่างหาก พอข้อเท็จจริงมันสวนทาง คนยิ่งสงสัยกลับไปว่าทำไมไม่ทำ” รศ.ปรีชญาณ์ ระบุ
ในองค์กรเอง ก็ไม่อาจเหมารวมได้ว่าทุกคนจะอินทุกอย่างกับภาพที่เพลงสื่อ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ราชการไทยมีลักษณะการสั่งการแบบบนลงล่าง (Top-down) สิ่งใดที่ผู้บริหารริเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย คำขวัญ หรือบทเพลง มักได้รับการยอมรับ โครงสร้างแบบนี้ทำให้แนวคิดหรือผลงานของผู้บริหารมีอำนาจเหนือในองค์กร แต่ก็อาจทำให้ข้อคิดเห็นของคนระดับปฏิบัติการไม่ได้ถูกสะท้อนออกมาเต็มที่เช่นกัน
กรณีของ สตง. และหลาย ๆ หน่วยงานราชการ อาจต้องคำนึงถึงจังหวะเวลาและบริบทด้วย ขณะนี้คนในสังคมออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส และความรับผิดชอบในเหตุการณ์ตึกถล่ม การออกเพลง ย่อมไม่อาจบรรเทาความรู้สึกของสังคม หรือคล้ายข้อสงสัยของประชาชนได้ รศ.ปรีชญาณ์ แนะนำว่า เครื่องมือที่เหมาะสมอาจควรเป็นการชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา
เหมือนคุยคนละภาษา เหมือนมาจากคนละดาว
ราชการไทยมีไวยากรณ์เป็นของตัวเอง ที่คนทั่วไปก็ไม่ค่อยเข้าใจ พอถึงเวลามีปัญหา สังคมอยากซักถามหาคำตอบง่าย ๆ ก็ไม่วายต้องตั้งบอร์ดตรวจสอบ เพื่อหาว่าคนตอบคำถามควรเป็นใคร นี่เป็นขอบเขตงานของฉันหรือไม่ หรือบางทีก็ออกซิงเกิลอะไรไม่รู้ ที่ไม่ได้เกี่ยวกับสิ่งที่คนในสังคมสงสัยเลยสักนิด จนอดสงสัยไม่ได้ว่าหน่วยงานราชการอยู่ในสังคมเดียวกับเราจริงหรือไม่
รศ.ปรีชญาณ์ อธิบายว่า ราชการไทยมีความซับซ้อนสูง ทุกการตอบคำถามต้องพิจารณาว่าใครมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบรองรับอย่างไร และต้องผ่านกระบวนการหลายชั้นก่อนจะสื่อสารออกมาได้ ในแง่หนึ่ง นี่คือกลไกที่ถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบและป้องกันความผิดพลาด จึงกลายเป็นความแข็งตัวและขาดความยืดหยุ่นในสายตาคนทั่วไป
ปัญหานี้มีที่มาตั้งแต่อดีตโบราณ เราเชื่อกันว่า ‘วิธีการที่ดีที่สุด’ มีเพียงแบบเดียว เราจึงออกแบบกฎ ระเบียบ และขั้นตอนมาอย่างรัดกุมมาก ๆ แต่เวลาผ่านไป ความต้องการของสังคมมีความหลากหลาย ปัญหาก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เราต้องการการโต้ตอบของราชการที่คล่องตัวมากขึ้น แต่พอมองย้อนกลับไปที่ ‘วิธีการที่ดีที่สุด’ มันกลับถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา อยากจะปรับให้ทันสมัย ก็ไม่รู้จะเริ่มจากหน่วยไหน กองใด เพราะมันผูกโยงกันไว้หมด
แต่ก็ไม่ใช่ว่าการเปลี่ยนแปลงไม่เกิดขึ้น รศ.ปรีชญาณ์ ชวนให้เห็นบางหน่วยงานราชการที่เริ่มมีการปรับโฉมการทำงานให้คล่องตัว เพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึงง่าย และคนทำงานไม่ปวดหัวเกินไป แต่เราก็จะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานเหล่านั้น ก็เกิดขึ้นจากการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าเปลี่ยน และมีทีมงานที่พร้อมลุยไปด้วย
ทิ้งท้ายว่า การตั้งคำถามของสังคมไม่ใช่เรื่องเสียหาย ตรงกันข้าม มันเป็นแรงผลักสำคัญให้ระบบราชการต้องทบทวนตนเอง เพราะในโลกปัจจุบัน หน่วยงานรัฐไม่อาจลอยตัวเหนือปัญหาสังคม โดยไม่คำนึงว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกต่อไป ‘การปฏิรูประบบราชการ’ เกิดขึ้นได้ในหลายประเทศ เพราะการตื่นตัวของภาคประชาชนด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะมันไม่ง่าย เราเลยต้องพูดกันต่อไป