28 มีนาคม 2569 ผ่านมาแล้ว 1 ปี กับโศกนาฏกรรมตึก สตง. ถล่ม จากเหตุแผ่นดินไหวในปี 2568 ทำให้มีคนงานและผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากอาคาร ซึ่งนำมาสู่การตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และการดำเนินคดีต่อวิศวกร ผู้ควบคุมงาน รวมถึงกิจการร่วมค้า
สาเหตุที่ทำให้ตึก สตง. ถล่มคืออะไร? ความคืบหน้าของแต่ละคดีดำเนินไปถึงขั้นไหน? The MATTER รวบรวมมาให้ในโพสต์นี้
ย้อนรอยแผ่นดินไหว 8.2 ริกเตอร์
ช่วงบ่ายวันที่ 28 มีนาคม 2568 เกิดเหตุแผ่นดินไหวจากกลุ่มรอยเลื่อนสะกาย (Sagaing Fault) ซึ่งเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่ที่มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร วางตัวอยู่แนวทิศเหนือ-ใต้ ผ่านกลางประเทศเมียนมา โดยแผ่นดินไหวครั้งนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่บริเวณเมืองมัณฑะเลย์ มีขนาด 8.2 ริกเตอร์ ความลึก 10 กิโลเมตร ความแรงนี้ส่งมาถึงหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่สามารถรับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บนตึกสูง
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของใครหลายๆ คน ได้มีคนบันทึกเหตุการณ์และเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ปรากฏภาพตึกสูงที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในเขตจตุจักร พังถล่มลงมาทั้งหมด โดยมีคนงานก่อสร้างรีบวิ่งหนีออกมาจำนวนหนึ่ง

ภาพ อาคารก่อสร้าง สตง. ถล่ม เมื่อ 28 มี.ค. 2568 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
ปรากฏว่า ตึกดังกล่าวเป็นอาคารของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยตึกนี้มีความสูง 30 ชั้น หลังเกิดเหตุดังกล่าว เจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เร่งเข้าช่วยเหลือค้นหาผู้ที่ติดอยู่ในอาคารทันที และปักหลักอยู่หลายสัปดาห์ จนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2568
1 กรกฎาคม 2568 สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ได้รายงานตัวเลขความสูญเสียจากเหตุการณ์นี้ มีผู้เสียชีวิตรวม 95 ราย สูญหาย 1 ราย
รู้จักโครงการก่อสร้างอาคาร สตง. และสาเหตุที่ทำให้ตึกถล่ม
โครงการก่อสร้างอาคารที่ทำการแห่งใหม่ของ สตง. ริเริ่มงานจ้างออกแบบในปี 2561 โดยกลุ่มร่วมค้า บจก. ฟอ-รัม อาร์คิเทค และ บจก. ไมนฮาร์ท ด้วยวงเงิน 73 ล้านบาท
จากนั้นได้มีการทำสัญญาก่อสร้างในปี 2563 มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569 ด้วยมูลค่างานจ้างก่อสร้างกว่า 2,136 ล้านบาท โดยกิจการร่วมค้า ITD-CREC ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บจก. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ และ บจก. ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย)
ส่วนการดูแลงานจ้างควบคุมงานอยู่ในการดูแลของกิจการร่วมค้า PKW (บจก. พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์, บจก. ว. และสหาย คอนซัลแตนตส์ และบจก. เคพี คอนซัลแทนส์) ด้วยวงเงิน 74.65 ล้านบาท ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมงานก่อสร้างและรับรองการทดสอบคุณสมบัติของพัสดุในการก่อสร้างทุกรายการตามแบบรูปรายการ
ทั้งนี้ สตง. ยืนยันว่ากระบวนการดำเนินการก่อสร้างเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศฯ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และดำเนินโครงการตามหลักความสุจริต มีประสิทธิภาพ และตรวจสอบได้ แต่เมื่อมีการตรวจสอบกลับพบว่า มีปัญหาการก่อสร้างล่าช้าและมีข้อบกพร่องด้านวิศวกรรมหลายประการ

ภาพ โครงสร้างตึก สตง. วันที่ 30 เม.ย. 2568 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
โดยผลการตรวจสอบพบความบกพร่องการออกแบบอาคารและวิธีการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ระบุว่า การพังถล่มของอาคารเริ่มต้นที่ส่วนล่างของอาคาร ชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนที่เกิดจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเฉือนจนเกิดการวิบัติ ซึ่งผลการทดสอบเฉลี่ยของก้อนตัวอย่างคอนกรีตจากผนังรับแรงเฉือนได้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด
ขณะที่แบบรายละเอียดที่ใช้ในการก่อสร้างไม่เป็นไปตามกฎหมายที่บังคับใช้ ส่งผลให้อาคารรับแรงกระทำได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และระยะฝังของเหล็กเสริมที่จุดต่อของจุดต่อโครงสร้าง (Link Beam) กับผนังรับแรงเฉือนน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ทำให้จุดต่อบริเวณดังกล่าวอ่อนแอลง
การดำเนินคดีและความคืบหน้า
22 กรกฎาคม 2568 มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคลธรรมดารวม 23 ราย ต่อศาลอาญา ในฐานเป็นผู้มีวิชาชีพการออกแบบ ควบคุม ก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และร่วมกันปลอมเอกสาร โดยครอบคลุมตั้งแต่วิศวกร ผู้ควบคุมงาน กิจการร่วมค้า หนึ่งในนั้นมี เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการบริษัท อิตาเลียนไทย อยู่ด้วย
ล่าสุด 20 มีนาคม 2569 เฟซบุ๊กเพจสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินรายงานความคืบหน้าการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการดำเนินคดี ดังนี้
1) ศาลอาญามีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 23 ราย มีการนัดตรวจพยานหลักฐานแล้ว เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 และมีการนัดสืบพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569
2) กรมบัญชีกลาง ได้ดำเนินการตรวจสอบการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดย สตง. ได้ตอบข้อซักถามและชี้แจงข้อมูล พร้อมจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพื่อการตรวจสอบแล้ว
3) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (นอมินี) และสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ ในกรณีความผิดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีการร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริต 72 ราย DSI ได้ส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ
4) จากการร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทุจริต ป.ป.ช. ได้รับเอกสารจาก สตง. ตามที่ร้องขอไปเรียบร้อยแล้ว โดย สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่า มีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนไปแล้ว โดยผู้ถูกกล่าวหาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามที่ DSI เสนอ ได้แก่
- ผู้บริหารองค์กรอิสระ ได้แก่ ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), เลขานุการประธาน คตง., ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และอดีตผู้ว่าฯ สตง.
- คนที่เกี่ยวข้องกับการจ้างออกแบบ ก่อสร้าง และควบคุมงาน
- ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารบริหารพัสดุภาครัฐ
ทั้งนี้ 23 มีนาคม 2569 สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าฯ และโฆษก สตง. ให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนว่า สตง. ได้บอกเลิกสัญญาในส่วนของงานก่อสร้างและควบคุมงานไปแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้รับจ้าง และประสานบริษัทประกันภัยให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ส่วนแผนการก่อสร้างตึกใหม่จะไม่มีการดำเนินต่อ ยังไม่มีการตั้งงบประมาณใหม่ และหลังจากนี้จะยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทย

ภาพ รายงานสถานการณ์หลังอาคาร สตง. แห่งใหม่ทรุดตัวระหว่างก่อสร้าง ในวันที่ 28 มี.ค. 2568 (Photographer: Asadawut Boonlitsak)
ในส่วนของการเยียวยาผู้เสียหาย ได้มีการเยียวยาไปแล้วกว่า 129 ล้านบาท ครอบคลุมผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บและผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 96 ราย บาดเจ็บ 9 ราย เป็นการเยียวยาโดย “ไม่ผูกพัน” กับคดี และไม่ผูกพันต่อผลคำพิพากษาในอนาคต ทำให้ผู้เสียหายได้รับความช่วยเหลือทันทีโดยไม่ต้องรอผลคดี
อย่างไรก็ตาม ก็มีเสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้เสียชีวิตบางส่วนที่มองว่า การเยียวยาที่ได้รับยังไม่เหมาะสมกับความสูญเสีย
การเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ ได้เปิดปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมจากการทุจริตที่เกิดขึ้นในระบบราชการ ซึ่งนำมาสู่ความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก เพราะในความเป็นจริง หากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลังอาคารนี้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ผู้สูญเสียอาจเป็นเหล่าเจ้าหน้าที่รัฐจาก สตง. ที่มีส่วนในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเองด้วยซ้ำ
นอกจากความสูญเสียทั้งชีวิตของแรงงานและงบประมาณแผ่นดินจากการก่อสร้างดังกล่าว ยังส่งผลต่อความน่าเชื่อถือต่อหน่วยงานรัฐโดยเฉพาะองค์กรอิสระอย่าง ‘สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน’ ที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของหน่วยงานรัฐ แต่องค์กรเหล่านี้กลับถูกตั้งคำถามด้วยเช่นกัน