กองทุนประกันสังคมไม่ได้ถูกประทานลงมาจากฟ้า แต่มาจากการเคลื่อนไหวเรียกร้องของเครือข่ายแรงงานไทย
ในช่วงปี 2531-2532 ด้วยบริบทตอนนั้น แรงงานไทยขาดแคลนสิทธิ สวัสดิการขั้นพื้นฐาน เสี่ยงที่จะหมดตัวจากการเจ็บป่วยหรืออดอยากในวัยเกษียณ พวกเขาซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ในชาติ กลับถูกขูดรีดอย่างหนัก และไม่อาจเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ในท้ายที่สุด กองทุนประกันสังคมก็ถูกผลักดัน และก่อตั้งขึ้นในปี 2533
ถึงอย่างนั้น แรงงานก็ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกองทุนนี้โดยสมบูรณ์ เดิมที ผู้ประกันตนไม่ได้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘บอร์ดประกันสังคม’ ก่อนหน้านี้เราใช้ระบบ One Union, One Vote ก็คือให้ตัวแทนแต่ละสหภาพแรงงาน จะเล็กหรือใหญ่ ก็มีแค่ 1 เสียง เลือกบอร์ดประกันสังคม ฟังดูเข้าท่าดี แต่ถ้าเราดูสถิติของแรงงานที่สังกัดอยู่ในสหภาพ เราจะพบว่า มีแรงงานอยู่ในสหภาพแค่ 5.5 แสนคน เมื่อเทียบกับจำนวนแรงงานที่มีงานทำในระบบซึ่งมีมากกว่า 40 ล้านคน ด้วยวิธีการนี้ นำไปสู่การสุ่มเสี่ยงต่อการกินรวบหัวคะแนน ฮั้วผลโหวตกันภายใน หรือตั้งสหภาพใหม่เพื่อใช้ลงคะแนนก็ได้
ในปี 2558 ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคมฉบับใหม่กำหนดให้ผู้ประกันตนทุกคนมีสิทธิเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยกำหนดให้บอร์ดประกันสังคมมี 21 คน ประกอบด้วย
- 7 คน เป็นตัวแทนฝั่งลูกจ้าง (ผู้ประกันตนทุกมาตราเป็นคนเลือก, 1 คน เลือกได้ 7 หมายเลข)
- 7 คน เป็นตัวแทนฝั่งนายจ้าง (นายจ้าง ผู้ส่งเงินสบทบเป็นคนเลือก, 1 คน เลือกได้ 7 หมายเลข)
- อีก 7 คนเป็นตัวแทนจากฝั่งภาครัฐ ซึ่งจะเป็นโดยตำแหน่ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
โดยบอร์ดประกันสังคมทั้ง 21 คนนี้ จะทำหน้าที่ควบคุมทิศทางของกองทุน มีอำนาจหลักๆ ในการกำหนดนโยบาย วางแผนเพิ่มสิทธิประโยชน์ (เช่น ค่าทำฟัน ค่าคลอดบุตร ค่ารักษา) ออกระเบียบควบคุมการรับ-จ่ายเงิน และตัดสินใจนำเงินกองทุนหลักล้านล้านบาทของผู้ประกันตน-นายจ้าง-รัฐ ไปลงทุนต่อยอดให้งอกเงย พร้อมทั้งคอยตรวจดูงบดุลประจำปีของสำนักงานประกันสังคมด้วย
เรากำลังพูดถึง กองทุนมูลค่าหลักล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณกระทรวงแรงงานเสียอีก เราพูดถึงอำนาจในการดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานในระบบกว่า 20 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งใหญ่ และเราพูดถึง อนาคตของคุณภาพชีวิตแรงงานที่ไม่มีอะไรแน่นอน เราก็หวังว่า กองทุนนี้จะพอเป็น ‘หลักพิงสุดท้าย’ ของแรงงานในวันที่เขาเปราะบางที่สุด
The MATTER คุยกับ พรทิพย์ โม่งใหญ่ สื่อมวลชนที่เคยยืนต้านรัฐประหารในปี 2557 มาถึงวันตัดสินใจลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในทีมประกันสังคมก้าวหน้า ในรอบนี้ พวกเขาต้องการถึง 14 เสียงจากทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้าง เพื่อผลักดันกองทุนประกันสังคม สู่การคุ้มครองสิทธิสวัสดิการแรงงานแบบถ้วนหน้า
ทำไมถึงลงเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม?
“เริ่มต้นมาจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา มีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความโปร่งใสในสำนักงานประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลงทุนในตึก SKYY9 หรือเรื่องการจัดทำปฏิทิน ซึ่งเราในฐานะนักข่าวก็ติดตามและทำข่าวเรื่องนี้อยู่แล้ว”
“วันหนึ่งเราไปเห็นหน้าเพจของทีมประกันสังคมก้าวหน้าประกาศรับสมัครผู้ที่จะมาลงบอร์ดฯ เขาให้ส่ง Resume ผ่าน Google Form เราจึงลองส่งไปพร้อมตอบแบบสอบถามที่อาจารย์จั๊ก (รศ.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี) และทีมงานเตรียมไว้ ส่วนตัวเราในฐานะผู้ประกันตนคนหนึ่งรู้สึกว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้เลยว่าเงินที่เราส่งไปทุกเดือนถูกนำไปทำอะไร”
“จนกระทั่งทีมประกันสังคมก้าวหน้านำข้อมูลออกมาตีแผ่ ทำให้เราเห็นว่ามันมีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ ทั้งเรื่องการขาดการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการที่เจ้าของเงินไม่มีส่วนร่วมในเงินก้อนใหญ่ของคนทั้งประเทศ เราจึงอยากใช้ความสามารถด้านข่าวสืบสวนสอบสวนที่ทำมาตลอด 16 ปี เข้าไปตรวจสอบและปกป้องเงินของผู้ประกันตน ซึ่งก็คือเงินของตัวเราเองด้วยส่วนหนึ่ง”
เมื่อเร็วๆ นี้ อาจารย์จั๊กเพิ่งเปิดเผยว่า คุณเจี๊ยบเคยมีบทบาทในการแสดงสัญลักษณ์ปิดปากต้านรัฐประหารเมื่อปี 2557 ด้วย เรื่องนี้มีผลต่อการลงสมัครในทีมประกันสังคมก้าวหน้าไหม?
“จริงๆ ตอนแรกทีมงานไม่ทราบเรื่องนี้เลย เราเพิ่งบอกเขาตอนสัมภาษณ์รอบแรกเพราะกังวลว่าประวัติการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเรา ซึ่งก็มีทั้งคนรักและคนเกลียด เราเคยถูกข่มขู่ถึงชีวิตและคุกคามทางเพศอย่างรุนแรงในตอนนั้น เรื่องนี้จะเป็นอุปสรรคต่อทีมไหม แต่อาจารย์จั๊กกลับบอกว่าเป็น ‘โบนัส’ ด้วยซ้ำ”
“เราว่า สิ่งที่ทำให้เราทำงานด้วยกันได้จริงๆ คืออุดมการณ์ที่ตรงกัน เราทำงานข่าวมา 16 ปี สัมภาษณ์คนมาทุกระดับตั้งแต่คนไร้บ้านไปจนถึงนายกรัฐมนตรี เราเห็นความเหลื่อมล้ำมาตลอด และเราไม่ได้แค่ส่งเสียง แต่เราเคยร่วมผลักดันกฎหมายสำคัญๆ เช่น พรบ.ขอทาน หรือ พรบ.ป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหายฯ เราเคยถูกข่มขู่ ถูกฟ้องหมิ่นประมาทจากการตรวจสอบทุจริตที่ปราจีนบุรี”
“เราทุ่มเททำงานเพื่อสังคมมานาน จนวันนี้เรามองว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนจากผู้ส่งเสียงมาเป็นผู้ปกป้องสิทธิของผู้ประกันตนด้วยตัวเอง เราขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง 2 ปี ถ้าทำไม่ได้ตามเป้าหมาย เราก็พร้อมจะพิจารณาตัวเองและให้คนอื่นมาทำต่อ”
‘อาชีพที่มีเกียรติ แต่ไม่มีกิน’
ในฐานะคนทำงานสื่อ อยากใช้กลไกของบอร์ดประกันสังคมเข้าไปผลักดันสิทธิและสวัสดิการเพื่อคนในวงการสื่ออย่างไรบ้าง?
“สื่อมวลชนก็คือแรงงานในระบบ ปัจจุบันอุตสาหกรรมสื่อทำงานหนักมาก โดยเฉพาะนักข่าวภาคสนามและช่างภาพ พวกเขามีความเสี่ยงสูงมาก ทั้งเรื่องอุบัติเหตุจากการเดินทางและปัญหาสุขภาพ อย่างตัวเราเอง เคยลงพื้นที่ไฟไหม้โรงงานหรือบ่อขยะ ถึงจะมีหน้ากากป้องกัน แต่สารเคมีที่ฟุ้งกระจายมันส่งผลต่อร่างกายในระยะยาว ปัจจุบันเรายังมีโลหะหนักสะสมอยู่ในตัวเลย”
“นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น นักข่าวบางคนได้ค่าเดินทางรวมกับเงินเดือน หรือบางที่ให้ค่าเดินทางแค่ 2,000 บาทต่อเดือน ซึ่งไม่ครอบคลุมเลย เราอยากให้ทุกคนได้รับค่าจ้างที่ดำรงชีวิตอยู่ได้จริง เพื่อให้เขามีแรงใจทำงานสื่อต่อไปโดยไม่ต้องแบกรับแรงกดดันเรื่องเงินเพิ่มจากแรงกดดันในหน้าที่การงาน แถมตอนนี้คนรุ่นใหม่มักเป็นฟรีแลนซ์หรือลูกจ้างชั่วคราวที่มีความไม่แน่นอน เพราะโครงสร้างเปลี่ยนไปจากเดิม”
“ตลอด 16 ปีที่เราทำงานมา เราเห็นความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้สื่อข่าวภาคสนามกับผู้ประกาศข่าว รายได้ต่างกันลิบลับ เราเข้าใจนะว่า เรื่องการขายแบรนด์ส่วนบุคคลของผู้ประกาศ แต่คนทำงานเบื้องหลังหรือคนวิ่งสนาม พวกเขามีรายได้น้อยมาก เด็กจบใหม่สตาร์ทที่ 18,000 บาท สูงสุดรวมสวัสดิการก็ไม่เกิน 22,000 บาท ซึ่งอยู่ยากมากในปัจจุบัน ยิ่งถ้าเป็นผู้ช่วยช่างภาพที่ไม่ได้จบปริญญาตรี บางคนได้แค่ 12,000-13,000 บาท ทั้งที่ตากแดดตากฝนเหมือนกัน ถ้าเป็นไปได้ เราอยากผลักดันให้รายได้ของคนทำงานกลุ่มนี้ขยับขึ้นอย่างน้อย 10%”
“แต่ทั้งนี้เราก็เข้าใจว่าการจะทำเรื่องเฉพาะกลุ่มสื่อเลยอาจจะยากในตอนแรก เราต้องทำงานเป็นทีมเพื่อแก้ปัญหารากฐานที่เป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกันตนทุกคนก่อน เช่น การตรวจสอบงบประมาณที่ฟุ่มเฟือย หากระบบพื้นฐานดีแล้ว การเจาะจงเฉพาะกลุ่มก็จะทำได้ง่ายขึ้นตามไปเอง”
แค่ 7 เสียงไม่พอหรือ?
ครั้งนี้ทีมประกันสังคมก้าวหน้าส่งผู้สมัครฝั่งนายจ้างด้วย รวมเป็น 14 เสียง… แล้ว 7 เสียงจากฝั่งผู้ประกันตนมีไม่พอหรือ?
“ที่ผ่านมา บอร์ดประกันสังคมมี 3 ส่วนคือ ข้าราชการ 7 คน ลูกจ้าง 7 คน และนายจ้าง 7 คน รวมเป็น 21 คน ในสมัยที่แล้วทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีแค่ 6 เสียง เวลาจะโหวตวาระสำคัญ เช่น การยับยั้งการซื้อตึกที่ไม่คุ้มค่า หรือการตรวจสอบงบประมาณ 6 เสียงสู้ 15 เสียงที่เหลือไม่ได้ เราจึงแพ้โหวตตลอด”
“การที่เราต้องการ 14 เสียง ไม่ใช่เพราะเราอยากสร้างพรรคการเมืองในกระทรวงแรงงาน แต่เพื่อให้เรามี ‘หู ตา และสมอง’ ที่มากพอในการทำงาน และมีอำนาจต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนจริงๆ นอกจากนี้ เราจะสามารถส่งคนของเราเข้าไปอยู่ในคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ได้ครบถ้วน เช่น อนุกรรมการด้าน IT เพื่อดูเรื่องแอปพลิเคชันที่มีปัญหา หรืออนุกรรมการการลงทุนเพื่อป้องกันการเอาเงินไปซื้อตึก SKYY9 หรือที่เขาทำปฏิทินแจกอย่างที่เห็นกัน… 14 เสียงจะช่วยรักษาเม็ดเงินของผู้ประกันตนให้ถูกนำไปใช้เป็นสวัสดิการระยะยาว แทนที่จะหลุดลอยไปกับการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ชัดเจนว่าจะสร้างประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนอย่างไร”
ก่อนหน้านี้ คุณเจี๊ยบพูดถึงเป้าหมายการ ‘ปฏิรูป’ ประกันสังคม แล้วอะไรคือหมุดหมายที่บอกว่าการปฏิรูปสำเร็จแล้ว?
“อย่างแรกคือ เงินบำนาญชราภาพต้องสูงขึ้น เราอยากให้เงินบำนาญสอดคล้องกับค่าครองชีพจริง เหมือนโมเดลในประเทศฝรั่งเศสที่ผู้เกษียณสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องรันทด ไม่ต้องดิ้นรนทำงานเพิ่ม”
“อย่างที่สองคือ การปรับสิทธิการรักษาพยาบาลจากเชิงรับเป็นเชิงรุก ปัจจุบันเราเน้นแค่รักษาแต่ไม่มีการป้องกัน เราขอยกตัวอย่างเรื่องการตรวจมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงวัย 40 อย่างเรา ซึ่งหาที่ตรวจยากมากในระบบประกันสังคม เราอยากให้มีการตรวจสุขภาพและให้วัคซีนที่จำเป็นฟรี เช่น วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ค่าตรวจหลักพัน ค่าวัคซีนหลักหมื่น แต่อยู่ได้แค่ 5 ปี เมื่อเทียบกับค่ารักษามะเร็งระยะลุกลามที่อาจสูงถึง 4 แสนบาทขึ้นไป การป้องกันประหยัดงบประมาณกองทุนได้มากกว่าในระยะยาว และยังทำให้ผู้ประกันตนมีสุขภาพดี ทำงานจ่ายภาษีและส่งเงินสมทบต่อได้”
ประกันสังคมถ้วนหน้าคืออะไร แล้วก่อนนี้ไม่ถ้วนหน้าหรือ?
“ปัจจุบัน เรามีแรงงานอิสระ (ผู้ประกันตนมาตรา 40) เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พ่อค้าแม่ค้า หรือไรเดอร์ จำนวนมากที่หลุดออกจากระบบ ข้อมูลปีล่าสุดพบว่า คนกลุ่มนี้หายไปจากระบบเยอะมาก เหลือส่งเงินสมทบจริงแค่หลักแสนจากหลักสิบล้านคน เพราะเขามีรายได้เป็นรายวัน เงินจำนวน 100-300 บาท คือค่าข้าวทั้งวันของเขา การจะให้เขาส่งเงินสมทบเองจึงเป็นเรื่องยาก”
“ทีมเราอยากผลักดันให้รัฐบาลช่วยอุดหนุนเงินสมทบ เดือนละประมาณ 70 บาทต่อหัว เพื่อจูงใจให้แรงงานกลุ่มนี้กลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งเงินจำนวนนี้ไม่เยอะเลยเมื่อเทียบกับการที่รัฐต้องไปแบกรับงบประมาณดูแลกลุ่มเปราะบางในอนาคต ที่อาจต้องใช้เงินเยอะกว่าการลงทุนในตอนนี้ การดึงคนกลับมาจะช่วยขยายกองทุนและสร้างหลักประกันให้พวกเขาเมื่อแก่ตัวลงได้ดีกว่าการรอรับเงินสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว”
กังวลจำนวนผู้มาใช้สิทธิไหม?
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งราว 9.5 แสนคน แต่ในวันจริงมีผู้มาใช้สิทธิเพียง 1.5 แสนคน ซึ่งถือว่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกันตนทั่วประเทศกว่า 24.63 ล้านคน หรือคิดเป็น 0.64% เท่านั้น คุณเจี๊ยบกังวลเรื่องการมาใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ประกันตนไหม?
“กังวลมาก ครั้งที่แล้วคนมาใช้สิทธิน้อย เพราะขั้นตอนมันยุ่งยากซับซ้อน ทั้งต้องลงทะเบียนล่วงหน้าและต้องเดินทางไปที่คูหาในวันจริง ซึ่งบางคนลางานไม่ได้ หรือฝนตก เรามองว่าในเมื่อเรามีฐานข้อมูลในแอปพลิเคชันและมีบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ทำไมเราถึงทำ การเลือกตั้งออนไลน์ไม่ได้? งบประมาณ 300 ล้านบาทที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง ส่วนใหญ่หมดไปกับการตั้งหน่วยเลือกตั้งจนแทบไม่เหลือทำ PR”
“อีกหนึ่งเป้าหมายของเราใน 2 ปีนี้คือการผลักดันให้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเป็นระบบออนไลน์ เพื่อความสะดวกและโปร่งใส ให้เจ้าของเงินตัวจริงได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากที่สุด ไม่ใช่แค่คนกลุ่มเดิมๆ ที่รู้กันเอง เลือกกันเองเหมือนในอดีต”
จริงอยู่ที่บอร์ดประกันสังคมจะไม่ได้มีอำนาจบริหารกองทุนโดยเบ็ดเสร็จ แต่ไอเดียสำคัญของการเลือกตั้งนี้ คือการหาผู้แทนเข้าไปตรวจสอบและเปิดเผยการทำงานของกองทุนให้โปร่งใส ให้ทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของพี่น้องแรงงาน สร้างผลประโยชน์สูงสุดให้แก่พวกเรา ผู้ประกันตนทุกคน มีส่วนร่วมในการสร้างประชาธิปไตยในที่ทำงานให้เกิดขึ้นได้ ผ่านการเข้าคูหา เลือกคนที่คิดว่าใช่ ในวันที่ 27 กันยายน 2569 และอย่าลืมลงทะเบียนก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ https://www.sso.go.th/sbe2/
อ้างอิงจาก