สังคมแห่งความเสี่ยง กำลังบอกเราทุกคนว่าให้กอดงานที่ตัวเองทำเอาไว้แน่นๆ เร่งขยันทำมาหากิน เพื่อแค่ให้อยู่รอดในบั้นปลายชีวิต ขอแค่ว่าตัวเองจะไม่ล้มป่วยไปในสักวัน พรุ่งนี้บริษัทจะเลย์ออฟไหม หรือขับรถอยู่ดีๆ จะมีอะไรหล่นทับใส่หัวหรือเปล่า เพราะการก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะคนรายได้น้อยที่แทบไม่มีตาข่ายสวัสดิการใดรองรับเลย นั่นอาจทำให้เขากลายเป็นคนไร้บ้านได้ทันที
ในยุคแห่งความผันผวนนี้ ไม่ว่าใครก็กลายเป็นคนไร้บ้านได้ ด้วยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ผลักให้พวกเขาออกมาอยู่ริมถนน แต่ถึงอย่างนั้น เมืองกลับปฏิเสธตัวตนของพวกเขา ทุกวันนี้ การเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสในการตั้งต้นชีวิตใหม่ของคนไร้บ้านกลับถูกมองข้ามอยู่เสมอ อยู่ในเมือง แต่เสมือนตายจากสังคม และบางคนก็ตายจากไปสักมุมใดมุมหนึ่งของเมืองนี้จริงๆ
The MATTER ลงพื้นที่ประปาแม้นศรี (หลังเก่า) พูดคุยกับกลุ่มคนไร้บ้าน และอัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน ถึงปัญหาความเปราะบางของระบบสวัสดิการ และเรื่องที่อยากฝากให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพคนใหม่ช่วยแก้ไข ในฐานะเจ้าบ้านผู้ดูแลเมือง
คนไร้บ้านมาจากไหน?
ตั้งต้นกันก่อนว่า แม้จะเรียกว่า ‘คนไร้บ้าน’ แต่ส่วนหนึ่งของคนกลุ่มนี้ในภาพจำของเรา แท้จริงพวกเขาเคยมีบ้านอยู่ เคยมีงานทำ บางคนเคยมีสถานะของชีวิตที่มั่นคงมากคนหนึ่ง แต่ด้วยอุบัติเหตุในชีวิต บ้างตกงาน บ้างมีปัญหากับครอบครัว บ้างล้มป่วยหนัก บ้างล้มละลายจากพิษเศรษฐกิจ กลายเป็นคนไร้ที่พึ่ง ต้องอาศัยอยู่ตามฟุตบาท ชายคาป้ายรถเมล์ และพื้นที่สาธารณะ
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่สาธารณะเหล่านี้ จึงมีตัวตนที่หลากหลายมาก ทั้งคนที่เจตนาออกจากบ้านเพราะบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย คนเร่ร่อนที่ไม่มีที่พักอาศัยจริงๆ คนตกงานอยากหาที่พักอาศัยขอตั้งสติสักคืนสองคืน ผู้สูงวัยที่ไร้ญาติพึ่งพิง ผู้ป่วยทางจิตเวช หรือแม้แต่ผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวออกจากโรงพยาบาล แล้วไม่มีที่ไปเนื่องจากขาดระบบส่งต่อ ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นได้กับเราทุกคน และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลจากมูลนิธิอิสรชนเผยว่า คนไร้บ้านหน้าใหม่มีจำนวนเพิ่มขึ้น และประมาณ 30% เป็นผู้ที่เข้าสู่ภาวะไร้บ้านไม่เกิน 2 ปี สาเหตุหลักมาจากการตกงาน รายได้ไม่มั่นคง และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
ซ้ำร้าย กทม. ยังเผชิญความท้าทายจากสังคมสูงวัย ผู้สูงอายุจำนวนมากต้องอาศัยเพียงลำพัง พวกเขาเสี่ยงที่จะถูกขับไล่จากบ้าน เคหสถาน โดยเฉพาะเมื่อเผชิญภาวะตกงาน เจ็บป่วย หรือไร้ญาติมิตร พวกเขาถูกปฏิบัติเสมือนตายไปจากสังคม หรือบางคนอาจตายจากไปจริงๆ สืบเนื่องจากรายงานการเสียชีวิตของผู้ป่วยในพื้นที่สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้น
ถ้าเลือกได้ ก็ไม่มีใครอยากตกทุกข์ได้ยาก แต่สังคมที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ทำให้เรื่องคนไร้บ้านจึงเป็นเรื่องของเราทุกคน และเป็นภาพสะท้อนของระบบสวัสดิการว่าทำงานได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน เมื่อคนตกงานเขามีที่พึ่งพิงอย่างไร เมื่อคนล้มป่วยพวกเขามีหนทางรักษาอย่างไร สังคมได้ให้โอกาสผู้คนที่ก้าวพลาดได้มีหลังพิงเพื่อกลับมาตั้งหลักมากน้อยเพียงใด ปัญหาคนไร้บ้านจึงเป็นเรื่องซับซ้อน จะหวังแค่หนึ่งหน่วยงานเข้ามาแก้ไข ยิ่งเป็นไปได้ยาก ไอเดียของเรื่องนี้คือการคัดกรองปัญหาและส่งต่อ เพื่อช่วยให้พวกเขาสามารถคลี่คลายปมปัญหาไปได้ทีละอย่าง
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาแบบราชการในปัจจุบันยังเน้นการคุ้มครองปลายทาง มากกว่าการป้องกัน ระบบราชการยังการเชื่อมต่อระหว่างระบบที่อยู่อาศัย สุขภาพ สวัสดิการ และการจ้างงาน ทำให้การช่วยเหลือคนไร้บ้าน จึงเน้นไปทางการกุศล มากกว่าการช่วยรับรองสิทธิพวกเขาในด้านต่างๆ เพื่อทำให้เขากลับมาตั้งหลักใหม่ได้ และยังมีปัญหาทางทัศนคติที่การจัดระเบียบเมือง นำไปสู่การลิดรอนความเป็นมนุษย์ เช่น การยึดทำลายสัมภาระ เอกสารสำคัญ ตลอดจนยารักษาโรคของคนไร้บ้าน
ผู้รับผลจากความรุนแรงในสังคม
อัจฉรา สรวารี เลขาธิการมูลนิธิอิสรชน เล่าให้ฟังว่า ปัญหาคนไร้บ้านเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินกว่าขนาดอำนาจของกรุงเทพมหานคร เพราะต้นตอของปัญหาจริงๆ คือเรื่องของรัฐสวัสดิการ โครงสร้างสังคมบีบให้คนอ่อนแอลง แต่ขาดสิทธิที่จะช่วยประคองตัวเองไปจนถึงบั้นปลายชีวิต พอวันไหนที่ล้มป่วยหนัก ไม่มีคนดูแล ไม่มีงานทำ ขาดทรัพย์สินจะเลี้ยงดูตนได้ พวกเขาจึงออกมาอาศัยตามท้องถนน เพราะฉะนั้น ยืนยันได้ว่า ปัญหาคนไร้บ้านไม่ใช่เรื่องปัจเจก แต่เป็นปัญหาโครงสร้างสังคมที่ละเลยพวกเขา
แม้จะเป็นเหยื่อจากความรุนแรงจากโครงสร้างสังคมที่ไม่เป็นธรรม แต่เมืองกลับยังเลือกปฏิบัติ และเบียดขับพวกเขาออกจากพื้นที่ อัจฉรา เล่าว่า ปัจจุบันมีการใช้กฎหมายที่ลักลั่นกันในการจัดการปัญหานี้ คือ พรบ. รักษาความสะอาดฯ ของ กทม. ที่มุ่งเน้นการจัดระเบียบซึ่งบางครั้งนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่มี พรบ. คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 เพื่อดูแลและคุ้มครอง
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2553 จะพบว่ามีการล้อมรั้วสนามหลวงเพื่อจัดระเบียบใหม่ และยังมีการติดป้ายตีตราคนกลุ่มนี้ว่าเป็น ‘อาชญากร’ เพื่อขับไล่ออกจากพื้นที่ และเมื่อรัฐจะย้ายคนกลุ่มนี้ไปพักพิงที่อื่น ก็เกิดการต่อต้านจากชุมชนในละแวกนั้นอีก ซึ่งทางมูลนิธิมองว่าคนไร้บ้านก็คือคน หากทำผิดกฎหมายจริงตำรวจก็ควรดำเนินคดีตามขั้นตอน แต่ไม่ใช่การกีดกันด้วยอคติและเลือกปฏิบัติกับพวกเขาอย่างไม่ใช่มนุษย์
ตราบใดที่สวัสดิการของสังคมยังอ่อนแอ เราจำเป็นที่ต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้ร่วมกัน ทั้งที่เรามีที่อยู่อาศัยจำนวนมาก แต่พวกเขากลับเข้าไม่ถึงที่พักอาศัยที่ปลอดภัยเหล่านั้น ถึงจะสร้างสถานสงเคราะห์เพิ่ม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ เพราะสถานสงเคราะห์มีข้อจำกัดด้านพื้นที่และมีคนอยู่อย่างแออัด หรือสถานพักพิงของรัฐอย่าง ‘บ้านอิ่มใจ’ ก็ไม่ได้มีไว้เพื่ออยู่อาศัยถาวร เงื่อนไขคือรับเฉพาะผู้ที่ดูแลตัวเองได้และให้อยู่ได้เพียง 7-15 วันเท่านั้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แต่ในความเป็นจริง กว่า 60% ของคนบนท้องถนนคือผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปี รวมถึงผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ซึ่งหลายกรณีต้องมาเสียชีวิตในที่สาธารณะเนื่องจากขาดระบบดูแลที่มีคุณภาพ
ขาดเจ้าภาพจัดการปัญหา-ราชการติดล็อก
อัจฉรา เสนอว่าสิ่งที่เมืองต้องการคือเจ้าภาพ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่เป็นเขตปกครองพิเศษ มีอำนาจมากกว่าท้องถิ่นไหนๆ ควรเป็นโมเดลต้นแบบในการสร้างระบบ เพราะที่ผ่านมา เราพิสูจน์กันมามากแล้วว่า การจัดการเป็นรายกรณีนั้นไม่เพียงพอ หากระบบเข้มแข็ง มีคำสั่งการรองรับ มีแรงขับเคลื่อนทางนโยบายจากระดับบน เจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการจะกล้าตัดสินใจช่วยเหลือภายใต้กฎหมายที่มองเห็นคนเป็นคน
เบื้องต้น เรามีกฎหมายที่พอจะช่วยเหลือพวกเขาได้ มีหน่วยงานให้ส่งต่อเคส แต่อัจฉรายอมรับว่า ปัจจุบันอุปสรรคสำคัญคือทัศนคติและการทำงานของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง สตง. ที่บางครั้งตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด (ตีความว่าคนไร้บ้านไม่ใช่ “คนด้อยโอกาส” ซึ่งอยู่ในอำนาจที่ท้องถิ่นดูแลได้ แต่ถูกจัดว่าเป็น “คนไร้ที่พึ่ง” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 และมองว่าเป็นหน้าที่ของ พม. โดยตรง ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถใช้งบประมาณของตนเองมาดูแลคนกลุ่มนี้ได้) จนทำให้หน่วยงานท้องถิ่นไม่กล้าใช้งบประมาณดูแลคนไร้ที่พึ่ง เพราะกลัวว่าจะสุ่มเสี่ยงผิดขั้นตอนแม้มีเจตนาดี นอกจากนี้ ระบบงบประมาณของรัฐยังไม่เอื้อต่อการทำงานอาสาสมัคร ทำให้เกิดปัญหาในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเดินทาง
นอกจากนี้ ไทยยังขาดไอเดียเกี่ยวกับ Emergency Shelter คือเป็นที่หลบภัยที่ให้ใครก็ได้ที่เจอปัญหาในชีวิต เข้ามาอยู่พักอาศัยก่อนได้ (แม้แต่กรณีแผ่นดินไหว ภัยพิบัติต่างๆ) เปิดพื้นที่ให้คนตกงานหรือถูกไล่ออกจากที่พักได้เข้ามาอาบน้ำ พักผ่อน และพูดคุยเพื่อหาทางออกเบื้องต้นอย่างน้อย 1 คืน ก่อนจะส่งต่อเข้าระบบต่อไป
ดังนั้นไอเดียสำคัญของการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน คือการไม่มองทางออกของเรื่องนี้เป็นการกุศลอย่างเดียว และไม่ด่วนสรุปจนเกินไปว่าพวกเขาต้องการสิ่งใด แต่สิ่งสำคัญคือการหาเจ้าภาพ ในที่นี้คือ กทม. เจ้าของพื้นที่ เป็นคนดูแล และเชื่อมต่อการช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่น เช่น ถ้ามีปัญหาด้านสิทธิ ด้านการยืนยันตัวตน ก็ต้องส่งต่อให้เขต หรือหน่วยงานปกครอง ถ้ามีปัญหาด้านค่ารักษา อาจส่งต่อให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพ แล้วจากนั้น เมื่อเขาตั้งตัวได้ ค่อยนำไปสู่การให้ความรู้ทักษะ หรือหางานทำ เพื่อนำกลับสู่สังคม เป็นต้น
อัจฉราเน้นว่า ทุกคนเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้บ้าน เนื่องจากระบบสวัสดิการไทยไม่ครอบคลุม หากครอบครัวมีผู้ป่วยติดเตียงหนึ่งคน จะกระทบต่อรายได้ของคนในบ้านทันที แต่รัฐกลับมีสวัสดิการสนับสนุนที่น้อยมาก เช่น เบี้ยพิการ 800 บาท หรือผ้าอ้อมผู้ใหญ่เพียง 2 ชิ้นต่อวัน แถมระบบประกันสังคมเองก็มีสิทธิจำกัดมากๆ สำหรับแรงงานนอกระบบ ผู้บริหารเมืองคนใหม่ต้องมองเรื่องนี้สำคัญไม่แพ้กว่าการพัฒนาเมืองให้สวย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า นโยบายเมืองส่วนใหญ่มักเน้นเรื่องเมืองสวยงาม เพื่อเอาใจชนชั้นกลาง แต่ละเลยคนระดับรากหญ้าที่เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเมือง ส่วนคนในที่สาธารณะหรือแรงงานนอกระบบมักถูกมองว่าไม่ใช่ฐานเสียงจึงไม่ได้รับความสำคัญ โจทย์สำคัญของผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ คือการมองคนให้เท่ากัน และบริหารจัดการคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเจอคนเหล่านี้ในเมืองได้ การสร้างเมืองที่สวยงามควรเดินไปพร้อมกับการดูแลชีวิตของผู้คนอย่างมีศักดิ์ศรี
“ที่ผ่านมา เรามักเห็นนโยบายเมืองสวยงาม เอาใจชนชั้นกลาง แต่ถ้าคุณมองคนเท่ากัน การสร้างคุณภาพชีวิตของคนในเมือง เราคงไม่อยากให้เมืองที่สวยมีคนนอนเจ็บป่วยข้างถนน เสมือนว่าเขาไม่ได้ถูกนับเป็นคน” อัจฉรา ทิ้งท้าย

เสียงจากคนไร้บ้าน ถึงผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่
เมื่อถามลุงชัย (นามสมมุติ) อายุ 48 ปีว่าอยากฝากบอกอะไรถึงผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ เขาตอบมาว่ามีแค่เรื่องเดียวคือ ‘โอกาส’ ลุงชัยเล่าว่า ตัวเองเกิดและโตที่วงเวียนใหญ่ แถวฝั่งธนฯ โดยใช้ชีวิตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของมหานครแห่งนี้มาทั้งชีวิต
“ผมก็เคยเป็นคน เคยเป็นคนมีตังค์ครับ แล้วผมก็ขับรถเนี่ย ผมก็มองอนาคต ผมพูดกับตัวเองนะ ว่าอนาคตไม่อยากมาเป็น ไม่อยากมานอนไร้บ้าน แต่มันเกิดความผิดพลาดกับตัวเอง ทุกคนก็มีผิดพลาด”
ในช่วง 40 กว่าปีที่ผ่านมา ลุงชัยเคยทำงานมาหลากหลายอาชีพ ทั้งเคยอยู่ที่ชลบุรีและกรุงเทพฯ แต่จุดเปลี่ยนของชีวิตก็เกิดในช่วงโควิด ที่เขาตกงานและต้องเสียพ่อแม่ของตัวเองไป
แต่นั่นก็ไม่ใช่จุดที่เขาหยุดสู้ชีวิต เพราะหลังจากตกงาน ลุงชัยก็กลับมาหาโอกาสในกรุงเทพฯ ทั้งขายพวงมาลัย ขายของจิปาถะ ขายทรัพย์สินที่ตัวเองมี จนกระทั่งรถของตัวเองพังทำให้เดินทางและทำมาหากินลำบาก “ก็โดนไล่ออกจากห้องเช่า ก็เลยได้เร่ร่อนนอนอยู่แถวๆ นี้”
“พอ (ชีวิต) ผิดพลาดปุ๊บ แล้วผมเป็นคนเหมือนทำนองว่า พี่น้องมี แต่เขาก็มีครอบครัวของเขา ถ้าเราไปอยู่ เขาก็วุ่นวาย” ลุงชัยเล่า
หลังจากไร้บ้านมา 4 ปี ตอนนี้เขากำลังจะเริ่มงานใหม่ โดยเลล่าว่า “ก็ตอนนี้ผมได้งานแล้ว ทางบ้านอิ่มใจเนี่ย เขาก็พยายามหางานให้กับทุกคน ผมก็ได้งานที่กรุงเทพฯ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นพวกเกี่ยวกับแผนกภูมิทัศน์ ก็คือดูแลต้นไม้ ตัดหญ้า”
ลุงชัยมองว่าสิ่งที่ได้รับจากบ้านอิ่มใจคือ ‘โอกาส’ ที่อยากให้ ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่มาสานต่อ
“ที่นี่ (บ้านอิ่มใจ) จะมีเรียนทำอาหารเอย เรียนอะไรสารพัด ผมก็ได้วุฒิจากท่านผู้ว่าฯ มาแล้วนะ ได้มาแล้วว่าผมทำอาหารได้ แต่ผมถามว่า ผมได้ใบนั้น เอาไปยื่น ใครจะเอา เราไปสมัคร เขาก็ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าเรา เขาก็ไม่เอา คือขอแค่อย่างเดียวคือ โอกาส” ลุงชัย บอก
พร้อมย้ำว่า “งานคือเอาทุกอย่าง คือผมไม่เคยเกี่ยง แค่โอกาสอย่างเดียว ทุกคนเนี่ยรอโอกาส”

นอกจากโอกาสแล้ว อีกเสียงที่ ลุงอ้วน อายุ 61 ปี อยากจะส่งให้ถึงผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปคือ ‘คุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ’ เมื่อก่อนลุงอ้วนเคยทำงานมาหลายอย่าง ทั้งเคยรับจ้าง และเป็น รปภ.ของบริษัทถึง 3 แห่ง แต่สุดท้ายแล้วก็เจอปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ กับนายจ้าง
“ตามหลักการแล้วเข้าไป (ทำงาน) แล้วเนี่ย บริษัทต้องมีเงินเบิกให้อยู่แล้ว วันละ 200-250 บาท เป็นค่าใช้จ่ายต่อวัน แต่บางที่เข้าไปแค่ 2-3 วัน ก็บอกว่า อ้าว บริษัทเงินหมด ไม่มีให้เบิก ส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องเงินทั้งนั้น” เขาเล่า
เมื่อการเงินมีปัญหา ชีวิตของลุงอ้วนก็เปลี่ยนไป จากที่มีที่อยู่ก็ต้องไร้บ้าน “เพิ่งตรวจเจอ (โรคเกาต์) แต่ว่าตัวผมเอง มันรู้สึกปวดมานานแล้ว สุดท้ายไปที่โรงพยาบาล หมอก็สงสัย บอกว่างั้นขอเจาะเลือดตรวจเลย ปรากฏว่ายูริกมันสูง” ลุงอ้วนเล่าถึงโรคประจำตัวของเข
เมื่อถามถึงการไปหมอ ลุงอ้วนบอกว่าตัวเองใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ใช่ว่า เขาจะมีเงิน 30 บาททุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล
“ตอนผมไม่มีเงินเนี่ย ผมก็ขึ้นไปที่สังคมสงเคราะห์ แจ้งว่าวันนี้ผมมาตรวจรักษา แต่ผมไม่มีเงิน ผมมาใช้สิทธิที่ไม่จ่ายเงิน แรกๆ เขาก็เซ็นใบให้ พอหลังๆ ไปที่การเงิน การเงินก็บอกว่าต้องไปติดต่อห้องยา ห้องยาก็บอก อ้าว ต้องไปติดต่อการเงิน […] ผมวิ่งไม่ไหวแล้วล่ะ วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไม่ไหวแล้ว” ลุงอ้วน ระบุ
นี่อาจเป็นเหตุผลว่า สิ่งที่เขาอยากให้ผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปดูแลคือทำคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้มันดีขึ้น ปรับสาธารณูปโภคให้เข้าถึงทุกคน

กำแพงหนึ่งที่ทำให้การช่วยเหลือกลุ่มคนไร้บ้านไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ อาจเป็นทัศนคติของสังคมที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพวกเขา ทั้งที่เมืองมีหน้าที่โอบอุ้มทุกชีวิต และเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองในสังคม นี่จึงเป็นโจทย์ท้าทายถึงผู้ว่าฯ กทม. คนถัดไป ว่าจะทำให้เมืองเป็นของทุกคนได้อย่างไร