หลายเดือนที่ผ่านมา มีเสียงสะท้อนจากเหล่าเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ถึงวิกฤตต่างๆ ที่ทำให้ราคาตกต่ำ การครอบงำตลาด ไปจนถึงการทำสินค้าลอกเลียนแบบ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันยิ่งซ้ำเติมปัญหาให้ทบทวีขึ้นไปอีก เพราะขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้เกิดเป็นภาพการรวมตัวเรียกร้องในหลายพื้นที่
จากเดิมที่เกษตรกรสามารถบำรุงเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพ แต่เมื่อราคาต่ำลงทำให้การบำรุงผลผลิตไม่สามารถทำได้เช่นเดิม สิ่งนี้ส่งผลกระทบถึงโรงงานและภาคการผลิต-ส่งออก หรือทั้งห่วงโซ่ ประกอบกับการเข้ามาของทุนต่างชาติที่กดให้เกษตรกรไทยไร้อำนาจต่อรอง
เมื่อจุดแข็งของไทยคือหนึ่งในแหล่งเพาะปลูกที่ดีที่สุดในโลก แต่จุดอ่อนกลับเป็นราคาที่ตกต่ำและไม่รู้ว่าอนาคตจะขึ้นกลับมาเท่าเดิมได้เมื่อไหร่ The MATTER พูดคุยกับ ‘จรัญ เจริญทรัพย์’ นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย ถึงวิกฤตที่เกิดขึ้นไปพร้อมกับการมองปัญหาที่ไม่ได้มีแค่เรื่องกลไกราคา แต่กลับเป็นโครงสร้างที่ฝังลึกอยู่ข้างใน
จรัญ เล่าว่า ในอดีตราคาหน้าสวนของมะพร้าวน้ำหอมต่อลูกเฉลี่ยอยู่ที่ 10-30 บาทต่อลูก จากนั้นก็ลดลงเหลือ 5 บาทต่อลูก ส่วนปัจจุบันที่เกิดปัญหาเรื่องราคาในช่วงปีที่ผ่านมานั้น เพราะราคาตกเหลือ 2-4 บาทต่อลูก โดยที่ผู้ที่มีสิทธิ์กำหนดราคาในระบบคือผู้ซื้อรายใหญ่เท่านั้น

Photo via Shutterstock
ปัจจัยอะไรที่ทำให้ราคาตก?
จรัญ บอกว่า ปัจจัยหลักๆ เลยคือ เศรษฐกิจซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้เพราะทั่วโลกก็กำลังเผชิญเช่นกัน ส่วนปัจจัยต่อมาคือ พื้นที่ปลูกมากขึ้น จากเดิมประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกอยู่ประมาณ 2 แสนไร่ แต่ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมากถึง 4.5 แสนไร่
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปัจจัยที่หยิบยกมาจะเป็นปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ราคามะพร้าวตกลง แต่จรัญได้ตั้งข้อสังเกตถึง ราคาของสินค้าส่งออกที่ไม่สัมพันธ์กับราคาที่เกษตรกรขายได้
“สินค้าส่งออกทำไมปลายทางลูกเกือบร้อย เช่น ในห้างลูกหนึ่งก็ประมาณ 30 บาท แต่เกษตรกรเราได้แค่ 2-4 บาทต่อลูก สมัยก่อน คนไทยสามารถเรียกราคาได้เพราะความต้องการมันสูง เขาอยากซื้อส่งออกมากทำให้ราคาขึ้น แต่ปัจจุบันการส่งออกก็ยังเหมือนเดิม แต่ราคาไม่ได้ขึ้นเลย” จรัญกล่าว

Photo via Shutterstock
การเข้ามาของทุนจีน
แม้ปัจจัยหลักๆ ที่กล่าวไปข้างต้นจะเกี่ยวกับพื้นที่เพาะปลูกหรือพิษเศรษฐกิจ แต่นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย มองว่า การเข้ามาของทุนต่างชาติใหญ่ เช่น ‘จีน’ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้กลไกราคามะพร้าวผิดเพี้ยนไป
“ปกติราคามันก็มีขึ้นมีลง แต่ช่วงนี้ควรจะเป็นช่วงที่ราคาขึ้นจริงๆ เพราะอากาศร้อน แต่ราคากลับไม่ขึ้น” จรัญเล่าพร้อมบอกอีกว่า เมื่อราว 10 ปีที่แล้ว มะพร้าวเป็นที่ต้องการของต่างประเทศ ซึ่งรายใหญ่ที่ค้าขายกับเราคือประเทศจีน ซึ่งรับซื้อในราคาที่สูงมาก จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนหันไปปลูกกันเยอะ
“จากเดิมทุนที่ซื้อเพราะปลายทางสั่ง ก็เริ่มมาดูโรงงาน ดูล้ง (โรงคัดบรรจุ) มาใช้พื้นที่ในล้ง หรือเช่าพื้นที่ จนตอนนี้เขาก็เริ่มเข้ามามีบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย เล่า
แต่ถึงอย่างนั้น แม้จรัญมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะประเทศไทยเปิดให้มีการค้าเสรี หากการเข้ามาของทุนต่างๆ ไม่ได้ทำผิดกฎหมายอะไร ทว่า ‘รัฐ’ คือบุคคลสำคัญที่จะต้องช่วยเหลือ-เยียวยาเกษตรกร เพราะแม้ว่าทุนจีนจะไม่ได้เข้ามาในทีเดียว แต่เกษตรกรกำลังถูกรุกคืบเข้ามาเรื่อยๆ เดิมทีที่เข้าใจว่าราคาจะกลับมาพุ่งขึ้นกลับตกต่ำจนถึงตอนนี้

Photo via Shutterstock
มาตรการรัฐปัจจุบันยังไม่เพียงพอ?
นายกฯ มองว่ามาตรการที่รัฐส่งมาเยียวยา หรือกระจายสินค้าในปัจจุบันนั้นยังไม่เพียงพอ อาจจะต้องขยายไปถึงเรื่องการทำธุรกิจที่ต้องเอื้อให้กับคนไทย ในขณะที่ทุนต่างชาติที่เข้ามาก็ควรมีกรอบจำกัดอะไรหรือไม่
จรัญยกตัวอย่าง การประกันราคาขั้นต่ำ เช่น เมื่อทราบอยู่แล้วว่ามะพร้าวมีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5 บาทต่อลูก ก็ควรจะมีประกันราคาขั้นต่ำว่าราคาจะไม่ต่ำไปกว่า 6 บาทต่อลูก “มันต้องมีกติกาบางอย่างเพื่อรองรับ-ดูแลเกษตรกรของเรา เราต้องมีความเข้มแข็งมากพอเพื่อรับกับสถานการณ์ที่โลกมันเปิด”
นอกจากนี้ จรัญยังเสนอให้มีการจัดทำ ‘ตลาดกลาง’ ที่ไม่ถูกครอบโดยทุนต่างๆ เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรกรได้พัฒนาตัวเอง อาจจะเชื่อมต่อกับตลาดที่รัฐหาให้ โดยไม่ผ่านกระบวนการล้งเก่าที่ครอบอยู่
นายกสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทยมองว่า ‘โครงสร้าง’ มีส่วนในปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั้งมวล จึงจำเป็นจะต้องแก้ที่โครงสร้าง เพื่อให้สามารถไปต่อได้ในระยะยาว
“สถานการณ์ปัจจุบันต้องปรับวิกฤตให้เป็นโอกาส เปิดโอกาสช่องทางใหม่ รับยังไงให้เหมาะสมกับสิ่งที่มี รวมถึงการสื่อสารให้เกษตรกรปรับตัว คืออีกหนึ่งภารกิจที่เราต้องทำ ต้องทำให้เขาปรับ มีภูมิคุ้มกันที่ดี ถ้ามีตลาดกลางได้ บริหารโดยคนมีประสบการณ์ และมีผู้เข้าร่วมเป็นเกษตรกร ภายใต้การบริหารหลักสากล ไม่ใช่แบบเดิม เพราะระบบในนั้นก็จะผลักดันให้เขาปรับตัวได้เอง” จรัญสรุปในตอนท้าย